วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ หน้าที่ ๒๘๖ - ๒๙๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 286)

ย่อมปรากฏเป็นเช่นเดียวกับแสงคบเพลิง การระลึกชาติได้ของพระอัครสาวกย่อมปรากฏเป็นเช่นเดียวกับแสงดาวประจำรุ่ง การระลึกชาติได้ของพระปัจเจกพุทธเจ้าย่อมปรากฏเป็นเช่นเดียวกับแสงพระจันทร์ การระลึกชาติได้ของพระพุทธเจ้าย่อมปรากฏเป็นเช่นเดียวกับแสงพระอาทิตย์พันดวงในฤดูร้อน อันประดับประดาแล้วด้วยพระรัศมีตั้งพันรัศมี
อนึ่ง การระลึกชาติได้ของพวกเดียรถีย์เป็นดุจการเดินไปด้วยปลายไม้เท้าของคนตาบอด การระลึกชาติได้ของพระสาวกปกติเป็นดุจการเดินทางไปบนสะพานไม้ท่อน การระลึกชาติได้ของพระมหาสาวกเป็นดุจการเดินไปบนสะพานสำหรับเดินเท้า การระลึกชาติได้ของพระอัครสาวกเป็นดุจการไปบนสะพานสำหรับเกวียนที่จะผ่านไปได้ การระลึกชาติได้ของพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นดุจการเดินไปตามทางเดินเท้าที่ใหญ่ การระลึกชาติได้ของพระพุทธเจ้า เป็นดุจการเดินไปตามทางเกวียนใหญ่
แต่ในอธิการนี้ ท่านประสงค์ถึงการระลึกชาติได้ของพวกพระสาวก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว คำว่า นึกได้ คือตามนึกไปเป็นขั้นตอนด้วยสามารถลำดับขันธ์ หรือด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้เริ่มบำเพ็ญเพียรเพื่อต้องการระลึกชาติได้อย่างนั้น เวลากลับจากบิณฑบาตหลังอาหารไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ เข้าฌานทั้ง ๔ โดยลำดับ ออกจากฌานที่ ๔ ซึ่งเป็นบาทแห่งอภิญญา พึงนึกถึงการนั่งครั้งสุดท้าย แต่นั้นพึงนึกถึงกิจที่ตนทำทั้งกลางคืนกลางวันทั้งสิ้น โดยย้อนถอยหลังอย่างนี้คือ การให้ปูอาสนะ การเข้าสู่เสนาสนะ การเก็บบาตรจีวร การฉันภัตตาหาร เวลากลับมาจากบ้าน เวลาเที่ยวบิณฑบาตในบ้าน เวลาเข้าสู่บ้านเพื่อบิณฑบาตในบ้าน เวลาออกจากวิหาร เวลาไหว้ลานพระเจดีย์ และลานพระศรีมหาโพธิ์ เวลาล้างบาตร เวลารับบาตร กิจที่ทำแล้วตั้งแต่การรับบาตร ตราบเท่าถึงการล้างหน้า กิจที่ทำแล้วในเวลาใกล้รุ่ง กิจที่ทำแล้วในมัชฌิมยาม กิจที่ทำแล้วในปฐมยาม ก็กิจเพียงเท่านี้ย่อมปรากฏแม้แต่จิตปกติ แต่ปรากฏแจ่มอย่างยิ่งแก่จิตที่เป็นสมาธิ เพราะการบริกรรม ก็หากว่าในกิจเหล่านี้บางอย่างไม่ปรากฏไซร้ ต้องเข้าฌานที่เป็นบาทอีก ออกแล้วจึงนึกถึง ทำได้ถึงเพียงนี้กิจย่อมปรากฏดุจประทีปลุกโพลงแล้วพึงนึกถึงกิจที่ตนทำโดยถอยหลังอย่างเดียวดังพรรณนามานี้ แม้ในวันที่ ๒ แม้ในวันที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕



(หน้าที่ 287)



