วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๑๑ - ๑๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 11)


ในสภาวธรรม ๕ ประการนั้น ธรรมดาว่าชีวิต ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีกำหนดว่า จะพึงเป็นอยู่เท่านี้ปี ไม่เกินจากนี้ไปได้ จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมตายเสียแต่ในเวลาแรกเกิด เป็นกลละน้ำขุ่นก็มี ในเวลาเป็นอัมพุทะน้ำที่ใส เป็นชิ้นเนื้อเป็นแท่งอยู่ในครรภ์ได้ ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน ๕เดือน ๑๐ เดือนก็มี ในสมัยที่คลอดจากท้องก็มี เลยนั้นไปย่อมตายภายในร้อยปีบ้าง เกินร้อยปีไปบ้าง อย่างแน่แท้ แม้พยาธิก็ชื่อว่า ไม่มีเครื่องหมาย เพราะความไม่มีกำหนดว่า สัตว์ทั้งหลายจะต้องตายด้วยความเจ็บป่วยชนิดนี้เท่านั้น จะไม่ตายด้วยความเจ็บป่วยชนิดอื่น ด้วยว่า สัตว์ทั้งหลายตายด้วยโรคตาก็มี ตายด้วยโรคหูเป็นต้นชนิดใดชนิดหนึ่งก็มี แม้กาลเวลาก็ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า จะต้องตายในเวลานี้เท่านั้น ไม่ตายในเวลาอื่น ด้วยว่าสัตว์ทั้งหลายตายในเวลาเช้าก็มี ตายในเวลาเที่ยงเป็นต้นเวลาใดเวลาหนึ่งก็มี แม้สถานที่ทอดทิ้งกายก็ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อจะตายจะต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในที่นี้เท่านั้น ไม่ทอดทิ้งไปในที่อื่น ด้วยว่าอัตภาพของบุคคลซึ่งเกิดภายในบ้านตกอยู่นอกบ้านก็มี ของผู้ที่เกิดนอกบ้านตกอยู่ภายในบ้านก็มี โดยประการนั้น บัณฑิตพึงให้พิสดารโดยประการเป็นอันมาก อัตภาพของเหล่าสัตว์ที่เกิดบนบกตกไปในน้ำ หรืออัตภาพของสัตว์ที่เกิดในน้ำตกไปบนบกดังนี้เป็นต้น แม้คติก็ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า อันสัตว์ที่จุติจากคตินี้แล้ว จะต้องไปบังเกิดในคตินี้ ด้วยว่า สัตว์ทั้งหลายจุติจากเทวโลก แล้วไปบังเกิดเป็นพวกมนุษย์ก็มี จุติจากมนุษย์โลกแล้วไปบังเกิดในเทวโลกเป็นต้นโลกใดโลกหนึ่งก็มี ชาวโลกย่อมหมุนเวียนไปในคติทั้ง ๕ เหมือนโคที่เราเทียมไว้ในยนต์ ฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้แล พึงระลึกถึงความตายโดยไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ดังที่ว่ามานี้แล.


๖. อธิบาย โดยมีกำหนดระยะกาล

คำว่า โดยมีกำหนดระยะกาล อธิบายว่า ระยะกาลแห่งชีวิตมนุษย์ทั้งหลายในบัดนี้น้อยนัก ผู้ใดเป็นอยู่ได้นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือเลย (๑๐๐ปี) ไปบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนัก พวกเขาจำต้องไปยังสัมปรายภพ พวกเขาควรทำกุศล ควร



(หน้าที่ 12)


ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายย่อมไม่มี ผู้ใดเป็นอยู่ได้นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ปี หรือเกิน (๑๐๐ปี) ก็มีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย
อายุของมนุษย์นี้น้อยนัก สัตบุรุษพึงดูหมิ่นอายุนั้นเสีย พึงรีบประพฤติความดี ดังคนมีศรีษะถูกไฟไหม้
เพราะความตายจะไม่มาถึงย่อมไม่มี ทรงตรัสไว้อีกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ได้มีศาสดาชื่อว่าอรกะดังนี้เป็นต้น บัณฑิตพึงยังพระสูตรทั้งหมดอันประกอบด้วยอุปมา ๗ ข้อให้พิสดาร ตรัสไว้อีกสูตรหนึ่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญมรณะสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วคืน ๑ และวัน ๑ เราพึงกระทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ที่เจริญมรณะสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ชั่วระยะเวลากลางวัน เราพึงทำไว้ในใจถึงคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงทำกิจแห่งบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ของตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เจริญมรณะสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ชั่วระยะเวลาที่เราบิณฑบาตครั้งหนึ่ง เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ที่เจริญมรณะสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราเป็นอยู่ชั่วระยะเวลาที่เราเคี้ยวคำข้าว ๔ – ๕ คำแล้วกลืนกิน เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกิจทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เรายังเรียกว่าเป็นผู้ยังประมาทอยู่ เจริญมรณะสติยังชักช้าเพื่อธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ ดังนี้ก็ดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุผู้ที่เจริญมรณะสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอ ที่เราพึงเป็นอยู่ชั่วระยะเคี้ยวอาหารกลืนลงไปได้คำเดียว เราพึงทำไว้ในใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี



(หน้าที่ 13)



ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เจริญมรณะสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอ ที่เราพึงเป็นอยู่ ชั่วระยะเวลาหายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ของตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ พวกเธอย่อมเจริญมรณสติเข้มแข็งเพื่อธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ ดังนี้
ระยะกาลแห่งชีวิตน้อยนัก ไม่น่าไว้วางใจเพียงชั่วเคี้ยวคำข้าว ๔-๕ คำอย่างนี้แล
พระโยคาวจรพึงระลึกถึงความตายโดยมีกำหนดระยะกาล ด้วยประการฉะนี้.


๗. อธิบาย โดยมีขณะเล็กน้อย

ในคำว่า โดยมีขณะเล็กน้อย มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ จริงอยู่ เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนักชั่วความเป็นไปแห่งจิตขณะเดียวเท่านั้น เปรียบเหมือนล้อรถแม้เมื่อหมุนไปก็หมุนด้วยส่วนแห่งกงส่วนหนึ่งเท่านั้น แม้เมื่อหยุดก็หยุดด้วยส่วนแห่งกงส่วนหนึ่งเท่านั้น ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นไปชั่วขณะแห่งจิตขณะเดียว ฉันนั้นเหมือนกัน ในเมื่อจิตนั้นดับแล้ว สัตว์ก็ถูกเรียกว่าดับแล้ว ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ในขณะแห่งจิตเป็นอดีตสัตว์เป็นแล้วไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่จักเป็น ในขณะแห่งจิตเป็นอนาคต ไม่ใช่เป็นแล้ว ไม่ใช่กำลังเป็น แต่จักเป็น ในขณะแห่งจิตเป็นปัจจุบัน สัตว์ไม่ใช่เป็นแล้ว แต่กำลังเป็น ไม่ใช่จักเป็น
ชีวิต, อัตภาพ และสุขทุกข์ทั้งมวลล้วนประกอบกับจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปโดยรวดเร็ว ขันธ์ของสัตว์ทั้งที่ตายทั้งที่ยังดำรงอยู่ในภพนี้ ครั้นดับแล้วก็เหมือนกันหมด ไปโดยไม่มีความสืบต่อ สัตว์ไม่เกิดเพราะจิตที่เป็นอนาคต เป็นอยู่เพราะจิตเป็นปัจจุบัน สัตว์โลกชื่อว่าตายเพราะความดับแห่งจิต แต่ว่าเมื่อว่าโดยปรมัตถ์เป็นบัญญัติ
พึงระลึกถึงมรณะโดยมีขณะเล็กน้อย ด้วยประการฉะนี้



(หน้าที่ 14)



แม้เมื่อพระโยคาวจรระลึกถึงความตายอยู่ในอาการ ๘ อย่าง ดังกล่าวมานี้ แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตย่อมได้อาเสวนะความส้องเสพด้วยอำนาจทำในใจบ่อย ๆ สติมีมรณะเป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น นิวรณ์ทั้งหลายย่อมสงบ องค์ฌานย่อมปรากฏ แต่เพราะฌานมีสภาวธรรมเป็นอารมณ์ และอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความสลด ฌานจึงไม่ถึงขั้นอัปปนา ถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น แต่โลกุตตรฌานและอรูปฌานที่ ๒ ที่ ๔ ย่อมถึงอัปนาด้วยภาวนาพิเศษแม้ในเพราะสภาวธรรม ด้วยว่า โลกุตตรฌานย่อมถึงอัปปนาด้วยอำนาจแห่งลำดับของการทำความบริสุทธิ์ให้เกิด อรูปฌานย่อมถึงอัปปนาด้วยอำนาจแห่งภาวนาอันเป็นเครื่องก้าวล่วงอารมณ์ เพราะว่าในอรูปฌานนั้นย่อมมีกิจพอที่จะก้าวล่วงด้วยดีซึ่งอารมณ์แห่งฌานที่ถึงอัปปนาแล้วนั้นแล แต่ในมรณานุสสติกัมมัฏฐานนี้ไม่มีทั้ง ๒ คือทั้งโลกุตตรฌานและอรูปฌาน ฉะนั้นจึงเป็นเพียงอุปจารฌานเท่านั้น ฌานนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่ามรณสติ เพราะเกิดขึ้นด้วยกำลังแห่งมรณสติ ก็แหละภิกษุผู้ประกอบมรณสตินี้อยู่เนือง ๆ ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมได้สัญญาในอันไม่ยินดีในภพทั้งปวง ย่อมละความใคร่ในชีวิต เป็นผู้ติเตียนบาป เป็นผู้ไม่มากไปด้วยความสั่งสมในบริขารทั้งหลาย เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน แม้อนิจจสัญญาก็ถึงความคุ้นแก่ภิกษุนั้น ทุกขสัญญาและอนัตตสัญญาก็ปรากฏตามกระแสแห่งอนิจจสัญญานั้นนั่นแล เหล่าสัตว์ผู้ไม่เจริญมรณสติ เมื่อถึงคราวจะมรณะย่อมถึงความกลัว, ความสะดุ้ง, ความหลงโดยสาหัส ดังถูกเนื้อร้าย, ยักษ์, งู, โจร และเพชฌฆาตครอบงำ ฉะนั้น พระโยคาวจรผู้เจริญมรณสติย่อมไม่เป็นเช่นนั้น เป็นผู้หาความกลัวมิได้ เป็นผู้ไม่มีความหลงทำกาละ ผู้เจริญมรณสติถ้าหากจะยังไม่ได้ดื่มรสอมตธรรมในปัจจุบันชาตินี้ เบื้องหน้าแต่กายแตกทำลายไปก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปเบื้องหน้า
เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระโยคาวจรผู้มีปัญญาดีพึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในมรณสติภาวนา ซึ่งมีอนุภาพอันยิ่งใหญ่ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อเทอญ

