วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๑ - ๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 1)


อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ ปริเฉทที่ 8[แก้ไข]

๑. มรณานุสสติกถา


บัดนี้ ถึงวาระแสดงการเจริญมรณสติต่อจากเทวตานุสสตินี้ไป ในมรณสตินั้น คำว่า มรณะ ได้แก่ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ที่เนื่องอยู่ในภพอันเดียว ก็สมุจเฉทมรณะ กล่าวคือความขาดสูญแห่งวัฏฏทุกข์ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ขณิกมรณะ กล่าวคือความแตกดับชั่วขณะแห่งสังขารทั้งหลาย และสมมติมรณะ ได้ในคำว่าต้นไม้ตาย โลหะตาย ดังนี้เป็นต้น มรณะทั้ง ๓ อย่างนั้น ไม่ประสงค์เอาในมรณะสตินี้ ก็แหละมรณะที่ประสงค์เอานั้นมี ๒ อย่างคือ กาลมรณะ ๑ อกาลมรณะ ๑ ในมรณะ ๒ อย่างนั้น กาลมรณะ ย่อมมีด้วยการสิ้นบุญ หรือการสิ้นอายุ หรือด้วยการสิ้นทั้ง ๒ อย่าง อกาลมรณะ ย่อมมีด้วยอำนาจกรรม ที่เข้าตัดรอนกรรม


ในมรณะเหล่านั้น ก็มรณะใดเมื่อความพร้อมมูลแห่งปัจจัยที่เป็นเหตุสืบต่ออายุยังมีอยู่ ก็ย่อมมีได้ เพราะความที่กรรมอันเป็นเหตุต่อปฏิสนธิมีวิบากสุกงอมสิ้นเชิงแล้วนี้ชื่อว่ามรณะด้วยการสิ้นบุญ มรณะใดย่อมมีด้วยการสิ้นอายุซึ่งมี ๑๐๐ ปีเป็นกำหนดเหมือนอายุของคนทุกวันนี้ เพราะไม่มีสมบัติคือคติ, กาล และอาหารเป็นต้น นี้ชื่อว่ามรณะด้วยการสิ้นอายุ ส่วนมรณะใดย่อมมีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีสันดานอันกรรมที่สามารถจะให้เคลื่อนจากฐานในทันทีเข้ามาตัดรอน เหมือนอย่างทุสิมารและกลาพุราชเป็นต้น หรือย่อมมีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีสันดานขาดไปด้วยความพยายามมีการนำศัสตรามา (ประหาร) เป็นต้น ด้วยอำนาจกรรมปางก่อน นี้ชื่อว่าอกาลมรณะ มรณะทั้งหมดนั้น สงเคราะห์ด้วยความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ การระลึกถึงมรณะ กล่าวคือ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ชื่อว่ามรณสติ


อันพระโยคาวจรผู้ประสงค์จะเจริญมรณสตินั้น ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ พึงให้มนสิการเป็นไปโดยแยบคายว่า มรณะจักมี ชีวิตินทรีย์จักขาด หรือว่า ตาย ตาย ดังนี้ เพราะว่าเมื่อ



(หน้าที่ 2)



พระโยคาวจรยังมนสิการให้เป็นไปโดยไม่แยบคาย เวลาระลึกถึงความตายของคนที่ชอบกันจะเกิดความโศกเศร้า ดุจเวลามารดาผู้บังเกิดเกล้าระลึกถึงความตายของบุตรที่รักฉะนั้น เวลาที่ระลึกถึงความตายของคนที่ไม่ชอบกันจะเกิดความปราโมทย์ ดุจคนมีเวรกันระลึกถึงความตายของคนที่มีเวรกันฉะนั้น เวลาระลึกถึงความตายของคนที่เป็นกลาง ๆ จะไม่เกิดความสลดใจ ดุจสัปเหร่อเห็นซากคนตายฉะนั้น เวลาระลึกถึงคามตายของตนจะเกิดความสะดุ้งหวาดกลัว ดุจคนที่มีชาติขลาดเพราะเห็นเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบฉะนั้น ความเกิดขึ้นแห่งความโศกเป็นต้นแม้ทั้งหมดนั้น ย่อมมีแก่ผู้ปราศจากสติ, ความสังเวช และญาณ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรเห็นสัตว์ที่ถูกฆ่าตายและตายเองในที่นั้น ๆ แล้ว พึงพิจารณาถึงความตายของหมู่สัตว์ที่ตายไปซึ่งที่เป็นสมบัติที่ตนเคยเห็นมา ประกอบสติ, ความสังเวช และญาณ แล้วยังมนสิการให้เป็นไปโดยนัยมี อาทิว่า มรณํ ภวิสฺสติ ความตายจักมี ดังนี้ ด้วยว่าพระโยคาวจรเมื่อให้มนสิการเป็นไปอย่างนั้น ชื่อว่าให้เป็นไปโดยแยบคาย อธิบายว่าให้เป็นไปโดยอุบาย จริงอยู่สำหรับพระโยคาวจรบางพวกที่ยังมนสิการให้เป็นไปอยู่อย่างนั้นนั่นแล นิวรณกิเลสทั้งหลายย่อมระงับลง สติมีมรณะเป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น กัมมัฏฐานขึ้นถึงอุปจารฌานทีเดียวก็เป็นได้


