วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ หน้าที่ ๓๐๖ - ๓๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 306)


เห็นบุพพภาคแห่งจิตได้ ก็ทิพยจักษุนี้นั้นย่อมเป็นอันตรายแก่ปุถุชน เพราะเหตุไร ? เพราะปุถุชนนั้นอธิษฐานว่า จงสว่าง ดังนี้ ณ ในที่ใด ๆ ที่นั้น ๆ ย่อมสว่างจ้าเป็นอันเดียวกัน แม้แทรกเข้าไปตลอดแผ่นดิน ทะเล และภูเขา ครั้นคราวนี้เมื่อเธอเห็นรูปยักษ์และผีเสื้อเป็นต้นอันน่ากลัวในที่นั้น ๆ ความหวาดกลัวย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุที่เธอถึงความฟุ้งซ่านแห่งใจ เป็นผู้หัวเสียเพราะญาณ ฉะนั้น พึงเป็นผู้ไม่ประมาทในการเห็นรูปเถิด
ในข้อนั้นมีลำดับการเกิดของทิพยจักษุดังต่อไปนี้ เมื่อในมโนทวาราวัชชนจิตทำรูปมีประการดังกล่าวแล้วนั้นให้เป็นรูปารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไป ชวนะ ๔ หรือ ๕ ดวงทำรูปนั้น นั่นแหละให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น คำทั้งหมดนักศึกษาพึงทราบตามนัยก่อนนั่นแล แม้ในที่นี้บุพพภาคจิตที่มีวิตกวิจารเป็นกามาวจร ในที่สุดเป็นจิตยังประโยชน์ให้สำเร็จ ประกอบด้วยฌานที่ ๔ เป็นรูปาวจร ญาณซึ่งเกิดพร้อมกับจิตนั้นแลท่านเรียกว่า สตฺตานํ จุตูปปาตญาณบ้าง ทิพพจักษุญาณบ้างแล
จบ จุตูปปาตญาณกถา


ความเบ็ดเตล็ดในอภิญญา

พระโลกนาถเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งขันธ์ ๕ ได้ทรงตรัสอภิญญา ๕ เหล่าใดไว้ พระโยคีเข้าใจอภิญญาเหล่านั้น แล้วพึงทราบถึงเรื่องเบ็ดเตล็ดในอภิญญาเหล่านี้ ดังต่อไปนี้
จริงอยู่ ในอภิญญา ๕ เหล่านี้ ทิพยจักษุกล่าวคือจุตูปปาตญาณ มีญาณเครื่องล้อมกำกับอยู่ ๒ คือ อนาคตังสญาณ ญาณเครื่องรู้ในส่วนอนาคต ๑ ยถากัมมุปคญาณ ญาณเครื่องรู้ว่าสัตว์เข้าถึงตามกรรม ๑ ญาณ ๒ เหล่านี้แหละอภิญญา ๕ มีอิทธิวิธเป็นต้น รวมกันเป็นญาณฝ่ายอภิญญา ๗ มาแล้วในที่นี้ดังนี้แล บัดนี้ เพื่อไม่ให้หลงในการจำแนกอารมณ์แห่งอภิญญาญาณเหล่านั้น
บัณฑิตพึงแสดงความเป็นไปแห่งอภิญญาญาณ ๗ ในอารัมมณติกะ ๔
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ได้ทรงตรัสไว้แล้ว
นี้เป็นการแสดงในอารัมมณติกะนั้น



(หน้าที่ 307)



หมวด ๓ แห่งอารมณ์ ๔ อย่าง

จริงอยู่ หมวด ๓ แห่งอารมณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ได้ทรงตรัสไว้มี ๔ อย่าง ๔ อย่างเป็นไฉน ? คือ ปริตตารัมมณัตติกะ หมวด ๓ แห่งปริตรตารมณ์ ๑ มัคคารัมมณัตติกะ หมวด ๓ แห่งมัคคารมณ์ ๑ อตีตารัมมณัตติกะ หมวด ๓ แห่งอตีตารมณ์ ๑ และอัชฌัตตารัมมณัตติกะ หมวด ๓ แห่งอัชฌัตตารมณ์ ๑
ในอภิญญาญาณเหล่านั้น อิทธิวิธญาณเป็นไปในอารมณ์ ๗ คือ ปริตรตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อนาคตารมณ์ ๑ ปัจจุบันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑


