วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๒๖ - ๓๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 26)


เสียตามนัยที่กล่าวแล้วในปฐวีกสิณนิเทศนั่นแล แล้วกระทำบริกรรมด้วยทำในใจว่าปฏิกูล ก็แหละ เมื่อจะเจริญอันดับแรกพึงถือเอานิมิตในผมทั้งหลาย ถืออย่างไร ? พึงถอนผมเส้น ๑ หรือ ๒ เส้น วางไว้ที่ฝ่ามือแล้วกำหนดสีก่อน ในการตรวจดูจำนวนผมแม้ในสถานที่ถูกตัดผมก็ควร แม้การตรวจดูจำนวนผมที่ตกในน้ำหรือในข้าวยาคูก็ควรเหมือนกัน เห็นในเวลาสีดำพึงมนสิการว่า มีสีดำ เห็นในเวลามีสีขาวพึงมนสิการว่ามีสีขาว แต่ในเวลามีสีเจือปนพึงมนสิการด้วยสีข้างมาก ก็ในผมฉันใด แม้ในตจปัญจกะทั้ง ๔ อย่างก็เหมือนกัน พอได้เห็นแล้วพึงถือเอานิมิต ครั้นถือเอานิมิตอย่างนี้แล้ว พึงกำหนดส่วนทั้งหมดด้วยสามารถแห่ง สี สัณฐาน ทิศ โอกาส และปริจเฉท แล้วกำหนดโดยความเป็นสิ่งปฏิกูล ๕ ประการ คือ สี สัณฐาน กลิ่น ที่อาศัย และโอกาส ในส่วนทั้งหมดนั้นมีพรรณนาตามลำดับต่อไปนี้ –


๑. อธิบาย เกสา – ผม

พึงทราบผมก่อน ผม โดยสี ปกติเป็นสีดำดุจสีลูกประคำดีควายใหม่ ๆ โดยสัณฐาน ยาว กลม มีสัณฐานเหมือนคันชั่ง โดย ทิศ เกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาส ในข้างทั้ง ๒ กำหนดด้วยหมวกหู ข้างหน้ากำหนดด้วยกรอบหน้าผาก ข้างหลังกำหนดด้วยหลุมคอ หนังอันชุ่มที่หุ้มกะโหลกศีรษะเป็น โอกาส แห่งผมทั้งหลาย โดยปริจเฉท ผมทั้งหลายเบื้องต่ำกำหนดด้วยพื้นรากของตนที่ทะัแยงเข้าไปในหนังหุ้มศีรษะประมาณเท่าปลายเมล็ดข้าวเปลือกตั้งอยู่ เบื้องบนกำหนดอากาศ เบื้องขวางกำหนดด้วยส่วนแห่งกันและกัน การกำหนดเช่นนี้ว่าผม ๒ เส้น ไม่มีโดยเป็นเส้นเดียวกัน ดังนี้ เป็นการกำหนดโดยส่วนที่เสมอกัน ธรรมดาผมทั้งหลายธรรมชาติสร้างมามิให้ปนกับส่วนที่เหลือ ๓๑ ส่วนอย่างนี้ว่า ผมมิใช่ขน ขนมิใช่ผม กำหนดเช่นนี้ว่าส่วนนั่นเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ดังนี้ เป็นการกำหนดส่วนที่ไม่เสมอกัน อันนี้เป็นการกำหนดผมโดยลักษณะมีสีเป็นต้น ส่วนการกำหนดผมเหล่านั้นโดยเป็นสิ่งปฏิกูล ๕ ประการ ด้วยสามารถแห่งสีเป็นต้น พึงทราบดังต่อนี้ ธรรมดาผมเหล่านั้น แม้จะว่าโดยสีก็ดี โดยสัณฐานก็ดี โดยกลิ่นก็ดี โดยทิ่อาศัยก็ดี โดยโอกาสก็ดี ก็เป็นสิ่งปฏิกูล จริงอยู่พวกมนุษย์เห็นสิ่งอะไร ๆ ที่มีสีคล้ายผมในภาชนะยาคูหรือในภาชนะภัตแม้ที่น่าพึงพอใจ ก็ยังน่าเกลียดว่าสิ่งนี้ปนกับผมจงนำมันออกไปเสีย ผมทั้งหลายแม้โดยสีก็ปฏิกูลด้วยประการอย่างนี้



