วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๔๖ - ๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 46)



๖. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งสุขกายหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งสุขกายหายใจเข้า


๗. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งจิตสังขารหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งจิตสังขารหายใจเข้า


๘. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจออก สำเหนียกว่าเราเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจเข้า



จตุกกะ ที่ ๓


๙. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตหายใจเข้า


๑๐. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ยังจิตให้บันเทิงหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ยังจิตให้บันเทิงหายใจเข้า


๑๑. สำเหนียกว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า


๑๒. สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า



จตุกกะ ที่ ๔


๑๓. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจออก สำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจเข้า


๑๔. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความคลายไปหายใจออก สำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นความคลายไปหายใจเข้า


๑๕. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความดับไปหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นความดับไปหายใจเข้า


๑๖. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจาณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจเข้า


ก็เพราะอานาปานสติสมาธินั้น เมื่อกล่าวตามแนวของการพรรณนาพระบาลีนั้นแล ย่อมบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฉะนั้น ในอธิการอันว่า อานาปานสติสมาธินั้น จึงมีการแสดงอันมีการพรรณนาพระบาลีเป็นตัวนำดังต่อไปนี้



(หน้าที่ 47)



ขยายความบาลีคำถาม
อันดับแรกพึงวินิจฉัยในบาลีคำถามว่า กถํ ภาวิโต จ ภิกฺขเว อานาปานสติสมาธิ ดังต่อไปนี้


คำว่า กถํ นี้เป็นคำถามด้วยความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะขยายอานาปานสติสมาธิภาวนา ให้พิสดารโดยประการต่าง ๆ คำว่า ภาวิโต จ ภิกฺขเว อานาปานสติสมาธิ นี้เป็นคำทรงแสดงไขธรรมที่ทรงตรัสถามไว้ด้วยความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะตรัสให้พิสดารโดยประการต่าง ๆ แม้ในคำว่า กถํ พหุลีกโต ฯลฯ วูปสเมติ นี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิโต นี้ ได้แก่ ให้เกิดขึ้นแล้วหรือเจริญแล้ว บทว่า อานาปานสติสมาธิ ได้แก่ สมาธิที่สัมปยุตด้วยสติอันกำหนดเอาลมหายใจออกและลมหายใจเข้า หรือสมาธิในอานาปานสติ ชื่อว่าอานาปานสติสมาธิ บทว่า พหุลีกโต ได้แก่ ทำบ่อย ๆ


อธิบาย จตุกกะที่ ๑

คำว่า สนฺโต เจว ปณีโต จ นี้ได้แก่สงบด้วยประณีตด้วย พึงทราบการกำหนดความด้วย เอว ศัพท์ใน ๒ บท พระองค์ทรงอธิบายไว้อย่างไร ? ทรงอธิบายไว้ว่า อันอานาปานสติสมาธินี้จะได้เป็นธรรมสงบและประณีต โดยปริยายไร ๆ เหมือนอย่างอสุภกัมมัฏฐาน ซึ่งสงบและประณีตโดยปฏิเวธอย่างเดียว แต่ไม่สงบและประณีตโดยอารมณ์เลย เพราะมีอารมณ์หยาบและมีสิ่งปฏิกูลเป็นอารมณ์หามิได้ โดยที่แท้ เป็นธรรมชื่อว่าสงบคือเข้าไปสงบดับสนิท เพราะทั้งสงบโดยอารมณ์ เพราะทั้งสงบโดยองค์กล่าวคือปฏิเวธ ชื่อว่า ประณีต คือไม่ทำให้เบื่อหน่ายเพราะทั้งประณีตโดยอารมณ์เพราะทั้งประณีตโดยองค์ ดังนี้ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า อานาปานสติสมาธินี้เป็นธรรมสงบทั้งประณีต


อธิบาย อเสจนโก

ก็ในบทว่า อเสจนโก นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ เครื่องรดของสมาธินั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น สมาธินั้นชื่อว่าไม่มีเครื่องรด คือไม่ถูกตามรด ไม่ปะปน เป็นแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ อธิบายว่า ในสมาธินี้ไม่มีอาการสงบด้วยบริกรรมหรืออุปจาร ความว่า จำเดิมแต่การกำหนดในเบื้องต้น ย่อมสงบและประณีตตามสภาวะของตนนั่นเอง



(หน้าที่ 48)



ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า อเสจนโก ความว่า ไม่ต้องรด มีโอชาอร่อยตามสภาวะนั่นเอง พึงทราบว่า อานาปานสติสมาธินี้ ชื่อว่าไม่มีเครื่องรดดังกล่าวมา ฉะนี้ ชื่อว่าเป็นเครื่องอยู่เป็นสุข เพราะเป็นไปเพื่อสุขทางกายและสุขทางใจ ในขณะที่ถึงอัปปนา บทว่า อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ได้แก่ที่ยังข่มไม่ได้แล้ว ๆ บทว่า ปาปเก แปลว่า ลามก บทว่า อกุสเล ธมฺเม ได้แก่ ธรรมอันเกิดแต่ความไม่ฉลาด บทว่า ฐานโส อนฺตรธาเปติ ความว่า ย่อมอันตรธานไป คือข่มลงได้โดยขณะนั่นเอง บทว่า อุปสเมติ ความว่า ย่อมให้สงบไปด้วยดี อีกอย่างหนึ่ง เธอถึงความเจริญแห่งอริยมรรคโดยลำดับย่อมตัดขาด อธิบายว่า ให้สงบระงับไป เพราะอานาปานสติสมาธิเป็นธรรมมีส่วนตรัสรู้ได้


ก็ในพระบาลีนี้ มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้วด้วยประการไร ด้วยอาการไร ด้วยวิธีไร ทำให้มากด้วยประการไร จึงเป็นธรรมสงบโดยแท้ ฯลฯ ให้เข้าไปสงบโดยพลันด้วย


บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงอรรถาธิบายความนั้นให้พิสดาร จึงตรัสว่า อิธ ภิกฺขเว เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ด้วยว่า อิธ ศัพท์ ในพระบาลีนั้นเป็นศัพท์แสดงถึงพระศาสนาอันเป็นที่ก่อเกิดแห่งบุคคลผู้ยังอานาปานสติสมาธิมีประการทั้งปวงให้เกิด และ เป็นการปฏิเสธความเป็นอย่างนั้นแห่งศาสนาอื่น สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีอยู่ในพระศาสนานี้เท่านั้น ฯลฯ ลัทธิอื่น ๆ ว่างเปล่าจากสมณะทุกจำพวก เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า อิมสฺมึ สาสเน ภิกฺขุ ดังนี้เป็นต้น


อธิบายเสนาสนะอันสมควร

คำว่า อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นี้เป็นคำแสดงการกำหนดเสนาสนะอันสมควรแก่การเจริญอานาปานสติสมาธิของพระโยคาวจรนั้น เพราะจิตของท่านซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ มีรูปารมณ์เป็นต้นตลอดกาลนาน ไม่ปรารถนาจะขึ้นสู่อารมณ์แห่งอานาปานสติสมาธิ มัวแต่จะแล่นออกไปนอกทาง ดังรถที่เขาเทียมด้วยโคโกงแล่นออกไปนอกทางฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เลี้ยงโคปรารถนาจะฝึกลูกโคโกงที่เติบโต



(หน้าที่ 49)



ขึ้นเพราะได้ดื่มน้ำนมแม่โคโกง เขาจึงพรากจากแม่โคโกงฝังหลักใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง ล่ามด้วยเชือกไว้ที่หลักนั้น ครั้นแล้ว ลูกโคตัวนั้นของเขาดิ้นไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่อาจจะหนีไปได้ก็จะพิงหมอนอิงหรือนอนอิงหลักนั้นนั่นเอง แม้ฉันใด แม้ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อประสงค์จะฝึกจิตที่ชั่วร้ายอันเติบโตขึ้นเพราะดื่มรสอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้นตลอดกาลนาน ก็พึงพรากจากอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น เข้าไปสู่ป่าหรือโคนไม้หรือเรือว่างเปล่า แล้วผูกไว้ที่หลักคือลมหายใจออกแล้วหายใจเข้านั้นด้วยเชือกคือสติ เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตของเธอนั้นแม้จะดิ้นรนไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่ได้อารมณ์ที่เคยชินก็ไม่อาจจะตัดเชือกคือสติหนีไปได้ก็ย่อมจะหมอบและแอบอิงอารมณ์นั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจอุปจาระและอัปปนา เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า-


นรชนในโลกนี้จะฝึกลูกโคพึงผูกไว้ที่หลัก ฉันใด
พระโยคาวจรในศาสนานี้ทรงผูกจิตของตนไว้ที่อารมณ์ให้มั่นด้วยสติ ฉันนั้นเถิด


