วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ หน้าที่ ๓๐๑ - ๓๐๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 301)


เธอจึงใส่ใจอย่างนี้ว่า หมู่เทพเหล่านี้ทำกรรมอะไรไว้หนอ จึงได้มาเสวยสมบัติเห็นปานนี้ ครั้นคราวนี้ญาณมีกรรมเป็นอารมณ์ย่อมเกิดปรากฏแก่เธอนั้นว่า เขาทำกรรมชื่อนี้ไว้ นี้ชื่อว่า ยถากัมมุปคญาณ สำหรับญาณนี้ไม่มีบริกรรมเป็นแผนกหนึ่ง ก็การไม่มีบริกรรมเป็นแผนกหนึ่งของญาณนี้ ฉันใด แม้อนาคตังสญาณก็ย่อมเป็นฉันนั้นนั่นแล จริงอยู่ ญาณที่เป็นบาทของทิพยจักษุนั่นแหละย่อมสำเร็จพร้อมกับทิพยจักษุทีเดียว
ในคำว่า ด้วยกายทุจริตเป็นต้น มีความหมายว่า กรรมที่บุคคลประพฤติแล้วชั่วช้าเลวทราม หรือกรรมชั่วช้าเลวทรามที่บุคคลประพฤติแล้ว เพราะเป็นกรรมเน่าด้วยกิเลส เหตุนั้น กรรมนั้นจึงชื่อว่าทุจริต ทุจริตทางกายหรือทุจริตที่เกิดขึ้นแต่กาย ชื่อว่ากายทุจริต แม้ในบทนอกจากนี้ก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน คำว่า ประกอบแล้ว คือเป็นผู้พร้อมเพรียง คำว่า เป็นผู้เข้าไปว่ากล่าวพระอริยะทั้งหลาย คือเป็นผู้มุ่งความฉิบหายแก่พระอริยะคือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า โดยที่สุดแม้คฤหัสถ์ผู้เป็นโสดาบัน เป็นผู้เข้าไปกล่าวว่า มีอธิบายว่า ด่าแดกดันด้วยอันติมวัตถุ หรือด้วย การกำจัดเสียซึ่งคุณงามความดี ใน ๒ อย่างนั้น เมื่อเธอพูดว่า แม้ธรรมสำหรับสมณะก็ไม่มีแก่ท่านเหล่านี้ ท่านเหล่านี้ไม่ใช่สมณะเลย ดังนี้ พึงทราบว่าด่าด้วยอันติมวัตถุ เมื่อเธอพูดคำเป็นต้นว่า ฌานวิโมกข์ มรรค ผล ไม่มีแก่คนเหล่านี้ พึงทราบว่า ด่าด้วยการมุ่งที่จะกำจัดคุณงามความดี ก็ผู้นั้นรู้อยู่ก็ดีไม่รู้อยู่ก็ดียังขืนด่า จัดว่าเป็นอริยุปวาททั้ง ๒ อย่างแล กรรมนั้นเป็นกรรมหนักเช่นเดียวกับอนันตริยกรรม ห้ามสวรรค์ห้ามมรรคผลนิพพาน แต่ก็ยังพอเยียวยาได้ เพื่อจะทำเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง นักศึกษาควรทราบเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง
เล่ากันมาว่า พระเถระกับภิกษุหนุ่มไปบิณฑบาตด้วยกันในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พอเดินถึงบ้านหลังแรกเท่านั้น พระทั้ง ๒ รูป ก็ได้รับบิณฑบาตเป็นข้าวยาคูร้อนกระบวยหนึ่ง พระเถระเกิดมีลมเสียดแทงขึ้นในท้อง ท่านจึงคิดว่า ข้าวยาคูนี้ช่างเหมาะแก่โรคของเราเสียจริง เราจักดื่มมันตอนที่ยังอุ่น ๆ นี่แหละ ท่านจึงนั่งดื่มบนท่อนไม้ที่พวกคนชาวบ้านนำมาเพื่อทำธรณีประตู ฝ่ายภิกษุหนุ่มเกิดความรังเกียจท่านจึงกล่าวติเตียนว่า พระแก่นี่หิวจัดตะกละมากทำให้เราได้รับความอับอาย พระเถระเที่ยวไปยังบ้านแล้วกลับมายังวัด จึงถามภิกษุหนุ่มนั้นว่า “ผู้มีอายุ เธอมีที่พึ่งในพระศาสนานี้หรือยังล่ะ ?” พระภิกษุหนุ่มบอกว่า “มีซิครับ ก็ผม



