วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๑๓ อภิญญานิเทศ หน้าที่ ๓๑๑ - ๓๑๔

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

(หน้าที่ 311)


ชวนวิถี ด้วยอำนาจเป็นอตีตารมณ์และเป็นอนาคตารมณ์ แต่ชวนวิถีซึ่งเป็นไปอยู่อันใด จิตนั้นทั้งหมดชื่อว่า ปัจจุบันโดยสันตติ ส่วนปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน พึงแสดงโดยวาระแห่งชวนะแล คำนั้นท่านกล่าวไว้ดีแล้ว จะชี้แจงข้อความในคำนั้นดังต่อไปนี้ ภิกษุผู้มีฤทธิ์ต้องการจะทราบจิตของผู้อื่นจึงอาวัชชนาการไป อาวัชชนจิตทำสิ่งที่เป็นปัจจุบันโดยขณะให้เป็นอารมณ์ ดับพร้อมกับสิ่งซึ่งเป็นปัจจุบันโดยขณะนั้น ต่อจากนั้นมีชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง ซึ่งดวงที่สุดเป็นจิตประกอบด้วยฤทธิ์ ดวงที่เหลือเป็นกามาวจร แม้บรรดาชวนจิตทั้งปวงเปล่านั้น จิตที่ดับนั้นแลจัดว่าเป็นอารมณ์ แต่ก็จิตเหล่านั้นไม่มีอารมณ์ต่างกันเลย เพราะมีอารมณ์เป็นปัจจุบันด้วยสามารถแห่งระยะกาลอันยาวนาน จริงอยู่ แม้ในภาวะที่มีอารมณ์เดียวจิตอันประกอบด้วยฤทธิ์เท่านั้นย่อมรู้จักจิตของผู้อื่น ฝ่ายจิตนอกนี้หารู้ไม่ เปรียบดุจในจักขุทวาร จักขุวิญญาณเท่านั้นเห็นรูป ส่วนวิญญาณนอกจากนี้หาเห็นไม่ เจโตปริยญาณดังที่ว่ามานี้ ชื่อว่าเป็นปัจจุปันนารมณ์ด้วยอำนาจปัจจุบันโดยสันตติและปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน อีกนัยหนึ่ง แม้ปัจจุบันโดยสันตติย่อมเป็นไปในปัจจุบันโดยกาลอันยาวนานเท่านั้น เหตุนั้น เจโตปริยญาณนี้ พึงทราบว่า เป็นปัจจุปันนารมณ์ ด้วยสามารถแห่งปัจจุบันโดยกาลอันยาวนานนั่นแล และพึงทราบว่า เป็นพหิทธารมณ์ก็ได้ เพราะมีจิตของผู้อื่นเป็นอารมณ์นั่นแล
ความเป็นไปในอารมณื ๘ แห่งเจโตปริยญาณ พึงทราบดังบรรยายมาฉะนี้แล


ปุพเพนิวาสญาณในอารมณ์ ๘ อย่าง

ปุพเพนิวาสญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ คือ ปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ นวัตตัพพารมณ์ ๑
เป็นอย่างไร ? คือ ปุพเพนิวาสญาณนั้น ในกาลที่ระลึกถึงขันธ์ที่เป็นกามาวจรก็เป็นปริตตารมณ์ ในกาลที่ระลึกถึงขันธ์ที่เป็นรูปาวจรก็เป็นมหัคคตารมณ์ ในกาลที่ระลึกถึงด้วยมรรคที่ตนเองหรือคนอื่นเจริญ และระลึกถึงผลที่จนเองหรือคนอื่นได้ทำให้แจ้งแล้วในอดีตกาลแล้ว ก็เป็นอัปปมาณารมณ์ ในกาลที่ระลึกถึงมรรคที่ตนเองหรือคนอื่นได้เจริญแล้ว



(หน้าที่ 312)



