วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๒๑ - ๒๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 21)


๒. มนสิการโดยไม่เร็วนัก

แม้เมื่อมนสิการโดยลำดับ ก็พึงมนสิการโดยไม่เร็วนัก เพราะเมื่อมนสิการเร็วนัก กัมมัฏฐานย่อมถึงที่สุดเป็นแท้ก็จริง ถึงอย่างนั้นกัมมัฏฐานนั้นก็ไม่ปรากฏชัด ย่อมไม่นำมาซึ่งคุณวิเศษ เปรียบเหมือบุรุษผู้เดินทางประมาณ ๓ โยชน์ ไม่ค่อยกำหนดทางที่ควรเว้นและควรแวะ เดินกลับไปกลับมาอยู่ตั้ง ๗ ครั้งโดยฝีเท้าอันเร็ว ระยะทางย่อมถึงความสิ้นสุดไปก็จริง ถึงกระนั้นก็ควรถามเขาก่อนแล้วจึงเดินทาง เพราะเหตุนั้น พึงมนสิการ โดยไม่เร็วนัก


๓. มนสิการโดยไม่เฉื่อยช้านัก

อนึ่ง มนสิการโดยไม่เฉื่อยช้านัก ก็ฉันเดียวกับมนสิการโดยไม่เร็วนัก เพราะว่าเมื่อมนสิการโดยเฉื่อยช้านั้น กัมมัฏฐานจะไม่ถึงที่สุด ไม่เป็นปัจจัยแห่งการได้คุณวิเศษ เปรียบเหมือนเมื่อบุรุษผู้ประสงค์จะเดินทาง ๓ โยชน์ในวันเดียวนั่นเอง มัวพักอยู่ ณ ที่ต่าง ๆ มีต้นไม้ภูเขาและบึงเป็นต้นในระหว่างทางเสีย ทางก็ไม่ถึงความสิ้นสุด โดย ๒-๓ วันจึงจะถึงที่สุด ฉะนั้น


๔. มนสิการโดยป้องกันความฟุ้งซ่าน

คำว่า โดยป้องกันความฟุ้งซ่าน ความว่า พึงป้องกันภาวะที่จิตทอดทิ้งกัมมัฏฐานแล้วฟุ้งซ่านไปในอารมณ์หลากหลายในภายนอก เพราะเมื่อไม่ป้องกัน เมื่อจิตพล่านไปภายนอก กัมมัฏฐานย่อมเสื่อมคลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้เดินทางเลียบเหวซึ่งเป็นทางเดินได้เพียงคนเดียว ไม่กำหนดเท้าที่เหยียบลงไป มัวเหลียวไปข้างโน้นข้างนี้ การวางเท้าก็ย่อมจะผิดพลาดลงไปในเหวอันลึกชั่วร้อยบุรุษ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรพึงมนสิการโดยป้องกันความฟุ้งซ่าน


๕. มนสิการโดยล่วงบัญญัติ

คำว่า โดยล่วงบัญญัติ ความว่า พึงล่วงบัญญัติมีอาทิว่า เกสา โลมา ดังนี้แล้วตั้งจิตว่าเป็นของปฏิกูล เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยบัญญัติว่า เกสา โลมา ดังนี้ในเบื้องต้น ความเป็นของปฏิกูลย่อมปรากฏ ภายหลังจึงเลิกบัญญัติว่า เกสา, โลมา เป็นต้น พึงตั้งจิตไว้ใน ภาวะที่เป็นของปฏิกูลเท่านั้น เปรียบเหมือนดังคราวหาน้ำยาก คนทั้งหลายพบบ่อน้ำในป่า



(หน้าที่ 22)



แล้วผูกสิ่งอะไรๆ มีใบตาลเป็นต้นเป็นเครื่องหมายไว้ในที่นั้นแล้ว มาตามเครื่องหมายนั้น แล้วก็อาบและดื่ม แต่เมื่อใดด้วยการสัญจรไปเนืองๆ แห่งคนเหล่านั้น รอยของคนที่มา ๆ ย่อมจะปรากฏ เมื่อนั้นกิจด้วยเครื่องหมายหามีไม่ คนทั้งหลายย่อมไปอาบและดื่มได้ทุกขณะที่ต้องการ ฉะนั้น