แม้ใน ๑๐ วัน แม้ในกึ่งเดือน แม้ทั้งเดือน หรือตลอด ๑๐ ปี ๒๐ ปีโดยอุบายนี้อยู่ พึงนึกถึงนามรูปซึ่งเป็นไปในขณะจุติในภพก่อนได้ ก็ภิกษุผู้เป็นบัณฑิตย่อมอาจเพื่อจะเพิกปฏิสนธิ ทำนามรูปในขณะจุติให้เป็นอารมณ์ได้โดยวาระเดียวเท่านั้น ก็เพราะนามที่นามรูปในภพก่อนดับไม่มีเหลือ นามรูปอื่นเกิดขึ้น เหตุนั้นฐานนั้นอันคนทรามปัญญาจึงมองเห็นได้ยาก ดุจที่มืดมิดอันของหนาทึบครอบเทินไว้ในเบื้องบน ภิกษุนั้นไม่พึงทอดธุระเสียโดยท้อใจว่า เราไม่อาจเพิกปฏิสนธิทำนามรูปซึ่งเป็นไปในขณะจุติให้เป็นอารมณ์ได้ ก็เธอพึงเข้าฌานที่เป็นบาทนั่นแหละบ่อย ๆ และเธอออกจากฌานนั้นแล้วพึงนึกถึงที่นั้นเถิด ด้วยว่าเมื่อเธอทำไปอย่างนี้ ก็เปรียบเหมือบุรุษผู้มีกำลัง เริ่มจะตัดต้นไม้ใหญ่เพื่อจะนำมาทำเป็นช่อฟ้าเรือนยอด พอเริ่มตัดกิ่งและใบเท่านั้น คมขวานก็บินยู่ไป ไม่สามารถจะตัดไม้ใหญ่ได้ทอดธุระเสียเลย ไปสู่โรงตีเหล็กให้ช่างตีขวานให้คมแล้ว กลับมาตัดใหม่อีก ขวานก็บิ่นยู่อีกเป็นวาระที่สอง จึงไปให้ช่างตีขวานให้คมอีกเหมือนเดิมแล้วกลับมาตัดอีก เมื่อเธอตัดอยู่อย่างนี้ไม่นานนักก็จะพึงโค่นต้นไม้ใหญ่ลงได้ เพราะต้นไม้ที่ตัดไปแล้วไม่ต้องมีการตัดอีกและที่ยังไม่ได้ตัดก็ต้องตัดอีกต่อไป ฉันใด พระโยคีออกจากฌานที่เป็นบาท ไม่นึกถึงฐานะที่ตนนึกในกาลก่อน นึกเฉพาะแต่ปฏิสนธิอย่างเดียว ไม่นานนักก็จะเพิกปฏิสนธิ ทำนามรูปซึ่งเป็นไปในขณะจุติให้เป็นอารมณ์ได้ ฉันนั้น นักปราชญ์พึงแสดงใจความอย่างนี้ โดยเปรียบเหมือนคนผ่าฟืนและช่างโกนผมเป็นต้นก็ได้
ก็ในญาณเหล่านั้น ญาณที่ทำนามรูปให้เป็นอารมณ์เป็นไปแล้ว ตั้งแต่การนั่งครั้งหลังจนถึงปฏิสนธิ ย่อมไม่ชื่อว่าปุพเพนิวาสญาณ แต่ญาณนั้นชื่อว่าเป็นญาณที่สัมปยุตด้วยบริกรรมสมาธิ อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่าอตีตังสญาณดังนี้ก็มี คำของอาจารย์พวกหนึ่ง นั้นไม่ถูก เพราะอตีตังสญาณหมายถึงรูปาวจร ส่วนบริกรรมสมาธิเป็นกามาวจร ก็ในเวลาใด มโนทวาราวัชชนะก้าวล่วงปฏิสนธิทำนามรูปซึ่งเป็นไปในขณะจุติให้เป็นอารมณ์ แล้วเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ก็ครั้นเมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้ว ชวนะ ๔ หรือ ๕ ดวงที่ดวงต้นเป็นกามาวจรมีนามว่าบริกรรมเป็นต้น ดวงสุดท้ายเป็นอัปปนาจิต นับเนื่องในจตุตถฌานชั้นรูปาวจร ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในก่อน ทำนามรูปนั่นแหละให้เป็นอารมณ์ย่อมแล่นไป ใน



