วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๑๖ - ๒๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 16)


แล้วในอสุภนิเทศนั่นแล อนึ่ง อานาปานบรรพะและปฏิกูลมนสิการบรรพะ ๒ บรรพะนี้เท่านั้น ตรัสไว้ด้วยอำนาจสมาธิในกายคตาสติกัมมัฏฐานนี้ ใน ๒ บรรพะนี้ อานาปานบรรพะเป็นกัมมัฏฐานแผนกหนึ่งด้วยอำนาจอานาปานสติ อนึ่ง กัมมัฏฐานมีอาการ ๓๒ ที่ทรงสงเคราะห์มันสมองเข้ากับเยื่อในกระดูก ทรงแสดงด้วยอำนาจมนสิการโดยความเป็นของปฏิกูล อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ข้างบนนับแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างนับแต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยอสุจิมีประการต่าง ๆ ว่า สิ่งที่มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดุก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร กัมมัฏฐานนี้ท่านประสงค์เอากายคตาสติในนิเทศนี้
พึงทราบการแสดงวิธีเจริญในกายคตาสตินั้น มีการพรรณนาตามบาลีเป็นหลักดังต่อไปนี้ –
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมเมว กายํ ได้แก่ กายอันเน่าเปื่อยอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ นี้ บทว่า อุทฺธํ ปาทตลา ได้แก่พิจารณาขึ้นไปตั้งแต่พื้นเท้า บทว่า อโธ เกสมตฺถกา ได้แก่พิจารณาลงมาตั้งแต่ปลายผม บทว่า ตจปริยนฺตํ ได้แก่ โดยขวางอันหนังหุ้มไว้ บทว่า ปูรนฺนานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ ความว่า เห็นว่ากายนี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ มีผมเป็นต้น เห็นอย่างไร? เห็นว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฯลฯ มูตร ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ แปลว่า มีอยู่ บทว่า อิมสฺมึ ได้แก่ ในกายที่ตรัสว่าตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมา อันหนังหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ นี้ บทว่า กาเย คือในร่างกายอธิบายว่า สรีระเรียกว่ากาย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งอาการ ๓๒ มีผมเป็นต้นและแห่งโรคนับร้อยมีโรคตาเป็นต้น ชื่อว่าเป็นของน่าเกลียด เพราะหมักหมมของไม่สะอาดไว้ บทว่า เกสา โลมา ได้แก่อาการ ๓๒ เหล่านั้นมีผมเป็นต้น บทว่า บัณฑิตพึงทราบสัมพันธ์ในบทบาลีนั้นอย่างนี้ว่า ผมทั้งหลายอยู่ในกายนี้ ดังนี้เป็นต้น จริงอยู่ ใคร ๆ ค้นหาแม้ในอาการทั้งปวงในร่างกายยาวประมาณ ๑ วานี้ คือเบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำตั้งแต่ปลาย



(หน้าที่ 17)



ผมลงมา โดยรอบตั้งแต่หนัง ย่อมไม่พบของสะอาดอะไร ๆ จะเป็นไข่มุกก็ดี แก้วมณีก็ดี แก้วไพฑูรย์ก็ดี กฤษณาก็ดี การบูรก็ดี ของอื่น ๆ มีจุณเครื่องอบก็ดี แม้เพียงอณูหนึ่ง โดยที่แท้พบแต่ของไม่สะอาดนานาประการ ต่างโดยผมและขนเป็นต้น อันมีกลิ่นเหม็นน่าเกลียดยิ่งนัก เห็นเข้าไม่เป็นมิ่งขวัญเลย เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา ฯลฯ มุตฺตํ ดังนี้ นี้เป็นการพรรณนาโดยบทสัมพันธ์ในบาลีนั้น