อิทธิวิธในอารมณ์ ๗ อย่าง

เป็นไปอย่างไร ? คือ อิทธิวิธญาณนั้น เมื่อใดพระโยคีทำกายให้อิงอาศัยจิต ต้องการไปด้วยกายมิได้ปรากฏ จึงน้อมกายไปด้วยอำนาจของจิต รวบรวมวางรูปกายลงในมหัคคตจิต เมื่อนั้นอารมณ์ที่ได้ด้วยการเข้าไปประกอบย่อมมี เพราะทำอธิบายอย่างนี้ อิทธิวิธญาณนั้นจึงชื่อว่า ปริตตารมณ์ เพราะมีรูปกายเป็นอารมณ์ เมื่อใดพระโยคีทำจิตให้อิงอาศัยกาย ต้องการไปด้วยกายอันปรากฏ จึงน้อมจิตไปด้วยอำนาจแห่งกายที่รวบรวมลงในจิต อันประกอบไปด้วยฌานที่เป็นบาทในรูปกาย เมื่อนั้นอารมณ์ที่ตนได้ด้วยการเข้าไปประกอบย่อมมี เพราะทำอธิบายดังว่ามานี้ อิทธิวิธญาณนั้นจึงชื่อว่า มหัคคตารมณ์ เพราะมีมหัคคจิตเป็นอารมณ์ อนึ่ง เพราะเหตุที่พระโยคีทำจิตนั้นนั่นแลให้เป็นจิตที่ล่วงไปแล้วที่ดับไปแล้วให้เป็นอารมณ์ เหตุนั้น อิทธิวิธญาณนั้นจึงชื่อว่า เป็นอตีตารมณ์ เมื่อพระโยคีอธิษฐาน อนาคตารมณ์ ดุจพระมหากัสสปเถระเป็นต้น อธิษฐานในเวลาบรรจุพระมหาธาตุ อิทธิวิธญาณนั้นชื่อว่าเป็น อนาคตารมณ์ นัยว่า พระมหากัสสปเถระ เมื่อจะทำการบรรจุพระมหาธาตุ ได้อธิษฐานว่า กลิ่นเหล่านี้จงอย่าเหือดหาย ดอกไม้จงอย่าแห้ง ประทีปจงอย่าดับตลอด ๒๑๘ ปี ในอนาคตกาล สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดได้เป็นเหมือนอย่างการอธิษฐานนั้น พระอัสสคุตตเถระเห็นหมู่ภิกษุอยู่ในเสนาสนะสำหรับประพฤติวัตรฉันข้าวตากอยู่ จึงอธิษฐานว่า บ่อน้ำนี้จงกลายเป็นน้ำนมส้มในเวลาก่อนฉันอาหารเช้าทุกวันเถิด น้ำที่พวกภิกษุตักเอา



(หน้าที่ 308)



ในเวลาก่อนฉันอาหารจงเป็นน้ำนมส้ม ในเวลาหลังอาหารจงกลับเป็นน้ำธรรมดาเหมือนเดิมเถิด ก็อิทธิวิธญาณชื่อว่า ปัจจุปันนารมณ์ ในเวลาทำกายให้อิงอาศัยจิตไปด้วยกายที่ไม่ปรากฏ อิทธิวิธญาณนั้นชื่อว่าเป็น อัชฌัตตารมณ์ เพราะทำจิตที่พร้อมด้วยกายของตนให้เป็นอารมณ์ ในเวลาที่น้อมจิตไปด้วยอำนาจกาย หรือน้อมกายไปด้วยอำนาจจิต และในเวลานิรมิตตนเป็นเพศกุมารน้อยเป็นต้น อนึ่ง อิทธิวิธญาณนั้น ชื่อว่าเป็น พหิทธารมณ์ ในเวลาที่เห็นช้างและม้าเป็นต้นในภายนอก
ความเป็นไปแห่งอิทธิวิธญาณในอารมณ์ ๗ อย่าง พึงทราบดังได้พรรณนามานี้แล


ทิพพโสตธาตุญาณ

ทิพพโสตธาตุญาณย่อมเป็นในอารมณ์ ๔ ด้วยอำนาจ ปริตตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ เป็นอย่างไร ? คือ ทิพพโสตธาตุญาณนั้นเป็นปริตตารมณ์ ได้แก่มีอารมณ์เป็นกามาวจร เพราะเหตุทำเสียงให้เป็นอารมณ์ และเพราะเหตุว่าเสียงเป็นปริตตะคือกามาวจร และชื่อว่าเป็นปัจจุปันนารมณ์เฉพาะที่ทำปัจจุบันให้เป็นอารมณ์แล้วเป็นไป ทิพพโสตธาตุญาณนั้นชื่อว่าเป็นอัชฌัตตารมณ์ ในเวลาฟังเสียงในท้องของตน ชื่อว่าเป็นพหิทธารมณ์ในเวลาฟังเสียงของผู้อื่น
พึงทราบความเป็นไปแห่งทิพพโสตธาตุญาณในอารมณ์ ๔ ดังอธิบายมานี้