(หน้าที่ 288)



เวลานั้นญาณร่วมกับจิตนั้นอันใดย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น ญาณนี้ชื่อว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ พระโยคีย่อมระลึกถึงปุพเพสันนิวาสได้หลายอย่าง ด้วยสติอันสัมปยุตด้วยญาณนั้น นี้คืออะไร ? คือนึกถึงปุพเพสันนิวาสมีหลายอย่างพร้อมทั้งอาการและพร้อมทั้งอุทเทศดังบรรยายมานี้ตลอด ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ฉะนี้แล
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตลอดชาติหนึ่งบ้าง คือนึกได้ซึ่งขันธสันดานอันนับเนื่องในภพหนึ่ง ซึ่งมีปฏิสนธิเป็นต้นมีจุติเป็นปริโยสาน แม้ในคำเป็นต้นว่า สองชาติ ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน ก็ในคำเป็นต้นว่า ตลอดสังวัฏกัปเป็นอเนก มีอธิบายว่า กัปที่เสื่อมอยู่พึงทราบว่าสังวัฏกัป กัปที่เจริญอยู่พึงทราบว่าวิวัฏกัป ในกัปทั้ง ๒ นั้น สังวัฏฏัฏฐายีสัตว์ ท่านกำหนดถือเอาด้วยสังวัฏกัป เพราะเหตุไร ? เพราะมีสังวัฏกัปนั้นเป็นมูล ส่วนวิวัฏฏัฏฐายีสัตว์ท่านกำหนดด้วยวิวัฏกัป ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ อสงไขยกัปเหล่าใดซึ่งตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสงไขยแห่งกัป ๔ อย่างเหล่านี้ ๔ อย่างเป็นไฉน ? คือ สังวัฏฏอสงไขย ๑ สังวัฏฏัฏฐายีอสงไขย ๑ วิวัฏฏอสงไขย ๑ วิวัฏฏัฏฐายีอสงไขย ๑ ดังนี้ อสงไขย เหล่านั้นย่อมเป็นอันพระองค์กำหนดไว้ดีแล้ว


เหตุอสงไขยสลาย

ในอสงไขยเหล่านั้น มีเหตุสลาย ๓ อย่างคือ อาโปสังวัฏฏะ สลายเพราะน้ำ ๑ เตโชสังวัฏฏะ สลายเพราะไฟ ๑ วาโยสังวัฏฏะ สลายเพราะลม ๑
แดนของสังวัฏฏะถึงความสลายมี ๓ ชั้น คือ พรหมโลกชั้นอาภัสสรา ๑ พรหมโลกชั้นสุภกิณหา ๑ พรหมโลกชั้นเวหัปผลา ๑ ก็เมื่อใดกัปย่อมย่อยยับไปเพราะไฟ โลกย่อมถูกไฟไหม้ภายใต้แต่ชั้นอาภัสสราพรหมลงมา เมื่อใดกัปย่อมย่อยยับไปเพราะน้ำ โลกย่อมถูกน้ำละลายภายใต้ชั้นสุภกิณหาพรหมลงมา เมื่อใดกัปย่อมย่อยยับไปเพราะลม โลกย่อมถูกลมพัดกระจัดกระจาย ภายใต้แต่ชั้นเวหัปผลาพรหมลงมา แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร สิ้นเขตแห่งพระพุทธเจ้ายุคหนึ่ง กัปก็ย่อมฉิบหายไปแม้ทุกเมื่อไป


เขตของพระพุทธเจ้า ๓

ธรรมดาว่าเขตแห่งพระพุทธเจ้ามี ๓ คือ เขตที่ทรงอุบัติ ๑ เขตแห่งพระอาชญา ๑ เขตตามวิสัย ๑ ในบรรดาพุทธเขตทั้ง ๓ นั้น เขตที่ทรงอุบัติมีจักรวาลหมื่นหนึ่งเป็นที่สุด



(หน้าที่ 289)