ส่วนพระโยคาวจรผู้ไม่มีกัมมัฏฐานถึงอุปจารฌานด้วยอาการเพียงเท่านี้ พึงระลึกถึงความตายโดยเวลา ๘ อย่างเหล่านี้ คือ

๑. โดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต

๒. โดยวิบัติจากสมบัติ

๓. โดยนำมาเปรียบเทียบ

๔. โดยเป็นกายสาธารณะแก่หมู่หนอนจำพวกมาก

๕. โดยอายุทุพลภาพ

๖. โดยไม่มีเครื่องหมาย

๗. โดยมีกำหนดระยะกาล

๘. โดยมีขณะเล็กน้อย



(หน้าที่ 3)



๑. อธิบายโดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธกปจฺจุปฏฐานโต แปลว่า โดยปรากเหมือนเพชฌฆาต พระโยคาวจรพึงระลึกว่า เปรียบเหมือนเพชฌฆาตคิดจะตัดศีรษะผู้นี้ ฉวยดาบจ่ออยู่ที่คอยืนประชิดตัวอยู่ฉันใด แม้ความตายก็ปรากฏเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุไร ? เพราะมาพร้อมกับความเกิดและเพราะเป็นเครื่องบั่นทอนชีวิต อุปมาเหมือนดอกเห็ดหัวงูตูมๆ ย่อมดันเอาฝุ่นติดหัวขึ้นมาพร้อมฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมพาเอาความแก่และความตายมาเกิดด้วย จริงอย่างนั้น ปฏิสนธิจิตของสัตว์เหล่านั้นก็ถึงความแก่ถัดแต่เกิดขึ้นมาทีเดียว แล้วก็แตกดับไปพร้อมกับด้วยขันธ์อันเป็นตัวประกอบ ดังศิลาตกจากยอดเขาแตกกระจายไปฉะนั้น ความตายที่มีประจำทุกขณะดังกล่าวมาฉะนี้ อันดับแรกมาพร้อมกับความเกิด แต่เพราะสัตว์เกิดมาแล้วต้องตายเป็นเที่ยงแท้ แม้ความตายที่ประสงค์เอาในมรณสตินี้ก็จัดว่ามาพร้อมกับความเกิด เพราะเหตุนั้น สัตว์นี้ตั้งแต่เวลาที่เกิดมาเดินบ่ายหน้าต่อความตายมิได้หวนกลับมาเลยแม้สักน้อยเดียว เปรียบดังพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาแล้วก็โคจรบ่ายหน้าต่อที่ตกไปท่าเดียว มิได้กลับมาหาที่ ๆ โคจรไปแล้วนั้น ๆ แม้สักน้อยหนึ่ง หรือมิฉะนั้น เปรียบเหมือนสายน้ำเล็กๆ ที่ไหลลงจากภูเขามีกระแสเชี่ยว มีปกติพัดเอาสิ่งพอที่จะพัดไปได้ ย่อมไหลรุดไปท่าเดียว มิได้หวนกลับแม้สักน้อยหนึ่ง ฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า


สัตว์อยู่ในครรภ์เพียงคืนเดียวซึ่งเป็นคืนแรก ย่อมบ่ายหน้าไป (สู่ความตาย) เหมือนเมฆฝนตั้งขึ้นแล้ว ก็ย่อมเคลื่อนไปเรื่อย ไม่หวนกลับมา ดังนี้


ก็เมื่อสัตว์นั้นบ่ายหน้าไปอยู่อย่างนี้ ความตายเท่านั้นย่อมใกล้เข้ามา เหมือนอย่างความเหือดแห้งไปแห่งแม่น้ำน้อยอันถูกแดดแผดเผาในฤดูร้อน และเหมือนอย่างความหล่นผลอยแห่งผลไม้ทั้งหลายที่มีขั้วอันรสแห่งโปรธาตุซาบซึมแล้วในเวลาเช้า ดุจความแตกแห่งภาชนะดินทั้งหลายที่ถูกทุบด้วยไม้ค้อน และความเหือดแห้งไปแห่งหยาดน้ำค้างทั้งหลายที่ต้องแสงอาทิตย์แผดเผาฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า