เสนาสนะนั้นย่อมเป็นสถานควรแก่การเจริญอานาปานสติสมาธินั้น ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า คำว่า อรญฺญคโต วา ไปสู่ป่าก็ตามเป็นต้น นี้เป็นคำแสดงการกำหนดเสนาสนะอันเหมาะสมแก่การเจริญอานาปานสติสมาธิของพระโยคาวจรนั้นอีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่อานาปานสติกัมมัฏฐานนี้ เป็นยอดในประเภทกรรมฐาน เป็นเหตุใกล้แห่งการบรรลุคุณพิเศษ และการอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบัน ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งปวง พระโยคาวจรจะไม่ละจากละแวกบ้านอันอื้ออึงไปด้วยเสียงหญิงชายช้างม้าเป็นต้น แล้วเจริญอานาปานสติ ไม่กระทำได้ง่ายเลยเพราะฌานมีเสียงเป็นข้าศึก แต่การที่พระโยคาวจรกำหนดเอากรรมฐานนี้แล้ว ยังจตุตถฌานอันมีลมหายใจเข้าออกอันเป็นอารมณ์ให้เกิด แล้วทำฌานนั้นนั่นแหละให้เป็นบาทพิจารณาสังขารแล้วบรรลุพระอรหันต์เป็นผลเลิศในป่าซึ่งหาบ้านมิได้ จึงกระทำได้ง่าย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเมื่อจะแสดงเสนาสนะอันเหมาะสมแก่พระโยคาวจรผู้เจริญอานาปานสติสมาธินั้น จึงตรัสว่า อรญฺญคโต วา อยู่ป่าก็ตาม ดังนี้เป็นต้น



(หน้าที่ 50)



พระศาสดาทรงชี้แนะพื้นที่

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นดังอาจารย์ผู้ชำนาญดูพื้นที่ อาจารย์ผู้ชำนาญดูพื้นที่ที่จะสร้างเมืองพิจารณาดูตลอดแล้วบอกว่า พวกท่านจงสร้างเมืองในพื้นที่นี้เถิด และเมื่อเมืองสำเร็จโดยสวัสดีย่อมได้รับสักการะใหญ่จากราชตระกูล ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน ทรงพิจารณาใคร่ครวญดูเสนาสนะอันเหมาะสมแก่พระโยคาวจรแล้วชี้ว่า พึงหมั่นประกอบพระกรรมฐานในที่นี้ แต่นั้นเมื่อพระโยคีหมั่นประกอบกรรมฐานในที่นั้น โดยลำดับ ย่อมได้รับสักการะใหญ่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนอ ดังนี้ ส่วนว่าพระภิกษุนี้ ท่านกล่าวเป็นเสมือนเสือเหลือง พึงทราบอธิบายว่า เหมือนกับพญาเสือเหลืองใหญ่อาศัยพงหญ้าป่ารกหรือดงภูเขาในป่า แอบจับหมู่เนื้อมีกระบือป่า กวาง และสุกรเป็นต้น ฉันใด ภิกษุผู้ประกอบกรรมฐานอยู่ในเสนาสนะอันเหมาะสมมีป่าเป็นต้นนี้ ก็ย่อมยึดเอาโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค ตามลำดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า


ธรรมดาว่าเสือเหลืองย่อมคอยแอบจับหมู่เนื้อ แม้ฉันใด
พระพุทธบุตรประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนานี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เข้าสู่ป่าจึงยึดเอาผลอันสูงสุด


เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะป่า อันเป็นภูมิที่เหมาะสมแห่งกำลังแห่งความบากบั่นของพระโยคาวจรภิกษุนั้น จรึงตรัสว่า อรญฺญคโต วา อยู่ป่าก็ตาม ดังนี้เป็นต้น


อธิบาย ลักษณะป่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญคโต ได้แก่ไปสู่ป่าอันมีความสุขอันเกิดแต่ความสงัดเงียบอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาป่าซึ่งมีลักษณะดังกล่าวอย่างนี้ว่า ที่ชื่อว่าป่าคือสถานที่เป็นภายนอกจากเสาเขื่อนออกไป ทั้งหมดนั้นจัดเป็นป่า แล้วว่าเสนาสนะที่ชื่อว่าอยู่ในป่าคือ


>> คลิ๊ก ดูหน้าถัดไป


ดูเพิ่ม[แก้ไข]