๖. มนสิการโดยละลำดับ

คำว่า โดยละลำดับ ความว่า พระโยคาวจรเมื่อละส่วนที่ไม่ปรากฏชื่อว่าพึงมนสิการไปโดยลำดับ เพราะเมื่อพระโยคาวจรผู้เริ่มบำเพ็ญเพียรมนสิการว่าเกสา มนสิการก็จะดำเนินไปจรดส่วนสุดคือมูตรนี้ทีเดียว และเมื่อมนสิการว่ามูตร มนสิการก็จะดำเนินไปจรดส่วนเบื้องต้นคือเกสานี้เหมือนกัน ครั้นมนสิการไป ๆ บางส่วนปรากฏ บางส่วนไม่ปรากฏ เธอพึงบริกรรมในส่วนที่ปรากฏ จนกระทั่งเมื่อปรากฏทั้ง ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งในบรรดาทั้ง ๒ ส่วนนั้นปรากฏชัดกว่า ก็เมื่อมนสิการแต่ส่วนเฉพาะที่ปรากฏชัดกว่านั้นอย่างนี้บ่อย ๆ เข้า พึงทำอัปปนาให้เกิดขึ้น ข้อนั้นมีอุปมาดังต่อไปนี้


เปรียบเหมือนนายพรานคนหนึ่งใคร่จะจับลิงซึ่งอยู่ในดงตาลอันมีต้นตาล ๓๒ ต้น พึงใช้ลูกศรยิงใบตาลที่ยืนอยู่ในอันดับแรกแล้วพึงทำการตะเพิด ครั้นลิงนั้นกระโดดไปในต้นตาลนั้นๆ โดยลำดับถึงต้นสุดท้ายทีเดียว เมื่อนายพรานไปทำเหมือนอย่างนั้นแม้ในต้นตาลต้นสุดท้ายนั้น ลิงพึงมายังต้นตาลต้นแรกตามนัยนั้นนั่นแลอีก มันกลับไปกลับมาอย่างนี้บ่อย ๆ เข้า ก็จะพึงโผล่ในที่ ๆ นายพรานทำเสียงตะเพิดไล่เท่านั้น แล้วไป ๆ ก็จะหมอบอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่ง ยึดยอดตาลตูมอันสะอาดตรงกลางต้นนั้นไว้มั่น แม้ถูกยิงก็ไม่โผล่ ฉันใด คำอุปมัยอันยังอุปมาให้ถึงพร้อมนี้ก็พึงเห็นฉันนั้น นี้เป็นคำเทียบอุปไมยอุปมาในข้อนั้น


ส่วน ๓๒ ในกายนี้เปรียบเหมือนต้นตาล ๓๒ ต้น จิตเหมือนลิง พระโยคาวจรเหมือนนายพราน การที่จิตของพระโยคีท่องเที่ยวไปในกายอันมีส่วน ๓๒ ส่วนโดยเป็นอารมณ์เหมือนการที่ลิงอาศัยอยู่ในดงตาลอันมีต้นตาล ๓๒ ต้น การที่พระโยคีเริ่มมนสิการว่า เกสา แล้วจิตดำเนินไปหยุดลงที่ส่วนสุดทีเดียว เหมือนการที่เมื่อนายพรานใช้ศรยิงใบตาลต้นที่ยืนอยู่ต้นแรกแล้วทำเสียงตะเพิด ลิงก็โผนไปที่ต้นนั้น ๆ จนถึงต้นสุดท้าย แม้ในเที่ยวกลับ



(หน้าที่ 23)



อีกก็นัยนี้เหมือนกัน การที่เมื่อพระโยคาวจรมนสิการบ่อย ๆ เข้า ครั้นส่วนบางเหล่าไม่ปรากฏบางเหล่าปรากฏ ก็ปล่อยส่วนทั้งหลายที่ไม่ปรากฏ ทำบริกรรมในส่วนทั้งหลายที่ปรากฏ เหมือนการที่ลิงโผนไปตามลำดับบ่อย ๆ เข้าก็โผล่ขึ้นแต่ในที่ ๆ นายพรานทำเสียงตะเพิด ในบรรดา ๒ ส่วนที่ปรากฏนั้น ส่วนใดปรากฏชัดกว่า พระโยคาวจรพึงมนสิการส่วนนั้นนั่นแหละแล้ว ๆ เล่า ๆ ยังอัปปนาให้เกิดได้ เหมือนการที่ลิงไป ๆ ก็หมอบอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่งยึดยอดตาลตูมอันสะอาดตรงกลางต้นนั้นไว้มั่น แม้ถูกยิงก็ไม่โผล่ ฉะนั้น