(หน้าที่ 27)



อนึ่ง คนทั้งหลายเมื่อรับประทานอาหารกลางคืน แม้ถูกต้องเปลือกรักหรือเปลือกปออันมีสัณฐานดังผมเข้า ก็จะเกลียดขึ้นมาอย่างนั้นเหมือนกัน ผมทั้งหลายเป็นสิ่งปฏิกูลโดยสัณฐานดังกล่าวมานี้


อนึ่ง ผมที่เว้นจากการตกแต่งมีทาน้ำมันและอบดอกไม้เป็นต้น ย่อมมีกลิ่นน่าเกลียดอย่างยิ่ง เมื่อใส่เข้าในไฟย่อมมีกลิ่นน่าเกลียดกว่านั้น ก็ผมทั้งหลายโดยสีและสัณฐานแม้จะพึงเป็นของไม่น่าเกลียด แต่โดยกลิ่นเป็นสิ่งที่น่าเกลียดแท้ เปรียบเหมือนอุจจาระของเด็กเล็ก ๆ โดยสีมีสีเหมือนขมิ้น แม้โดยสัณฐานมีสัณฐานเหมือนก้อนขมิ้น และซากสุนัขดำที่ขึ้นพองที่เขาทิ้งไว้ ณ ที่ทิ้งขยะ โดยสีมีสีเหมือนผลตาลสุก โดยสัณฐานมีสัณฐานเหมือนตะโพนที่เขากลิ้งทิ้งไว้ แม้เขี้ยวของมันเล่าก็มีสัณฐานเหมือนดอกมะลิตูม เพราะฉะนั้น อุจจาระเด็กและซากสุนัขทั้ง ๒ อย่าง โดยสีและสัณฐานจะไม่เป็นของปฏิกูลก็เป็นได้ แต่โดยกลิ่นเป็นสิ่งปฏิกูลแท้ ฉันใด แม้ผมก็พึงเป็นฉันนั้น โดยสีและสัณฐานจะไม่ปฏิกูลก็ได้ แต่ว่าโดยกลิ่นเป็นสิ่งปฏิกูลแท้แล


อนึ่ง เปรียบเหมือนผักสำหรับแกงที่เกิดในน้ำครำที่ไหลออกจากบ้านขังอยู่ในที่ไม่สะอาด ย่อมเป็นสิ่งน่าเกลียดไม่น่าบริโภคของมนุษย์ชาวเมืองฉันใด แม้ผมทั้งหลายก็ฉันนั้น จัดเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เพราะเกิดด้วยน้ำที่ซึมออกมาแต่ส่วนต่าง ๆ มีน้ำเหลือง เลือด มูตร กรีส น้ำดี และเสมหะ เป็นต้น นี้เป็นความน่าเกลียดโดยที่อาศัยของผมเหล่านั้น อนึ่ง ธรรมดาผมเหล่านี้เกิดในกองแห่งส่วน ๓๑ ส่วน เปรียบดังผักเกิดที่กองคูถ ผมเหล่านั้นจัดว่าเป็นสิ่งที่น่าเกลียดอย่างยิ่ง เพราะเกิดในที่ไม่สะอาดดุจผักเกิดในป่าช้าและที่ทิ้งขยะมูลฝอยเป็นต้น และเปรียบดังดอกบัวหลวงและดอกบัวสายเป็นต้น ที่เกิดในที่ไม่สะอาดมีคูเมืองเป็นต้น นี้แลเป็นความปฏิกูลโดยโอกาสแห่งผมเหล่านั้น พระโยคาวจรพึงกำหนดความเป็นของปฏิกูลโดยส่วน ๕ คือโดยสี, สัณฐาน, กลิ่น, ที่อาศัยและโอกาสแห่งส่วนทั้งปวง ดุจกำหนดความเป็นของปฏิกูลแห่งผมทั้งหลายฉะนั้นเถิด แต่ว่าโดย สี สัณฐาน ทิศ โอกาส และปริจเฉท ต้องกำหนดเป็นแผนก ๆ ทุก ๆ ส่วน