(หน้าที่ 302)



เป็นพระโสดาบัน” พระเถระพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเธออย่าได้ทำความพยายามเพื่อมรรคผลชั้นสูง ๆ ต่อไปเลย” พระภิกษุหนุ่มย้อนถามว่า “เพราะเหตุไรครับ ?” พระเถระตอบว่า “ก็เพราะว่าเธอได้ว่าร้ายพระขีณาสพแล้วละซิ” ภิกษุหนุ่มนั้นได้สำนึกผิดขอขมาพระเถระแล้ว ด้วยการขอขมานั้น กรรมของเธอจึงได้เป็นปกติดังเดิม เพราะเหตุนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งไปว่าร้ายพระอริยเจ้า ผู้นั้นต้องไปขอขมาท่านเสีย ถ้าตนแก่พรรษากว่า พึงนั่งกระโหย่งไม่ต้องไหว้ กล่าวคำขอขมาว่า “อหํ อายสฺมนฺตํ อิทญฺจิทญฺจ อวจํ, ตมฺเม ขมาหิ ฉันได้กล่าวด้วยคำอย่างนี้อย่างนี้กะเธอ ขอเธอจงยกโทษนั้นแก่ฉันเถิด” ถ้าตนอ่อนพรรษากว่าต้องไหว้แล้วนั่งกระโหย่งประคองอัญชลีขอขมาว่า “อหํ ภนฺเต ตุมเห อิทญฺจิทญฺจ อวจํ, ตมฺเม ขมถ ท่านขอรับ กระผมได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้อย่างนี้กะท่าน ขอท่านได้โปรดยกโทษนั้นแก่กระผมด้วยเถิด” ถ้าท่านหลีกไปที่อื่นเสียแล้วพึงไปขอขมาด้วยตัวเอง หรือส่งสัทธิวิหาริกเป็นต้นให้ไปขอขมาแทนตนก็ได้ ก็ถ้าไม่สามารถจะไปเองได้ทั้งไม่สามารถจะส่งผู้อื่นไปแทนได้ ภิกษุเหล่าใดอยู่ในวัดนั้นพึงไปสู่สำนักของภิกษุเหล่านั้น ถ้าอ่อนพรรษากว่าพึงนั่งกระโหย่ง ถ้าแก่พรรษากว่าพึงปฏิบัติตามนัยแห่งวัตรที่พึงทำให้ท่านผู้แก่พรรษาดังกล่าวแล้วนั่นแล แล้วกล่าวขอขมาว่า “อหํ ภนฺเต อสุกํ นาม อายสฺมนฺตํ อิทญฺจิทญฺจ อวจํ, ขมตุ เม โส อายสฺมา ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้กล่าวคำ ๆ นี้กะท่านผู้มีอายุชื่อโน้น กะท่านผู้มีอายุชื่อโน้น ขอท่านผู้มีอายุรูปนั้นจงยกโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด” แม้เธอไม่ขอขมาต่อหน้าพึงทำการขอขมาดังว่ามานี้นั่นแล หากท่านเป็นภิกษุเที่ยวไปผู้เดียวไม่ปรากฏที่อยู่ไม่ปรากฏที่ไป พึงไปหาภิกษุผู้เป็นบัณฑิตรูปหนึ่งแล้วพึงกล่าวว่า “ท่านขอรับ กระผมได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้ ๆ กะท่านผู้มีอายุชื่อโน้น บัดนี้ความเดือดร้อนในใจเกิดมีแก่กระผมทุกครั้งที่นึกถึงท่าน นี่กระผมจะทำอย่างไรดี ?” ภิกษุผู้บัณฑิตนั้นจะกล่าวว่า “อย่าคิดไปเลยคุณ พระเถระท่านไม่ถือเป็นโทษดอก จงสบายใจเสียเถิด” ฝ่ายภิกษุนั้นพึงผินหน้าไปทางที่พระอริยเจ้าท่านไป แล้วประคองอัญชลีกล่าวว่า “ขอท่านจงยกโทษให้กระผมเถิด” ถ้าหากพระเถระรูปนั้นปรินิพพานเสียแล้ว ก็ควรไปยังที่ใกล้เตียงนอนปรินิพพานของท่าน ถึงจะไปยังป่าช้าก็ให้ท่านยกโทษให้แก่ตนได้ เมื่อทำได้ดังนี้กรรมนั้นไม่เป็นอันห้ามสวรรค์และไม่กั้นมรรคผลนิพพาน ก็จะกลับเป็นปกติดังเดิม