ซึ่งเป็นเขตที่สัตว์หวั่นไหวในเพราะเหตุอัศจรรย์ทั้งหลาย มีการถือปฏิสนธิแห่งพระตถาคตเจ้าเป็นต้น เขตพระอาชญามีแสนโกฏิจักรวาลเป็นที่สุด เป็นที่ซึ่งอานุภาพแห่งพระปริตรเหล่านี้ คือ รัตนปริตร, ขันธปริตร, ธชัคคปริตร, อาฏานาฏิยปริตร และโมรปริตรดำเนินไปเขตตามวิสัยไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ซึ่งตรัสไว้ว่า ก็หรือจะพึงหวังเท่าใดคือในที่ซึ่งพระตถาคตเจ้าจำนงสิ่งใด ๆ ก็ทรงรู้สิ่งนั้น ๆ ได้ ในพุทธเขตทั้ง ๓ เหล่านี้ดังแถลงมา เขตพระอาชญาอย่างเดียวเท่านั้นย่อมพินาศไป ก็เมื่อเขตพระอาชญานั้นพินาศไปอยู่ แม้เขตที่ทรงอุบัติก็พลอยพินาศไปด้วย และเมื่อพินาศก็พินาศร่วมกันนั่นเอง แม้เมื่อดำรงอยู่ก็ดำรงอยู่ร่วมกัน การพินาศและการดำรงอยู่ของพุทธเขตทั้ง ๒ อย่างนั้นนักศึกษาพึงทราบอย่างนี้แล
ก็ในสมัยใดกัปพินาศไปด้วยไฟ มหาเมฆที่ทำกัปให้พินาศตั้งขึ้นแต่ต้นเทียว ยังฝนใหญ่ให้ตกลงครั้งหนึ่งทั่วไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล พวกมนุษย์พากันร่าเริงดีใจนำพืชพันธุ์ทุกชนิดออกมาหว่าน ครั้นเมื่อข้ากล้างอกขึ้นพอโคกินได้ มหาเมฆร้องเหมือนฟ้าไม่โปรยฝนลงมาแม้แต่หยดเดียว ในเวลานั้นฝนขาดหายไปเลย จริงอยู่ พระดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายถึงเนื้อความนั้นตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ฝนไม่ตกลงมาตลอดหลายปี, หลายร้อยปี, หลายพันปี, หลายแสนปีมีอยู่ สัตว์ผู้อาศัยฝนเลี้ยงชีพและพวกเทวดาผู้เข้าไปอาศัยดอกไม้และผลไม้เลี้ยงชีพ สิ้นชีวิตแล้วย่อมไปเกิดในพรหมโลก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าอย่างนี้ น้ำในที่นั้น ๆ ย่อมเหือดแห้งไป ลำดับต่อมา ปลาและเต่าก็ดี สัตว์นรกก็ดี ทำกาละแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ในจำนวนสัตว์เหล่านั้น พวกสัตว์นรกย่อมฉิบหายไปพร้อมกับความปรากฏขึ้นแห่งพระอาทิตย์ดวงที่ ๗
มีคำถามสอดเข้ามาว่า สัตว์โลกผู้ไม่ได้ฌานจะไปบังเกิดในพรหมโลกไม่ได้ ก็บรรดาสัตว์เหล่านี้ บางพวกก็แร้นแค้นอดอยากเพราะข้าวแพง บางพวกก็ไม่ควรเพื่อบรรลุฌาน อย่างนี้แล้วสัตว์เหล่านั้นจะไปบังเกิดในพรหมโลกนั้นได้อย่างไร ?
ตอบว่า เกิดได้ด้วยอำนาจฌานที่ตนได้ไว้แล้วในเทวโลก จริงอยู่ ในกาลนั้นพวกเทวดาชั้นกามาวจร กลุ่มที่ชื่อว่าโลกยูพหะ กระบวนการกู้โลก ทราบว่าโดยล่วงไปได้แสนปี ความสิ้นกัปจักมี ดังนี้ แล้วปล่อยเศียรไม่โพกผ้าสยายผมไม่เกล้าตกแต่ง ร้องไห้จนน้ำตานองหน้า เอามือเช็ดน้ำตา นุ่งผ้าสีแดงทรงเพศแปลกประหลาดยิ่งนัก เที่ยวร้อง



(หน้าที่ 290)