อย่างเดียว ก็เป็นมัคคารมณ์ แต่โดยที่แน่นอนแล้ว ปุพเพนิวาสญาณนี้จัดเป็นอตีตารมณ์แท้ในญาณเหล่านั้น ถึงเจโตปริยญาณ และยถากัมมุปคญาณจะจัดเป็นอตีตารมณ์ก็จริง ถึงกระนั้นบรรดาญาณทั้ง ๒ นั้น จิตที่ล่วงไปแล้วในภายใน ๗ วัน จัดเป็นอารมณ์แห่งเจโตปริยญาณเพราะเจโตปริยญาณนั้น ไม่รู้จักขันธ์อื่นหรือสังขารอันเนื่องด้วยขันธ์ แต่ก็เพราะมีจิตสัมปยุตด้วยมรรคเป็นอารมณ์ ท่านจึงเรียกว่าเป็นมัคคารมณ์โดยปริยาย จริงอยู่ ธรรมชาติที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งเป็นแต่เพียงเจตนาเท่านั้นจัดว่าเป็นอารมณ์แห่งยถากัมมุปคญาณ แต่สำหรับปุพเพนิวาสญาณขันธ์ที่ล่วงไปแล้ว หรือสังขารบางอย่างซึ่งเนื่องด้วยขันธ์ อันจะชื่อว่าไม่เป็นอารมณ์หามีไม่ เพราะปุพเพนิวาสญาณนั้นมีคติเสมอด้วยสัพพัญญุตญาณ
ในธรรมคือขันธ์อันล่วงไปแล้ว และสังขารอันเนื่องด้วยขันธ์ นักศึกษาพึงทราบความแตกต่างกันดังนี้แล


มติอรรถกถาจารย์

เนื้อความในอรรถกถาที่เกี่ยวข้องกับญาณนี้มีดังต่อไปนี้ ก็เพราเหตุที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ปัฏฐานว่า ขันธ์ซึ่งเป็นกุศลเป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัยแห่งอิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และยถากัมมุปคญาณ ฉะนั้น ขันธ์ทั้ง ๔ จึงเป็นอารมณ์แห่งเจโตปริยญาณและยถากัมมุปคญาณได้ แม้ในญาณทั้ง ๒ นั้น ขันธ์ทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลนั่นแลเป็นอารมณ์แห่งยถากัมมุปคญาณได้ ก็แลปุพเพนิวาสญาณนั้นจัดเป็นอัชฌัตตารมณ์ ในเวลาที่นึกถึงขันธ์ของตน จัดเป็นพหิทธารมณ์ในเวลาที่นึกถึงขันธ์ของคนอื่น จัดเป็นนวัตตัพพารมณ์ ในเวลาที่นึกถึงชื่อ, โคตร, แผ่นดิน, และนิมิตเป็นต้น โดยนัยเช่นว่าในอดีตกาล ได้มีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่าพันธุมดี พระบิดาทรงพระนามว่าพันธุมา ก็ในบทว่า ชื่อและโคตรนี้ พึงเพ่งถึงเนื้อความแห่งพยัญชนะที่สำเร็จได้โดยสมมุติซึ่งเนื่องด้วยขันธ์ ไม่พึงเพ่งถึงแต่พยัญชนะอย่างเดียวเพราะพยัญชนะเป็นกามาวจร เพราะท่านสงเคราะห์เข้าตามบ่อเกิดแห่งศัพท์ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า นิรุตติปฏิสัมภิทามีกามาวจรเป็นอารมณ์ เนื้อความนี้นับว่า เป็นความถูกใจของพวกข้าพเจ้า
ความเป็นไปในอารมณ์ ๘ แห่งปุพเพนิวาสญาณพึงทราบความหมายดังบรรยายมาฉะนี้แล



(หน้าที่ 313)



ทิพพจักขุญาณในอารมณ์ ๔ อย่าง

ทิพพจักขุญาณย่อมเป็นในอารมณ์ ๔ คือ ปริตตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑
เป็นอย่างไร ?
คือ ทิพพจักขุญาณนั้น ชื่อว่าเป้นปริตตารมณ์เพราะทำรูปให้เป็นอารมณ์ และรูปก็เป็นกามาวจรด้วย ชื่อว่า เป็นปัจจุปันนารมณ์ ก็เพราะเป็นไปในรูปเฉพาะที่มีอยู่ ชื่อว่าเป็น อัชฌัตตารมณ์ ในเวลาที่เห็นรูปอันอยู่ในท้องของตนเป็น ชื่อว่าเป็น พหิทธารมณ์ ในเวลาที่เห็นรูปของผู้อื่น
ความเป็นไปในอารมณ์ ๔ แห่งทิพพจักขุญาณพึงทราบความหมายดังบรรยายมาฉะนี้