(หน้าที่ 303)



คำว่า เป็นคนมิจฉาทิฏฐิ คือเป็นคนมีความเห็นวิปริต คำว่า สมาทานกรรมของมิจฉาทิฏฐิ คือผู้มีกรรมหลายอย่างที่ตนยึดมั่นไว้ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ ทั้งยังจะชักชวนคนอื่น ๆ ไปในทางกายกรรมเป็นต้นอันมีมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุอีกด้วย อนึ่ง ในอธิการนี้ พึงทราบว่า แม้เมื่ออริยุปวาทท่านสงเคราะห์แล้วด้วยศัพท์คือวจีทุจริต และเมื่อมิจฉาทิฏฐิ ท่านสงเคราะห์แล้วด้วยศัพท์คือมโนทุจริตก็ดี การกล่าวทั้ง ๒ บทนี้ไว้อีกก็เพื่อจะแสดงถึงว่ากรรมทั้ง ๒ เหล่านี้มีโทษมาก จริงอยู่ อริยุปวาทมีโทษมากเพราะเป็นเช่นเดียวกับอนันตริยกรรม จริงอย่างนั้น ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงบรรลุพระอรหัตในภพนี้ได้เลย ฉันใด ดูก่อนสารีบุตร เรากล่าวอุปมัยนี้ว่าเหมือนอย่างนั้น คือเป็นที่แน่นอนทีเดียว คนที่ไม่ละวาจานั้น ไม่ละจิตนั้น ไม่ละทิฏฐินั้น จะต้องถูกวาจา จิต และทิฏฐินั้นฝังแล้ว เหมือนถูกนายนิรบาลฝังไว้แล้วในนรกฉะนั้น ก็ความชั่วอย่างอื่นที่จะชื่อว่าโทษมากกว่ามิจฉาทิฏฐินั้นเห็นจะไม่มีแน่ สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เคยเห็นธรรมอย่างอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่จะมีโทษมากยิ่งเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลยนะภิกษุทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นยอดของโทษ คำว่า เพราะกายแตก คือเพราะสละอุปาทินนขันธ์ คำว่า เบื้องหน้าแต่ตาย คือในการถือเอาขันธ์ซึ่งเกิดใหม่ในลำดับแห่งอุปาทินนขันธ์นั้น อีกอย่างหนึ่ง คำว่า เพราะกายแตก คือเพราะชีวิตินทรีย์ขาดสิ้นไป คำว่า เบื้องหน้าแต่ตาย คือต่อจากจุติจิตไป คำว่า อบาย เป็นต้น ทุกคำใช้เป็นคำเรียกแทนนรกนั่นเอง จริงอยู่ นรกได้ชื่อว่าอบายเพราะปราศจากความเจริญ ซึ่งสมมติว่าเป็นบุญ อันเป็นเหตุแห่งสวรรค์และนิพพาน หรือเพราะไม่มีความเจริญแห่งความสุขทั้งหลาย อบายนั้นเป็นที่ถึงทุกข์คือเป็นที่พำนักแห่งทุกข์ เหตุนั้น จึงชื่อว่าทุคติ อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า ทุคติ เพราะเป็นคติที่เกิดแล้วด้วยกรรมชั่ว เพราะเป็นผู้มากไปด้วยโทษ ผู้ทำชั่วย่อมตกไปในที่นั้นโดยปราศจากอำนาจกีดขวาง เหตุนั้น ที่นั้นจึงชื่อว่า วินิบาต หรือผู้ทำชั่วย่อมย่อยยับตกไปในที่นี้ มีองค์อวัยวะน้อยใหญ่แตกสลาย แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า วินิบาต ความเจริญที่รู้ได้ด้วยความแช่มชื่น ไม่มีในที่นี้ เหตุนั้นที่นี้จึงชื่อว่า นิรยะ อีกอย่างหนึ่งท่านแสดงถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานด้วยศัพท์ว่า อปาย จริงอยู่ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานชื่อว่า



(หน้าที่ 304)