เจโตปริยญาณ

เจโตปริยญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วยอำนาจปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อนาคตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ เป็นอย่างไร ? คือ เจโตปริยญาณนั้นย่อมชื่อว่าเป็นปริตตารมณ์ในเวลารู้กามาวจรจิตแห่งผู้อื่น ชื่อว่าเป็นมหัคคตารมณ์ในเวลารู้รูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต ชื่อว่าเป็นอัปปมาณารมณ์ในเวลารู้มรรคและผล แต่สำหรับญาณนี้ปุถุชนไม่รู้จิตของพระโสดาบัน พระโสดาบันก็ไม่รู้จิตของพระสกทาคามี พึงโยงไปอย่างนี้จนตราบเท่าถึงพระอรหันต์ แต่



(หน้าที่ 309)



พระอรหันต์ย่อมรู้จิตของคนทุกจำพวก แม้ท่านผู้วิเศษอื่นชั้นสูงขึ้นไปก็รู้จิตของผู้ตั้งอยู่ในผลชั้นต่ำได้ พึงทราบความแปลกกันดังต่อไปนี้ เจโตปริยญาณย่อมเป็นมัคคารมณ์ในเวลามีจิตสัมปยุตด้วยมรรคเป็นอารมณ์ ก็ในเวลาใดพระโยคีย่อมรู้จิตของผู้อื่นในภายใน ๗ วันที่ล่วงไปแล้ว และในภายใน ๗ วันที่ยังมาไม่ถึง ในเวลานั้นเจโตปริยญาณนั้นจัดว่าเป็น อตีตารมณ์และอนาคตารมณ์


ปัจจุบัน ๓ อย่าง

เจโตปริยญาณนั้น จัดเป็นปัจจุปันนารมณ์ได้อย่างไร ? อันปัจจุบันมี ๓ อย่าง คือ ปัจจุบันโดยขณะ ๑ ปัจจุบันโดยสันตติ ๑ ปัจจุบันโดยกาลยาวนาน ๑ ในปัจจุบัน ๓ อย่างนั้น อารมณ์ที่ถึงความเกิดขึ้นดำรงอยู่และสลายไป (อุปปาทขณะ ฐิติขณะ และ ภังคขณะ) ชื่อว่า ปัจจุบันโดยขณะ อารมณ์ที่นับเนื่องในวาระสืบต่อ ๑ หรือ ๒ ขณะ ชื่อว่า ปัจจุบันโดยสันตติ ในปัจจุบันโดยสันตตินั้น ได้แก่เมื่อพระโยคีนั่งในที่มืดแล้วไปสู่ที่แจ้ง อารมณ์ยังไม่ปรากฏก่อน แต่พึงทราบว่าเป็นวาระแห่งสันตติ ๑ หรือ ๒ วาระ ในระยะที่อารมณ์นั้นปรากฏ แม้เมื่อพระโยคีไปในที่สว่างแล้วเข้าไปสู่ห้องน้อย รูปยังไม่ปรากฏทันทีก่อน ก็ในระยะที่รูปนั้นปรากฏนี้พึงทราบว่าเป็นวาระแห่งสันตติ ๑ และ ๒ วาระ อนึ่งพระโยคียืนในที่ไกลเห็นความเคลื่อนไหวมือของคนย้อมผ้า และความเคลื่อนไหวคือการเคาะระฆังและตีกลองเป็นต้นยังไม่ได้ยินเสียงในทันที ในระหว่างที่เธอได้ยินเสียงนั้น พึงทราบว่าเป็นวาระแห่งสันตติต่อ ๑ วาระ หรือ ๒ วาระ อาจารย์ผู้กล่าวคัมภีร์มัชฌิมนิกายอธิบายไว้เพียงเท่านี้ ฝ่ายอาจารย์ผู้กล่าวคัมภีร์สังยุตตนิกาย กล่าวถึงสันตติไว้ ๒ อย่างคือ สันตติของรูป ๑ สันตติของสิ่งที่เป็นนาม ๑ แล้วกล่าวว่า เมื่อบุคคลเหยียบน้ำไปชั่วระยะรอยน้ำที่คนเหยียบไปริมตลิ่งยังไม่ใส นี้ชื่อว่า รูปสันตติหนึ่ง เมื่อคนเดินทางมาไกลชั่วระยะความร้อนในร่างกายยังไม่สงบระงับนี้ชื่อว่า รูปสันตติหนึ่ง เมื่อคนเดินมาจากแดดแล้วเข้าห้องชั่วระยะที่ความมืดหน้ามัวตายังไม่หายไป นี้ก็ชื่อว่า รูปสันตติหนึ่ง เมื่อพระโยคีมนสิการกรรมฐานอยู่ในห้องแล้วเปิดหน้าต่างมองออกไปในตอนกลางวัน ชั่วระยะที่ความพร่าแห่งนัยน์ตายังไม่หายไป นี้ก็ชื่อว่า รูปสันตติหนึ่ง วาระแห่งชวนะ ๒,๓ ชื่อว่า