วิธีบอกกัมมัฏฐาน

ก็กุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรใคร่จะเจริญกัมมัฏฐานนี้ พึงเข้าไปหากัลยาณมิตรมีประการดังกล่าวแล้ว พึงกำหนดกัมมัฏฐานนี้เถิด ฝ่ายอาจารย์นั้น เมื่อจะบอกกัมมัฏฐานพึงบอกอุคคหโกสัลละโดยอาการ ๗ และมนสิการโกสัลละโดยส่วน ๑๐


อุคคหโกสัลละ ๗

ในโกสัลละ ๒อย่างนั้น อาจารย์พึงบอกอุคคหโกสัลละโดย ๗ วิธีคือ โดยวาจา ๑ โดยใจ ๑ โดยสัณฐาน ๑ โดยทิศ ๑ โดยโอกาส ๑ โดยปริจเฉท ๑


โดยวาจา

ก็ในกัมมัฏฐานที่ต้องมนสิการโดยเป็นสิ่งปฏิกูลนี้ พระโยคาวจรถึงแม้จะทรงพระไตรปิฏก ในการมนสิการก็ควรทำการสาธยายด้วยวาจาก่อน เพราะพระโยคาวจรบางท่าน เพียงทำการสาธยายเท่านั้น กัมมัฏฐานก็ย่อมปรากฏ เหมือนพระเถระ ๒ รูปผู้เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระมหาเทวเถระผู้อยู่ในมลยวิหาร เล่ากันมาว่า พระเถระอันท่านทั้ง ๒ นั้นขอกัมมัฏฐานแล้ว ได้ให้คำบาลีในอาการ ๓๒ โดยสั่งว่า ท่านจงทำการสาธยายข้อนี้แหละตลอด ๔ เดือน ก็ท่านทั้ง ๒ นั้นแม้ถึงท่านจะชำนาญตั้ง ๒ – ๓ นิกายนี้ก็จริงแล แต่เพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้มีปกติรับโอวาทโดยเบื้องขวา จึงหมั่นสาธยายในอาการ ๓๒ ตลอด ๔ เดือน ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว เพราะฉะนั้น อาจารย์เมื่อจะบอกกัมมัฏฐาน จึงควรบอกอันเตวาสิกว่า ชั้นต้นจงสาธยายด้วยวาจาเป็นอันดับแรก



(หน้าที่ 18)



วิธีสาธยาย

ก็เมื่อจะทำการสาธยาย พึงกำหนดปัญจกะทั้งหลายมีตจปัญจกะเป็นต้น แล้วทำการสาธยายด้วยการอนุโลมและปฏิโลม คือพึงสาธยายโดยอนุโลมว่า เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง) แล้วพึงสาธยายโดยปฏิโลมอีกว่า ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา (หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม)
ลำดับนั้นพึงสาธยายในวักกะปัญจกะต่อไปว่า มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฐิมิญฺชํ วกฺกํ (เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต) แล้วสวดโดยปฏิโลมว่า วกฺกํ อฏฐิมิญฺชํ อฏฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา (ไต เยื่อในกระดูก กระดูก เอ็น เนื้อ หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม) ลำดับนั้นพึงสวดในปัปผาสะปัญจกะว่า หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ (หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด) แล้วสวดโดยปฏิโลมอีกว่า ปปฺผาสํ ปิหกํ กิโลมกํ ยกนํ หทยํ, วกฺกํ อฏฐิมิญฺชํ อฏฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา (ปอด ม้าม พังผืด ตับ หัวใจ ไต เยื่อในกระดูก กระดูก เอ็น เนื้อ, หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม)