บอกไปในถิ่นมนุษย์อย่างนี้ว่า “ชาวเราเอ๋ย จากนี้ล่วงไปแสนปีกัปจักสิ้นไป โลกนี้จักฉิบหาย น้ำในทะเลหลวงก็จักแห้ง และมหาปฐพีนี้ทั้งขุนเขาสิเนรุก็จักถูกไฟไหม้พินาศไปหมด ความพินาศจักเกิดมีจนกระทั่งพรหมโลก ชาวเราเอ๋ย พวกท่านจงเจริญเมตตา จงเจริญกรุณา จงเจริญมุทิตา จงเจริญอุเบกขา จงบำรุงมารดา จงบำรุงบิดา และจงเป็นผู้อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองให้เป็นประจำเถิด” พวกมนุษย์และภุมเทวดาโดยส่วนมาก ที่ได้ยินคำเตือนของเทวดาเหล่านั้นแล้วเกิดความสลดใจเป็นอย่างมาก มีจิตเอ็นดูต่อกันและกัน พากันทำบุญมีการเจริญเมตตาเป็นต้น พอสิ้นชีพก็ได้ไปเกิดในเทวโลก บริโภคสุทธาโภชน์อันเป็นทิพย์ในเทวโลกนั้นแล้วทำการบริกรรมวาโยกสิณ มีโอกาสได้ฌาน ส่วนพวกสัตว์อื่นจากนั้นคือพวกอบายไปเกิดในเทวโลกได้ด้วยอปราปริยเวทนียกรรม ตามธรรมดาแล้วสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไปในสงสารจะเว้นขาดจากอปราปริยเวทนียกรรมย่อมไม่มี ถึงสัตว์เหล่านั้นก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้ฌานในเทวโลกนั้น ๆ เหมือนกัน สัตว์ทั้งหมดย่อมไปเกิดในพรหมโลกได้ด้วยอำนาจฌานที่ได้แล้วในเทวโลก ด้วยประการฉะนี้แล
อนึ่ง นับตั้งแต่ฝนไม่ตกลงมาโดยเวลาที่ล่วงไปอันยาวนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ก็เกิดขึ้น สมดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้นมีอยู่ ดังนี้เป็นต้น นักปราชญ์ควรสวดสัตตสุริยสูตรประกอบให้พิสดารเถิด ก็แลเมื่อพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ นั้นปรากฏขึ้นแล้ว การกำหนดว่ากลางคืนหรือกลางวันก็มิได้รู้กันเลย พระอาทิตย์ดวงหนึ่งโผล่ขึ้น ดวงหนึ่งก็ตก โลกจึงมิได้ขาดจากแสงแผดเผาแห่งพระอาทิตย์เลย ก็ในพระอาทิตย์ปกติย่อมมีสุริยเทพบุตร ฉันใด ในพระอาทิตย์ที่ทำกัปให้พินาศไม่มีเหมือนอย่างนั้น ในพระอาทิตย์ ๒ ดวงนั้น เมื่อพระอาทิตย์ปกติเป็นไปอยู่ เมฆก็ดีเปลวควันก็ดีย่อมลอยไปในอากาศ ครั้นพระอาทิตย์ที่ทำกัปให้พินาศเป็นไป ท้องฟ้าปราศจากเมฆและหมอกใสไม่มัวดุจวงแว่นส่องหน้า เว้นแม่น้ำ ๕ สายคือ คงคา, ยมุนา, อจิรวดี, มหี เสียแล้ว น้ำในแม่น้ำที่เหลือมีแม่น้ำน้อยเป็นต้น ย่อมเหือดแห้งไป ต่อจากนั้นโดยล่วงไปเป็นเวลานานแสนนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ จึงเกิดผุดขึ้น เพราะเหตุที่ปรากฏแล้วเท่านั้น ถึงแม่น้ำใหญ่ก็เหือดแห้งไปได้ จากนั้นผ่านไปเป็นเวลานานพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ จึงผุดขึ้น เพราะเหตุที่ปรากฏแล้วนั้น สระใหญ่ ๗ สระเหล่านี้ คือสระสีหปาตนะ ๑ หังสปาตนะ ๑ กัณณมุณฑกะ ๑


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]