(หน้าที่ 310)



นามสันตติ คือสันตติของสิ่งที่เป็นนาม ดังนี้แล้วกล่าวว่า สันตติทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า สันตติปัจจุบัน คือปัจจุบันโดยสันตติ


ปัจจุบันโดยยาวนาน

ส่วนธรรมชาติที่กำหนดไว้ชั่วภพหนึ่ง ชื่อว่า ปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน ดังที่พระมหากัจจายนเถระหมายถึง กล่าวไว้ในภัทเทกรัตตสูตรว่า ดูก่อนอาวุโส ก็ใจและธรรมทั้ง ๒ อย่างนั้นจัดเป็นปัจจุบัน เมื่อใจและธรรมทั้งสองนั้นเกิดขึ้นเฉพาะแล้วย่อมมีวิญญาณ เนื่องด้วยฉันทราคะ เพราะเหตุที่วิญญาณเนื่องด้วยฉันทราคะ ชนจึงยินดียิ่งซึ่งปัจจุบันนั้น เมื่อมีความยินดีในปัจจุบันนั้นอยู่ ย่อมง่อนแง่นคลอนแคลนในธรรมที่เป็นปัจจุบัน ก็ในปัจจุบันทั้ง ๒ นี้ ปัจจุบันโดยสันตติมาในอรรถกถาทั้งหลาย ส่วนปัจจุบันโดยกาลอันยาวนานมาในพระสูตรแล


มติอาจารย์บางพวก

ในปัจจุบันเหล่านั้น อาจารย์บางพวกกล่าวว่า จิตที่เป็นปัจจุบันโดยขณะจัดเป็นอารมณ์แห่งเจโตปริยญาณ เพราะเหตุไร ? เพราะจิตของภิกษุผู้มีฤทธิ์และของผู้อื่นย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกันได้ การอุปมาแห่งจิตเหล่านั้น มีดังต่อไปนี้ คือเหมือนอย่างเมื่อบุคคลเอาดอกไม้กำหนึ่งเหวี่ยงซัดไปในอากาศ ดอกไม้ดอกหนึ่งจะเสียบก้านเข้ากับก้านของดอกไม้อีกดอกหนึ่งได้เป็นแน่แท้ ฉันใด เมื่อพระโยคีนึกถึงจิตของมหาชนด้วยอำนาจเป็นพวกหมู่โดยมุ่งหวังว่าเราจักรู้จิตของผู้อื่น จิตของคนคนหนึ่งย่อมจะประสานเข้ากับจิตดวงหนึ่งของผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่นั้น ในอุปปาทขณะหรือฐิติขณะหรือภังคขณะก็ได้โดยแท้ ฉันนั้น แต่คำ ของเกจิอาจารย์นั้นถูกคัดค้านเสียแล้วในอรรถกถาทั้งหลายว่า คำนั้นไม่ถูก เพราะพระโยคีเมื่อนึกอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ย่อมนึกด้วยจิตใด และย่อมรู้ด้วยจิตใด จิตทั้ง ๒ เหล่านั้นไม่มีฐานร่วมกันเลย และเพราะโทษ คืออาวัชชนจิตและชวนจิตทั้งหลายถึงความมีอารมณ์แตกต่างกันไปในฐานะที่ไม่ควร ส่วนปัจจุบันโดยสันตติและปัจจุบันโดยกาลอันยาวนานพึงทราบว่า เป็นอารมณ์แห่งเจโตปริยญาณได้ พระอรรถกถาจารย์กล่าวอธิบายไว้ในอรรถกถาสังยุตตนิกายว่า ในปัจจุบัน ๒ อย่างนั้น จิตของผู้อื่นที่มีในเวลาประมาณ ๒,๓


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]