อปาย เพราะปราศจากสุคติ แต่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้ไม่จัดเป็นทุคติ เพราะเป็นที่สมภพแห่งดิรัจฉานจำพวกที่มีศักดาใหญ่ เช่นนาคราชเป็นต้น ท่านแสดงถึงแหล่งที่อยู่ของเปรตไว้ด้วยศัพท์ว่า ทุคติ จริงอยู่ แหล่งที่อยู่ของเปรตนั้นได้ชื่อว่าอบายด้วยและชื่อว่าทุคติด้วย เพราะปราศจากสุคติและเพราะเป็นที่ถึงความทุกข์ แต่ก็ไม่ชื่อว่าวินิบาต เพราะเปรตวิสัยนั้นไม่ได้ตกไปอย่างย่อยยับเช่นกับอสุรกาย ท่านแสดงอสุรกายไว้ด้วยศัพท์ว่า วินิบาต จริงอยู่ อสุรกายนั้นชื่อว่าอบายและทุคติตามความหมายที่ได้กล่าวไว้แล้ว และท่านเรียกว่า วินิบาตเพราะอสุรกายนั้นตกไปจากความเจริญแห่งสมบัติทุกประการ ท่านแสดงถึงนรกนั้นนั่นเอง อันมีหลายอย่างเช่นอเวจีมหานรกเป็นต้น ด้วยศัพท์ว่า นรก คำว่า เข้าถึงแล้ว คือเข้าไปแล้ว อธิบายว่า เกิดเฉพาะแล้วในอบายเป็นต้นนั้น ฝ่ายที่ดีนักศึกษาพึงทราบโดยปริยายที่ตรงกันข้ามจากฝ่ายชั่วที่กล่าวมาแล้วนั้นเถิด ส่วนข้อความที่แปลกกัน มีดังต่อไปนี้
ก็ในที่นั้นท่านสงเคราะห์แม้คติของมนุษย์ไว้ ด้วยศัพท์ คือ สุคติ ถึงเทวคติท่านก็สงเคราะห์อย่างเดียวกันด้วยศัพท์ว่า สวรรค์ในบทเหล่านั้นพึงทราบอรรถวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ว่า ชื่อว่าสุคติ เพราะดำเนินไปอย่างงดงาม ชื่อว่าสวรรค์ เพราะภาวะที่เลิศด้วยดีด้วยอารมณ์มี รูปารมณ์ เป็นต้น สวรรค์นั้นแม้ทั้งหมดท่านเรียกว่า โลก เพราะอรรถว่า มีอันจะต้องทรุดโทรมไป บทว่า ด้วยจักษุทิพย์อย่างนี้ทั้งหมด จัดเป็นคำสรุป ความย่อในคำนิคมนั้นว่า เห็นด้วยตาทิพย์อย่างนี้
ก็กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญความเพียรเพื่อต้องการจะเห็นอย่างนี้ พึงทำฌานมีอภิญญาเป็นบาท ซึ่งมีกสิณเป็นอารมณ์ ให้ควรแก่อภินิหารโดยอาการทุกอย่างแล้ว พึงทำกสิณ ๓ ชนิด เหล่านี้ คือ เตโชกสิณ ๑ โอทาตกสิณ ๑ อาโลกกสิณ ๑ อย่างใดอย่างหนึ่งให้ใกล้ต่อการเกิดขึ้นแห่งทิพยจักษุญาณ พึงขยายทำอุปจารฌานให้เป็นโคจรแล้วพึงหยุดไว้ อธิบายว่าไม่พึงยังอัปปนาให้เกิดในอารมณ์นั้น เพราะถ้าเธอให้อัปปนาเกิดขึ้น อารมณ์นั้นจะเป็นที่อาศัยแห่งฌานที่เป็นบาท ไม่เป็นที่อาศัยแห่งบริกรรม ก็ในกสิณทั้ง ๓ เหล่านี้ อาโลกสิณนั่นเท่านั้นประเสริฐกว่า เหตุนั้น พึงยังอาโลกกสิณนั้น หรือกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดากสิณนอกจากนี้ให้เกิดขึ้น ตามนัยดังที่ได้กล่าวแล้วในกสิณนิเทศ แล้วพึงหยุดอยู่ในอุปจารภูมินั่นแหละก่อน จึงค่อยให้ขยายไป ก็แม้นัยแห่งการขยายฌานนี้ นักศึกษาพึงทราบได้จากที่



(หน้าที่ 305)