ลำดับนั้นพึงสวดในมัตถลุงคะปัญจกะว่า อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ มตฺถลุงฺคํ (ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง) แล้วสวดโดยปฏิโลมว่า มตฺถลุงฺคํ กรีสํ อุทริยํ อนฺตคุณํ อนฺตํ, ปปฺผาสํ ปีหกํ กิโลมกํ ยกนํ หทยํ, วกฺกํ อฏฐิมิญฺชํ อฏฺฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา (มันสมอง อาหารเก่า อาหารใหม่ ไส้น้อย ไส้ใหญ่, ปอด ม้าม พังผืด ตับ หัวใจ, ไต เยื่อในกระดูก กระดูก เอ็น เนื้อ, หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม)
ลำดับนั้นพึงสวดในเมทะฉักกะว่า ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท (ดี เสมหะ น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้น) แล้วสวดโดยปฏิโลมอีกว่า เมโท เสโท โลหิตํ ปุพฺโพ เสมฺหํ ปิตฺตํ, มตฺถลุงฺคํ กรีสํ อุทริยํ อนฺตคุณํ อนฺตํ, ปปฺผาสํ ปิหกํ กิโลมกํ ยกนํ หทยํ, วกฺกํ อฏฐิมิญฺชํ อฏฺฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา (มันข้น เหงื่อ เลือด น้ำเหลือง เสมหะ ดี, มันสมอง อาหารเก่า อาหารใหม่ ไส้น้อย



(หน้าที่ 19)



ไส้ใหญ่ ปอด ม้าม พังผืด ตับ หัวใจ, ไต เยื่อในกระดุก เอ็น เนื้อ, หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม)


ลำดับนั้นพึงสวดในมุตตะฉักกะว่า อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆาณิกา ลสิกา มุตฺตํ (น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร) แล้วสวดโดยปฏิโลมอีกว่า มุตฺตํ ลสิกา สิงฺฆาณิกา เขโฬ วสา อสฺสุ, เมโท เสโท โลหิตํ ปุพฺโพ เสมฺหํ ปิตฺตํ, มตฺถลุงฺคํ กรีสํ อุทริยํ อนฺตคุณํ อนฺตํ, ปปฺผาสํ ปิหกํ กิโลมกํ ยกนํ หทยํ, วกฺกํ อฏฐิมิญฺชํ อฏฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา (มูตร ไขข้อ น้ำมูก น้ำลาย มันเหลว น้ำตา, มันข้น เหงื่อ เลือด น้ำเหลือง เสมหะ ดี, มันสมอง อาหารเก่า อาหารใหม่ ไส้น้อย ไส้ใหญ่, ปอด ม้าม พังผืด ตับ หัวใจ, ไต เยื่อในกระดูก กระดูก เอ็น เนื้อ, หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม)
พึงทำการสาธยายด้วยวาจาอย่างนี้ตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง เพราะว่าระเบียบแห่งกัมมัฏฐานย่อมจะคล่องตัว จิตจะไม่วิ่งพล่านไปทางโน้นทางนี้ ส่วนทั้งหลายย่อมปรากฏคือย่อมแจ่มชัดดุจแถวนิ้วมือและกระทู้รั้ว ฉะนั้น


โดยใจ, สี, สัณฐาน, โอกาส, ปริจเฉท

พึงทำการสาธยายโดยวาจาฉันใด แม้โดยใจก็พึงทำการสาธยายฉันนั้นเหมือนกัน เพราะการสาธยายโดยวาจาย่อมเป็นปัจจัยแห่งการสาธยายโดยใจ การสาธยายโดยใจย่อมเป็นปัจจัยแห่งการแทงตลอดลักษณะ คำว่า โดยสี ได้แก่พึงกำหนดดูสีแห่งผมเป็นต้น คำว่า โดยสัณฐาน ได้แก่พึงกำหนดดูสัณฐานของผมเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล คำว่า โดยทิศ ความว่า ก็ในสรีระนี้เหนือนาภีขึ้นไปจัดเป็นทิศเบื้องบน ใต้นาภีลงมาจัดเป็นทิศเบื้องล่าง เพราะเหตุนั้นพึงกำหนดทิศว่าส่วนนี้อยู่ในทิศชื่อนี้


คำว่า โดยโอกาส ความว่า พึงกำหนดโอกาสของส่วนนั้น ๆ อย่างนี้ว่า ส่วนนี้ตั้งอยู่ในโอกาสตรงนี้