อนาคตังสญาณในอารมณ์ ๘ อย่าง

อนาคตังสญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ คือ ปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑ อนาคตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ นวัตตัพพารมณ์ ๑
เป็นไปอย่างไร ?
คือ อนาคตังสญาณนั้นชื่อว่าเป็น ปริตตารมณ์ ในเวลาที่รู้ว่าสัตว์นี้จักเกิดในชั้นกามาวจรในอนาคตกาล ชื่อว่าเป็น มหัคคตารมณ์ ในเวลาที่รู้ว่าสัตว์นี้จักเกิดในรูปาวจรหรืออรูปาวจร ชื่อว่าเป็น อัปปมาณารมณ์ ในเวลาที่รู้ว่าเขาจักทำมรรคให้เจริญ เขาจักทำให้แจ่มแจ้งซึ่งผล ชื่อว่าเป็น มัคคารมณ์ ในเวลาที่รู้ว่าเขาจักทำมรรคให้เจริญอย่างเดียวแต่ว่า โดยแน่แท้แล้ว อนาคตังสญาณนี้มีอารมณ์เป็นอนาคตอย่างเดียวเท่านั้น ในอารมณ์เหล่านั้น แม้เจโตปริยญาณจะเป็นอนาคตารมณ์ได้ก็จริงแล แต่ทว่า เจโตปริยญาณนั้นมีจิตที่เป็นอนาคตภายในระยะ ๗ วันเท่านั้นเป็นอารมณ์ เพราะเจโตปริยญาณนั้นย่อมไม่รู้ถึงขันธ์อื่น หรือสังขารอันเนื่องด้วยขันธ์เลย แต่สิ่งอะไร ๆ ในอนาคตชื่อว่ามิได้เป็นอารมณ์แห่งอนาคตังสญาณหามีไม่ ตามข้อความที่กล่าวมาแล้วในปุพเพนิวาสญาณ ชื่อว่าเป็นอัชฌัตตา –



(หน้าที่ 314)



รมณ์ได้ในเวลาที่รู้ว่าเราจักเกิดในที่โน้น ชื่อว่าเป็นพหิทธารมณ์ได้ในเวลาที่รู้ว่าคนโน้นจักเกิดในที่โน้น ในเวลาที่รู้ชื่อและโคตรโดยนัยเป็นต้นว่า ในอนาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า เมตเตยะ จักเสด็จอุบัติขึ้น พราหมณ์ชื่อว่าสุพรหมาจักเป็นพระบิดาของพระองค์ พราหมณีชื่อว่าพรหมวดีจักเป็นพระมารดาของพระองค์ ดังนี้จัดเป็น นวัตตัพพารมณ์ ตามนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในปุพเพนิวาสญาณนั่นแล
ความเป็นไปในอารมณ์ ๘ แห่งอนาคตังสญาณ นักศึกษาพึงทราบความหมาย ดังได้บรรยายมาฉะนี้แล


ยถากัมมุปคญาณในอารมณ์ ๕ อย่าง

ยถากัมมุปคญาณเป็นไปในอารมณ์ ๕ คือ ปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑
เป็นไปอย่างไร ? คือ ยถากัมมุปคญาณนั้นย่อมชื่อว่าเป็น ปริตตารมณ์ ในเวลาที่รู้กรรมที่เป็นกามาวจร เป็น มหัคคตารมณ์ ในเวลาที่รู้กรรมที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร เป็น อตีตารมณ์ เพราะเหตุที่รู้เฉพาะอดีต เป็น อัชฌัตตารมณ์ ในเวลาที่รู้กรรมของตน เป็น พหิทธารมณ์ ในเวลาที่รู้กรรมของผู้อื่น
ความเป็นไปในอารมณ์ ๕ แห่งยถากัมมุปคญาณ นักศึกษาพึงทราบข้อความ ดังที่ได้บรรยายมาฉะนี้แล
ส่วนในอธิการนี้ คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า อัชฌัตตารมณ์และพหิทธารมณ์ ดังนี้ คำนั้นท่านกล่าวไว้ด้วยมีอรรถาธิบายว่า ยถากัมมุปคญาณนั้นในเวลาที่รู้กรรมภายในคือของตนเองตามกาลเวลา และในเวลาที่รู้กรรมภายนอกคือของตนอื่นตามกาลเวลา ก็จัดเป็นอัชฌัตตพหิทธารมณ์ได้บ้างเหมือนกัน ฉะนี้แล


อภิญญานิเทศ ปริจเฉทที่ ๑๓

ในปกรณ์พิเศษชื่อวิสุทธิมรรค ที่ข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้

เพื่อให้เกิดความปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย

ยุติลงด้วยประการฉะนี้

................................


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]