๒. อธิบาย โลมา – ขน

ในบรรดาส่วนเหล่านั้น พึงทราบ ขน ก่อน ขนตามปกติมีประมาณ ๙๐,๐๐๐ ขุม ว่าโดยสี ปกติก็ไม่เหมือนผม คือไม่ดำล้วนแต่มีสีทั้งดำทั้งเหลือง โดยสัณฐาน มี



(หน้าที่ 28)



ปลายน้อมลง มีสัณฐานดังรากตาล โดยทิศ เกิดในทิศทั้ง ๒ โดยโอกาส เว้นโอกาสที่ผมตั้งอยู่ และฝ่ามือ ฝ่าเท้า เกิดอยู่ตามหนังหุ้มสรีระนอกนั้นโดยมาก โดยปริจเฉท เบื้องต่ำกำหนดด้วยรากพื้นเบื้องต่ำของตนอันแยงเข้าไปในหนังหุ้มสรีระประมาณเท่าปลายเหล็กจานเบื้องบนกำหนดด้วยโอกาส เบื้องขวางกำหนดด้วยส่วนของกันและกัน ขน ๒ เส้นไม่มีโดยที่แห่งเดียวกัน กำหนดดังนี้ เป็นการกำหนดด้วยส่วนที่เป็นสภาคกันของขนเหล่านั้น ส่วนการกำหนดส่วนที่ต่างกัน ก็เช่นเดียวกับผมแล


๓. อธิบาย นขา – เล็บ

คำว่า นขา นี้เป็นชื่อของใบเล็บ ๒๐ ใบ เล็บทั้งหมดนั้นโดยสีมีสีขาว โดยสัณฐานมีสัณฐานดังเกล็ดปลา โดยทิศเกิดในทิศทั้ง ๒ คือ เล็บเท้าเกิดในทิศเบื้องล่าง เล็บมือเกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาส ตั้งอยู่หลังปลายนิ้วทั้งหลาย โดยปริจเฉทในทิศทั้ง ๒ กำหนดด้วยเนื้อปลายนิ้ว ข้างในกำหนดด้วยเนื้อหลังนิ้ว ข้างนอกและปลายกำหนดด้วยอากาศ ด้วยขวางกำหนดด้วยส่วนของกันและกัน การกำหนดโดยนัยว่า เล็บ ๒ ใบไม่มีอยู่ร่วมกัน นี้เป็นการกำหนดด้วยส่วนที่เป็นสภาคกัน ส่วนการกำหนดด้วยส่วนที่ต่างกันก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล


๔. อธิบาย ทนฺตา – ฟัน

คำว่า ทนฺตา ได้แก่กระดูกฟัน ๓๒ ซี่ ของผู้มีฟันเต็ม ฟันแม้เหล่านั้น โดยสี มีสีขาว โดยสัณฐาน มีสัณฐานหลายอย่าง จริงอยู่ บรรดาฟันเหล่านั้น ว่าด้วยฟัน ๔ ซี่ ตรงกลางแถวฟันข้างล่างก่อน มีสัณฐานเหมือนเมล็ดน้ำเต้าที่เขาตั้งเรียงไว้โดยลำดับที่ก้อนดินเหนียว ฟันแต่ละซี่ในข้างทั้ง ๒ ของฟัน ๔ ซี่นั้นมีรากเดียว มีสัณฐานเหมือนดอกมะลิ ซ้อนตูม ถัดฟันนั้นไปเป็นฟันข้างละซี่มี ๒ ราก ๒ ง่าม มีสัณฐานเหมือนไม้ค้ำยัน ถัดไปฟันข้างละ ๒ ซี่มี ๓ ราก ปลายก็ ๓ แง่ ถัดไปฟันข้างละ ๒ ซี่ ๔ รากปลายก็ ๔ แง่แล แม้ในแถวฟันข้างบนก็นัยนี้เหมือนกัน โดยทิศเกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาสตั้งอยู่ในกระดูกกรามทั้ง ๒ โดยปริจเฉท เบื้องล่างกำหนดด้วยพื้นรากของตนอันตั้งอยู่ในกระดูกกราม เบื้องบนกำหนดด้วยอากาศ เบื้องขวางกำหนดด้วยส่วนแห่งกันและกันการกำหนดโดยนัยว่าฟัน ๒ ซี่ไม่มีรวมอยู่ด้วยกัน นี้เป็นส่วนกำหนดที่เป็นสภาคกัน ส่วนการกำหนดส่วนที่ต่างกันก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล



(หน้าที่ 29)



๕. อธิบาย ตโจ - หนัง

คำว่า ตโจ ได้แก่หนังที่หุ้มร่างกายทั้งสิ้น เบื้องบนแห่งหนังมีผิวสีดำคล้ำและเหลือง เป็นต้น ซึ่งเมื่อลอกออกจากร่างกายทั้งสิ้น ก็จะได้ประมาณเท่าเมล็ดในพุทรา แต่หนัง โดยสี ก็มีสีขาวเท่านั้น ก็แลภาวะที่หนังขาวนั้นย่อมปรากฏเมื่อผิวถูกลอกออก เพราะเหตุมีเปลวไฟลวกเอา และถูกฟันเป็นต้น โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนร่างกายนั่นเอง นี้เป็นความสังเขปในข้อว่าโดยสัณฐานนี้ แต่ว่าโดยพิสดาร หนังนิ้วเท้ามีสัณฐานดังรังไหม หนังหลังเท้ามีสัณฐานเหมือนรองเท้าหุ้มส้น หนังแข้งมีสัณฐานเหมือใบตาลห่อข้าว หนังขามีสัณฐานเหมือนอันเต็มไปด้วยข้าวสาร หนังตะโพกมีสัณฐานดังผืนผ้ากรองน้ำอันเต็มไปด้วยน้ำ หนังหลังมีสัณฐานดังหนังหุ้มโล่ หนังท้องมีสัณฐานเหมือนหนังหุ้มรางพิณ หนังอกโดยมากมีสัณฐาน ๔ เหลี่ยม หนังแขนทั้ง ๒ มีสัณฐานดังหนังหุ้มแล่งธนู หนังหลังมือมีสัณฐานดังฝักมีด หรือมีสัณฐานดังถุงใส่โล่ หนังนิ้วมือมีสัณฐานดังฝักกุญแจ หนังคอมีสัณฐานดังเสื้อปิดคอ หนังหน้ามีช่องใหญ่น้อยมีสัณฐานดังรังตั๊กแตน หนังศีรษะมีสัณฐานดังบาตร


ก็แล พระโยคาวจรผู้จะกำหนดหนัง พึงส่งญาณมุ่งตรงขึ้นเบื้องบนตั้งแต่ริมฝีปากบน แล้งพึงกำหนดหนังที่หุ้มรอบปากก่อนเป็นอันดับแรก แต่นั้นจึงกำหนดหนังหุ้มกระดูก หน้าผาก ต่อนั้นจึงส่งญาณเข้าไปโดยระหว่างกระดูกศีรษะและหนังหุ้มศีรษะ ดุจสอดมือเข้าไปโดยระหว่างแห่งบาตรที่สวมถลกฉะนั้น แล้วแยกความที่หนังเนื่องเป็นอันเดียวกันกับกระดูกออกจากกัน แล้วกำหนดหนังศีรษะ ต่อนั้นพึงกำหนดหนังคอ ต่อนั้นพึงกำหนดหนังมือขวาทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม ครั้นแล้วพึงกำหนดหนังมือซ้ายโดยนัยนั้นเหมือนกัน ต่อนั้นพึงกำหนดหนังหลัง ครั้นกำหนดหนังหลังนั้นแล้วจึงกำหนดหนังเท้าขวาทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม ครั้นแล้วพึงกำหนดหนังเท้าซ้ายโดยนัยเดียวกันนั้น แต่นั้นพึงกำหนดหนังท้องน้อย หนังหน้าท้องหนังทรวงอกแลหนังคอโดยลำดับ ครั้นแล้งพึงกำหนดหนังใต้คางถัดหนังคอขึ้นมาจนถึงริมฝีปากล่างเป็นที่สุดจึงเสร็จ เมื่อพระโยคาวจรกำหนดหนังหยาบ ๆ ได้อย่างนี้แม้หนังที่ละเอียดก็ย่อมปรากฏ




(หน้าที่ 30)



โดยทิศ หนังเกิดในทิศทั้ง ๒ โดยโอกาส มันหุ้มร่างกายทั้งสิ้นอยู่ โดยปริจเฉท เบื้องล่างกำหนดด้วยพื้นที่มันตั้งอยู่ เบื้องบนกำหนดด้วยอากาศ นี้เป็นการกำหนดด้วยส่วนที่เป็นสภาคกันแห่งหนังนั้น ส่วนการกำหนดด้วยส่วนที่ต่างกันก็เช่นเดียวกับผมนั้นแล