อีกอุปมาหนึ่ง เหมือนภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร อาศัยอยู่ในบ้านอันมีตระกูล ๓๒ ตระกูลอยู่ ได้ภิกษา ๒ ส่วนในเรือนหลังแรกทีเดียวแล้ว ก็สละเรือนหลังหนึ่งข้างหน้าเสีย วันรุ่งขึ้นได้ ๓ ส่วนแล้ว ก็สละเรือน ๒ หลังข้างหน้าเสีย ในวันที่ ๓ ได้ภิกษาเต็มบาตรในเรือนหลังต้นทีเดียวแล้วก็ไปโรงฉัน ฉันเสียเลย ฉันใด คำอุปไมยอันยังอุปมาให้ถึงพร้อมนี้ก็ฉันนั้น อาการ ๓๒ เปรียบเหมือนหมู่บ้าน ๓๒ ตระกูล พระโยคาวจรเหมือนปิณฑปาติกภิกษุ การที่พระโยคีทำบริกรรมในอาการ ๓๒ เหมือนการที่ปิณฑปาติกภิกษุนั้นอาศัยหมู่บ้านนั้นอยู่ การที่เมื่อพระโยคีมนสิการไป ๆ สละส่วนทั้งหลายที่ไม่ปรากฏเสีย ทำบริกรรมในส่วนทั้งหลายที่ปรากฏ ๆ จนถึง ๒ ส่วน ก็เหมือนการที่พระปิณฑปาติกภิกษุได้ภิกษา ๒ ส่วนในเรือนหลังแรกแล้วสละเรือนหลังหนึ่งข้างหน้าเสีย และเหมือนในวันที่ ๒ ได้ ๓ ส่วน สละเรือน ๒ หลังข้างหน้าเสีย การที่พระโยคีมนสิการบ่อย ๆ เฉพาะส่วนที่ปรากฏชัดกว่าในบรรดา ๒ ส่วน แล้วยังอัปปนาให้เกิดเหมือนในวันที่ ๓ ได้เต็มบาตรในเรือนหลังต้นทีเดียวแล้วนั่งฉันเสียที่โรงฉัน ฉะนั้น.


๗. มนสิการโดยอัปปนา

คำว่า โดยอัปปนา ความว่า โดยส่วนที่จะเกิดอัปปนา นี้เป็นอธิบายในอธิการนี้ คือ บัณฑิตพึงทราบว่าอัปปนาย่อมมีในส่วนหนึ่ง ๆ ในบรรดาส่วนทั้งหลายมีผมเป็นต้น


๘. มนสิการโดยสุตตันตะ ๓

นี้เป็นอธิบายในข้อว่า คำว่า สุตตันตะ ๓ ความว่า สุตตันตะ ๓ เหล่านี้คือ อธิจิตตสูตร สีตภาวสูตร โพชฌังคโกสัลสูตร พระโยคาวจรพึงทราบเพื่อปรุงแต่งวิริยะและสมาธิ



(หน้าที่ 24)



อธิจิตตสูตร

ใน ๓ สูตรนั้น สูตรที่มีความดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบอธิจิตต้องมนสิการถึงนิมิต ๓ ตามกาลอันควร คือต้องมนสิการถึงสมาธินิมิตตามกาลอันควร ต้องมนสิการถึงอุคคหนิมิตตามกาลอันควร ต้องมนสิการถึงอุเบกขานิมิตตามกาลอันควร ดูก่อนภิกษุทั้งหลายถ้าว่าภิกษุผู้ประกอบอธิจิตพึงมนสิการถึงเฉพาะสมาธินิมิตโดยส่วนเดียว ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ที่จิตจะพึงเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิตพึงมนสิการถึงเฉพาะปัคคหนิมิตโดยส่วนเดียว ย่อมเป็นไปได้ที่จิตจะพึงเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่านเสีย ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิตพึงมนสิการถึงอุเบกขานิมิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ที่จิตจะไม่พึงตั้งมั่นโดยชอบเพื่อสิ้นอาสวะทั้งหลาย แต่เมื่อภิกษุผู้ประกอบอธิจิตมนสิการถึง สมาธินิมิต, ปัคคหนิมิต, อุเบกขานิมิต ตามกาลอันควร จิตนั้นจึงจะเป็นจิตอ่อน, ควรแก่การงาน, เป็นจิตผ่องใสและไม่แตกซ่าน ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อสิ้นอาสวะทั้งหลาย เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือช่างทองก่อเบ้า ครั้นก่อเบ้าแล้วก็สุมเบ้า ครั้นสุมเบ้าแล้วใช้คีมจับทองวางลงไปในเบ้า แล้วเป่าไปตามกาลอันควร ประพรมน้ำตามกาลอันควร เพ่งดูอยู่เฉย ๆ ตามกาลอันควร ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าช่างทองก็ตาม ลูกมือช่างทองก็ตามจะพึงเป่าทองนั้นไปอย่างเดียว ย่อมเป็นฐานะที่จะพึงมีได้ ที่ทองนั้นจะพึงไหม้ไป หากช่างทองก็ตามลูกมือของช่างทองก็ตามประพรมน้ำทองนั้นไปท่าเดียว ย่อมเป็นไปได้ที่ทองนั้นจะพึงเย็นเสีย หากช่างก็ตามเพ่งดูทองนั้นอยู่เฉย ๆ ไปอย่างเดียว ย่อมเป็นได้ที่ทองนั้นจะไม่พึงถึงซึ่งความสุกปลั่ง ต่อเมื่อช่างทองก็ดี ลูกมือช่างทองก็ดี เป่าทองนั้นตามกาลอันควร ประพรมน้ำทองนั้นไปตามกาลอันควร เพ่งดูทองนั้นอยู่เฉย ๆ ตามกาลอันควร ทองนั้นจะพึงอ่อน, ควรแก่การงาน, เป็นทองสุกปลั่งและไม่เปราะ ใช้การได้ดี แม้ช่างทองประสงค์ เครื่องประดับใด ๆ จะเป็นเข็มขัดก็ดี จะเป็นตุ้มหูก็ดี จะเป็นเครื่องประดับคอก็ดี จะเป็นสายสังวาลก็ดี สิ่งที่ประสงค์นั้นก็ย่อมจะสำเร็จแก่เขาแล ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบอธิจิต ฯลฯ ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งธรรมอันควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งใด ๆ เมื่อมีเหตุอันควร