(หน้าที่ 4)



วันและคืนล่วงไป ชีวิตพลอยดับไปด้วย อายุของสัตว์ค่อยสิ้นไปดังน้ำแห่งแม่น้ำน้อยค่อยแห้งไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความตายเป็นเที่ยงแท้แน่นอน ดุจผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความหล่นในเวลาเช้า ฉะนั้น


อนึ่ง เหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกอย่างล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น


หยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นไปก็ตกไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น คุณแม่จ๋า คุณแม่อย่าห้ามผมเลย


ความตายมาพร้อมกับความเกิดประดุจเพชฌฆาตที่เงื้อดาบ ด้วยประการฉะนี้


อนึ่ง ความตายนี้นั้นย่อมคร่าเอาชีวิตถ่ายเดียว ครั้นคร่าเอาไปแล้วก็มิได้ปล่อยให้กลับคืนมา ดังเพชฌฆาตกวัดแกว่งดาบอยู่ที่คอฉะนั้น เพราะเหตุนั้น แม้ความตายจึงชื่อว่าปรากฏดังเพชฌฆาตเงื้อดาบ เพราะมาพร้อมกับความเกิดและเพราะคร่าชีวิตไปดังนี้แล พระโยคาวจรพึงระลึกถึงความตายโดยปรากฏดังเพชฌฆาต ด้วยประการฉะนี้


๒. อธิบายโดยวิบัติจากสมบัติ

คำว่า โดยวิบัติจากสมบัติ มีอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าสมบัติในโลกนี้ย่อมงดงามอยู่ได้ชั่วเวลาที่วิบัติยังไม่ครอบงำ แต่ขึ้นชื่อว่าสมบัติจะพึงพ้นความวิบัติดำรงอยู่ได้ หามีไม่ จริงอย่างนั้น


แม้พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น ทรงสละพระราชทรัพย์ตั้งร้อยโกฏิ ทรงเป็นผู้มีความสุข ในบั้นปลายถึงความเป็นใหญ่แห่งวัตถุเพียงผลมะขามป้อมครึ่งผลด้วยทั้งเรือนร่างนั่นแล แม้เมื่อท้าวเธอทรงสิ้นบุญแล้ว พระองค์ก็ทรงบ่ายพระพักตร์ต่อมรณะ ก็ต้องมาถึงซึ่งความโศกเศร้า



(หน้าที่ 5)



อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีโรคแม้ทั้งหมดมีความเจ็บไข้เป็นที่สุด ความเป็นหนุ่มทั้งหมดมีความแก่เป็นที่สุด ชีวิตทั้งหมดมีความตายเป็นที่สุด โลกสันนิวาสทั้งหมดนั่นแลถูกชาติติดตาม ถูกชราไล่ตาม ถูกพยาธิครองำ ถูกมรณะดักสังหาร เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า –
ภูเขาใหญ่อันล้วนแล้วด้วยหินสูงจรดฟ้ากลิ้งบดมาทั้ง ๔ ทิศโดยรอบแม้ฉันใด ความแก่และความตายก็ฉันนั้น ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลาย คือพวกกษัตริย์ พวกพรหมณ์ พวกแพศย์ พวกศูทร พวกคนจัณฑาล และพวกปุกกุสะ ไม่เว้นใคร ๆ ย่อมย่ำยีทั่วไปทั้งหมดเลย ณ ที่นั้น พื้นที่สำหรับพลช้างก็ไม่มี สำหรับพลม้าก็ไม่มี สำหรับพลรถก็ไม่มี สำหรับพลเดินเท้าก็ไม่มี และใครๆ ไม่อาจชนะได้ด้วยมนต์หรือด้วยทรัพย์ วิบัติคือความตายเป็นที่สุดแห่งสมบัติคือชีวิต พระโยคาวจรเมื่อจะกำหนดถึงภาวะที่ชีวิตมีความตายเป็นที่สุดนั้น พึงระลึกถึงความตายโดยอาการวิบัติแห่งสมบัติ ด้วยประการฉะนี้


๓. อธิบายโดยนำมาเปรียบเทียบ

คำว่า โดยนำมาเปรียบเทียบ ความว่า โดยนำเข้ามาเปรียบเทียบกับตนพร้อมทั้งคนอื่นๆ ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้


พระโยคาวจรพึงระลึกถึงความตายโดยเปรียบเทียบกับ อาการ ๗ อย่างคือ-


๑. โดยความเป็นผู้มียศใหญ่
๒. โดยความเป็นผู้มีบุญมาก
๓. โดยความเป็นผู้มีกำลังมาก
๔. โดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
๕. โดยความเป็นผู้มีปัญญามาก
๖. โดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
๗. โดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]