๖. อธิบาย มํสํ – เนื้อ

คำว่า มํสํ ได้แก่เนื้อ ๙๐๐ ชิ้น เนื้อทั้งหมดนั้น โดยสี มีสีแดงเช่นเดียวกับดอกทองกวาว โดยสัณฐาน เนื้อปลีแข้งมีสัณฐานเหมือนข้าวสุกในห่อใบตาล เนื้อขามีสัณฐานดังลูกหินบด เนื้อตะโพกมีสัณฐานดังก้อนเส้า เนื้อหลังมีสัณฐานดังเยื่อลูกตาลสุก เนื้อสีข้างทั้ง ๒ มีสัณฐานเหมือนดินฉาบไว้บาง ๆ ที่ท้องฉาง เนื้อนมมีสัณฐานดังก้อนดินที่เขาผูกแขวนไว้ เนื้อแขนทั้ง ๒ ข้างมีสัณฐานดังหนูตัวใหญ่ที่ถลกหนังวางซ้อนกันไว้ เมื่อพระโยคาวจรกำหนดเนื้อหยาบ ๆอย่างนี้ แม้ส่วนที่ละเอียดก็ย่อมปรากฏ โดยทิศ เกิดในทิศทั้ง ๒ โดยโอกาส มันตั้งหุ้มกระดูกไม่เกิน ๓๐๐ ท่อนไว้ โดยปริจเฉท เบื้องต่ำกำหนดด้วยพื้นที่ตั้งอยู่ที่โครงกระดูก เบื้องบนกำหนดด้วยหนัง ส่วนกว้างกำหนดด้วยส่วนของกันและกัน นี้เป็นการกำหนดส่วนที่เป็นสภาคกันของเนื้อนั้น ฝ่ายการกำหนดส่วนที่ต่างกันเช่นกับผมนั่นแล


๗. อธิบาย นหารู – เอ็น

คำว่า นหารู ได้แก่เอ็น ๙๐ เส้น โดยสี เอ็นทั้งหมดมีสีขาว โดยสัณฐาน มีสัณฐานต่าง ๆ จริงอยู่ ในเอ็นเหล่านั้น เอ็นใหญ่ที่รึงรัดร่างกายจับตั้งแต่ส่วนบนแห่งคอหยั่งลงไปทางข้างหน้า ๕ เส้น ทางข้างหลังก็ ๕ เส้น ทางข้างขวาก็ ๕ เส้น ทางข้างซ้ายก็ ๕ เส้น แม้ทีรึงรัดมือขวาทางข้างหน้าก็ ๕ เส้น ทางข้างหลังก็ ๕ เส้น ที่รึงรัดมือซ้ายก็อย่างนั้น แม้ที่รึงรัดเท้าขวาทางข้างหน้าเท้าก็ ๕ เส้น ทางข้างหลังเท้าก็ ๕ เส้น ที่รึงรัดเท้าซ้ายก็อย่างนั้น ดังนี้แล เอ็นใหญ่ ๖๐ เส้นอันได้นามว่า สรีรธารกา (เอ็นรึงรัดร่าง) รึงรัดร่างกายการหยั่งลงไป ซึ่งเรียกกันว่ากัณฑรา (เอ็นรากเหง้า) ก็มี เอ็นเหล่านั้นทั้งหมด มีสัณฐานดังต้นคล้าอ่อน ส่วนเอ็นอื่นๆ ตั้งคลุมตำแหน่งนั้น ๆ อยู่ ที่เล็กกว่าเอ็นสรีรธารกานั้นมีสัณฐานดังเส้นด้าย เอ็นอื่นที่เล็กกว่านั้นมีสัณฐานดังเถากระพังโหมนั่นแล อื่นที่เล็กกว่านั้นมีสัณฐานดังสายพิณใหญ่ อื่นมีสัณฐานดังเส้นด้ายอ้วน ๆ เอ็นที่หลังมือและเท้ามีสัณฐาน


>> คลิ๊ก ดูหน้าถัดไป


ดูเพิ่ม[แก้ไข]