(หน้าที่ 25)



เธอย่อมจะถึงความเป็นผู้อาจเพื่อทำให้แจ้งในธรรมอันควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งนั้นนั่นแล ดังนี้ พึงทราบว่า อธิจิตตสูตร


สีตภาวสูตร

พระสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งความเยือกเย็นอันยอดเยี่ยม ด้วยธรรม ๖ เหล่าไหน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม ๑ ย่อมประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง ๑ ย่อมให้จิตร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง ๑ ย่อมเพ่งดูจิตอยู่เฉย ๆ ในสมัยที่ควรเพ่งอยู่เฉย ๆ ๑ เป็นผู้มีความหลุดพ้นอันประณีต ๑ เป็นผู้ยินดียิ่งในพระนิพพาน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้อาจทำให้แจ้งซึ่งความเยือกเย็นอันยอดเยี่ยมดังนี้ พึงทราบว่า สีตภาวสูตร


โพชฌังคโกสัลลสูตร

ส่วนความเป็นผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ๗ ประการ ข้าพเจ้าแสดงไว้ใน อปฺปนาโกสลฺลกถา นั่นแล้ว โดยพระบาลีมีอาทิว่า ฉันนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดจิตหดหู่ สมัยนั้นมิใช่เวลาเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ดังนี้


สรุปโกศล ๒

พระโยคีนั้นพึงกระทำอุคคหโกศล ๗ อย่างนี้ให้เป็นสิ่งที่ตนเองเรียนเอาดีแล้ว และพึงกำหนดมนสิการโกศล ๑๐ อย่างนี้ไว้ด้วยดี ด้วยประการดังนี้ แล้วจึงเรียนกัมมัฏฐาน ด้วยอำนาจโกศลทั้ง ๒ อย่างให้ดี


วิธีเริ่มเจริญกัมมัฏฐาน

ก็ถ้าพระโยคีนั้นอยู่ผาสุกสบายในวัดเดียวกันกับพระอาจารย์ ก็ไม่พึงให้พระอาจารย์บอกโดยพิสดารอย่างนั้น เจริญพระกัมมัฏฐานบ่อย ๆ จนได้ธรรมวิเศษแล้ว จึงให้ท่านบอกกัมมัฏฐานสูง ๆ ขึ้นไป ส่วนพระโยคีที่ประสงค์จะไปอยู่ในวัดอื่น พึงให้พระอาจารย์บอกกัมมัฏฐานโดยพิสดาร โดยวิธีดังกล่าวแล้ว ทบทวนบ่อย ๆ ตัดปมที่ฝั้นเฝือทั้งหมดแล้วสละเสนาสนะอันไม่เหมาะสมไปอยู่ที่เสนาสนะอันเหมาะสม ทำการตัดความกังวลเล็กๆ น้อยๆ


>> คลิ๊ก ดูหน้าถัดไป


ดูเพิ่ม[แก้ไข]