ได้กล่าวไว้แล้วในกสิณนิเทศนั้นแล เธอจะพึงเห็นรูปในภายในฐานะที่ได้ขยายแล้ว ๆ ก็เมื่อพระโยคีนั้นเห็นรูปอยู่ วาระแห่งบริกรรมย่อมผ่านพ้นไป แต่นั้นแสงสว่างแห่งอาโลกสิณก็หายไป เมื่อแสงสว่างนั้นหายไปแล้ว แม้รูปก็จะไม่ปรากฏด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นพระโยคีนี้ก็จะต้องเข้าฌานที่เป็นบาทนั้นแหละบ่อย ๆ ออกจากฌานนั้นแล้วพึงแผ่แสงสว่าง แสงสว่างจะแจ่มจ้าอยู่ได้นานขึ้นโดยลำดับด้วยอาการอย่างนี้ ก็ในอธิการนี้ พระโยคีกำหนดที่มีประมาณเท่าใดว่า อาโลโก โหตุ แสงสว่างจงมีอยู่ในที่นี้เถิด ดังนี้ แสงสว่างย่อมตั้งอยู่ในที่กำหนดแล้วนั่นแล แม้เธอจะนั่งดูอยู่ทั้งวันก็เห็นรูปได้ทั้งวัน ก็บุรุษผู้เดินทางตลอดราตรีด้วยคบเพลิงหญ้า ย่อมเป็นข้ออุปมาในเรื่องนี้ได้
ได้ยินว่า ชายผู้หนึ่งใช้คบเพลิงหญ้าส่องทางเดินไปในเวลากลางคืน คบเพลิงนั้นของเขาหรี่ลง ทีนี้เองเขาจึงไม่รู้ชัดว่าทางเดินนั้นเรียบหรือขรุขระกันแน่ เขาจึงใช้วิธีการเขี่ยคบเพลิงนั้นที่แผ่นดิน ทำให้มันลุกโพลงขึ้นใหม่ พอคบเพลิงนั้นลุกโพลงขึ้น ก็ได้ส่องแสงสว่างไสวมากกว่าเดิม เมื่อชายนั้นทำคบเพลิงที่หรี่ลงแล้วให้โพลงขึ้นใหม่อย่างนี้บ่อย ๆ พระอาทิตย์ก็โผล่ขึ้นโดยลำดับ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้วเขาคิดว่าเราไม่ต้องใช้คบเพลิง จึงทิ้งคบเพลิงนั้นเสีย เดินไปได้จนตลอดวัน พึงทราบความหมายในข้ออุปมานั้นดังต่อไปนี้ แสงสว่างแห่งกสิณในเวลาบริกรรม เป็นดุจแสงสว่างแห่งคบเพลิง เมื่ออาโลกกสิณหายไปเพราะล่วงวาระแห่งการบริกรรมของพระโยคีผู้ดูแลดูรูปอยู่จึงมองไม่เห็นรูป ดุจการไม่เห็นที่เรียบและที่ขรุขระในเมื่อคบเพลิงหรี่ลง ฉะนั้น การเข้าบ่อย ๆ เปรียบเหมือนการพยายามเขี่ยคบเพลิงบ่อย ๆ ฉะนั้น การแผ่แสงสว่างให้มีกำลังกว่าเดิมของพระโยคีผู้ทำบริกรรมบ่อย ๆ ก็ดุจการทำคบเพลิงให้สว่างไสวกว่าเก่า ฉะนั้น การที่แสงสว่างอันแรงกล้าคงอยู่ตามที่ที่กำหนดไว้ เปรียบดังการขึ้นไปแห่งพระอาทิตย์นั้น ฉะนั้น การทิ้งแสงสว่างเล็กน้อยเสีย แลดูรูปด้วยแสงสว่างอันแจ่มจ้าทั้งวัน เปรียบดุจการทิ้งคบเพลิงเสีย แล้วเดินไปได้ทั้งวัน ในการเห็นรูปนั้นเมื่อใด รูปนี้คือรูปที่อยู่ภายในท้อง รูปที่อาศัยหทัยวัตถุ รูปที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดิน รูปที่อยู่นอกฝา นอกภูเขา นอกกำแพง และรูปที่อยู่ในจักรวาลอื่น อันไม่มาปรากฏทางตาเนื้อของภิกษุนั้น ก็มาปรากฏทางญาณจักษุของภิกษุนั้นได้ คือ ดุจปรากฏแก่ตาเนื้อ ในเวลานั้นทิพยจักษุย่อมเป็นอันเกิดแล้ว แต่ในอธิการนี้ ทิพยจักษุนั้นสามารถเห็นรูปได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถจะ


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]