กถามุขอย่างพิสดารในมรณสติ ยุติเพียงเท่านี้



(หน้าที่ 15)



๒. กายคตาสติกัมมัฏฐาน

บัดนี้ ถึงลำดับ การแสดงถึงการเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐาน อันไม่เคยเป็นไปในการอื่นจากพุทธุปปาทกาล ไม่เป็นวิสัยของเดียรถีย์ทุกจำพวก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญในพระสูตรนั้น ๆ โดยอาการมิใช่น้อยอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่ง อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสังเวชใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสนะ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในภพปัจจุบัน ย่อมเป็นไปเพื่อทำวิชชาวิมุติและผลให้แจ้ง ธรรมอันหนึ่งนั้นคืออะไร ? คือกายคตาสติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดบริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นย่อมได้บริโภคอมตะ ชนเหล่าใดไม่ได้บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นย่อมไม่ได้บริโภคอมตะ กายคตาสติอันชนเหล่าใดบริโภคแล้ว อมตธรรมเป็นอันชนเหล่านั้นได้บริโภคแล้ว กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่บริโภคแล้ว อมตธรรมเป็นอันชนเหล่านั้นไม่ได้บริโภคแล้ว กายคตาสติของชนเหล่าใดเสื่อมแล้ว อมตธรรมเป็นอันเสื่อมจากชนเหล่านั้นแล้ว กายคตาสติของชนเหล่านั้นไม่เสื่อมแล้ว อมตธรรมเป็นอันไม่เสื่อมแล้วจากชนเหล่านั้น กายคตาสติอันชนเหล่าใดเบื่อแล้ว อมตธรรมเป็นอันชนเหล่านั้นเบื่อแล้ว กายคตาสติอันชนเหล่าใดชอบใจแล้ว อมตธรรมเป็นอันชนเหล่านั้นชอบใจแล้ว ดังนี้ แล้วทรงแสดงด้วยอำนาจแห่งบรรพะ ๑๔ ประการ ดังนี้ คือ ๑.อานาปานบรรพะ ๒.อิริยาปถบรรพะ ๓.จตุสัมปชัญญบรรพะ ๔.ปฏิกูลมนสิการบรรพะ ๕.ธาตุมนสิการบรรพะ ๖-๑๔. สิวัฏฐิกบรรพะ ๙ โดยนัยมีคำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็กายคตาสติ ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมากมีอานิสงส์มาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้อยู่ป่าก็ดี ดังนี้เป็นต้น
ใน ๑๔ บรรพะนั้น เพราะเหตุที่ ๓ บรรพะนี้ คือ ๑.อิริยาปถบรรพะ ๒.จตุสัมปชัญญบรรพะ ๓.ธาตุมนสิการบรรพะ ตรัสไว้ด้วยอำนาจวิปัสสนา สิวัฏฐิกบรรพะ ๙ ตรัสไว้ด้วยอำนาจอาทีนวานุปัสสนาในวิปัสสนาญาณทั้งหลายนั่นเอง และแม้สมาธิภาวนาที่พึงสำเร็จในอสุภมีอุทธุมาตกอสุภเป็นต้นในสิวัฏฐิกบรรพะเหล่านี้ ก็ประกาศ


>> คลิ๊ก ดูหน้าถัดไป


ดูเพิ่ม[แก้ไข]