คำว่า โดยปริจเฉท ความว่า ปริจเฉทมี ๒ อย่างคือ สภาคปริจเฉท กำหนดส่วนโดยที่เข้ากันได้ ๑ วิสภาคปริจเฉท กำหนดส่วนโดยที่ต่างกัน ๑ ใน ๒ อย่างนั้นพึง



(หน้าที่ 20)



ทราบสภาคปริเฉทอย่างนี้ว่า ส่วนนี้กำหนดด้วยส่วนชื่อนี้ ทั้งเบื้องล่างเบื้องบนและเบื้องขวาง กำหนดด้วยส่วนที่ต่างกัน พึงทราบความโดยไม่ปะปนกันและกันอย่างนี้ว่า ผมคือสิ่งที่มิใช่ขน ขนเล่าก็คือสิ่งที่มิใช่ผม ดังนี้


วิธีบอกอุคคหโกสัลละ

ก็แหละ อาจารย์เมื่อจะบอกอุคคหโกสัลละโดย ๗ วิธีดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่า กัมมัฏฐานนี้ที่ตรัสไว้ในสูตรโน้นโดยเป็นสิ่งปฏิกูล ในสูตรโน้นโดยเป็นธาตุดังนี้แล้วจึงบอก จริงอยู่ กายคตาสติกัมมัฏฐานนี้ ในมหาสติปัฏฐานสูตรตรัสไว้โดยเป็นสิ่งปฏิกูล ในมหาหัตถิปโทปมสูตร มหาราหุโลวาทสูตร และธาตุวิภังคสูตรตรัสไว้โดยเป็นธาตุ ส่วนในกายคตาสติสูตรทรงจำแนกฌาน ๔ หมายเอาพระโยคาวจรผู้มีผมปรากฏโดยสี ในกัมมัฏฐาน ๒ อย่างนั้น ที่ตรัสไว้โดยเป็นธาตุจัดเป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ตรัสไว้โดยเป็นสิ่งปฏิกูลจัดเป็นสมถกัมมัฏฐาน กายคตาสติกัมมัฏฐานในที่นี้นั้น จัดเป็นสมถกัมมัฏฐานนั่นเอง อาจารย์พึงบอกอุคคหโกสัลละโดย ๗ วิธี ด้วยประการฉะนี้


มนสิการโกสัลละ

อาจารย์พึงบอก มนสิการโกสัลละ โดย ๑๐ วิธีอย่างนี้ คือ โดยลำดับ ๑ โดยไม่เร็วนัก ๑ โดยไม่เฉื่อยช้านัก ๑ โดยป้องกันความฟุ้งซ่าน ๑ โดยล่วงบัญญัติ ๑ โดยละลำดับ ๑ โดยอัปปนา ๑ และโดยสุตตันตะ ๓


๑. มนสิการโดยลำดับ

ในมนสิการโกสัลละ ๑๐ อย่างนั้น ข้อว่า โดยลำดับ ความว่า กัมมัฏฐานเริ่มตั้งแต่สาธยายต้องมนสิการไปตามลำดับ ไม่พึ่งมนสิการโดยเว้นไว้ระหว่างเสียบทหนึ่ง เพราะเมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยเว้นไว้ระหว่างเสียบทหนึ่ง ย่อมจะเป็นผู้เหนื่อย จิตตกไปจากการได้รับความแช่มชื้นอันจะพึงบรรลุด้วยอำนาจภาวนาสมบัติ ย่อมไม่ยังภาวนาให้สำเร็จ เปรียบเสมือนคนไม่ฉลาดขึ้นบันได ๓๒ ขั้น โดยไม่เว้นไว้เสียระหว่างขั้นหนึ่ง ก็จะเหนื่อยกาย ตกลง ไม่ยังการขึ้นให้สำเร็จได้ ฉะนั้น


>> คลิ๊ก ดูหน้าถัดไป


ดูเพิ่ม[แก้ไข]