วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๕๖ - ๖๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 56)



อธิบาย ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ

คำว่า เธอสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก.....หายใจเข้า ความว่า เธอย่อมสำเหนียกว่าเมื่อเราทำกายสังขารที่หยาบ ให้สงบ ให้ระงับ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบ จักหายใจออกจักหายใจเข้า ดังนี้


อาการหยาบและละเอียดสงบ

ในข้อนั้น พึงทราบภาวะ อัสสาสะ และ ปัสสาสะ หยาบละเอียดและสงบดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังมิได้กำหนด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุนี้ยังเป็นกายจิตที่ยังมีความกระวนกระวาย ยังหยาบ เมื่อภาวะที่กายและจิตหยาบไม่สงบระงับ แม้ลมหายใจออกและหายใจเข้า ก็ยังจัดว่าเป็นของหยาบ คือเป็นไปอย่างแรงกล้า จมูกไม่พอหายใจ ต้องยืนหายใจทั้งออกทั้งเข้าทางปาก แต่เมื่อใดทั้งกายทั้งจิตของเธอถูกกำหนดแล้ว เมื่อนั้น ลมหายใจออกเข้าเหล่านั้นย่อมสงบ เมื่อกายและจิตสงบแล้ว ลมหายใจออกและเข้าก็ย่อมเป็นไปละเอียด ย่อมถึงอาการคือภาวะที่จำต้องวิจัยว่ามีอยู่หรือไม่มีหนอ เปรียบเหมือนเมื่อคนแล่นลงจากภูเขา หรือปลงภาระหนักลงจากศีรษะยืนอยู่ ลมหายใจออกเข้าย่อมหยาบ จมูกไม่พอหายใจ ต้องยืนหายใจออกและเข้าทางปาก แต่เมื่อใดเขาบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยนั้นแล้ว อาบและดื่มแล้ว เอาผ้าเปียกวางไว้ตรงหัวใจ นอนพักที่ร่มไม้อันเยือกเย็น เมื่อนั้นลมหายใจออกเข้าเหล่านั้นของเธอย่อมค่อยละเอียดลง ถึงซึ่งอาการคือภาวะที่จะต้องวิจัยว่า มีหรือไม่มีหนอ แม้ฉันใด ในกาลก่อน คือในกาลที่ยังไม่กำหนด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุนี้ ฯลฯ ย่อมถึงอาการคือภาวะที่จะต้องวิจัยว่ามีหรือไม่มีหนอ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร ? เพราะเป็นความจริง ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังไม่ได้กำหนด เธอไม่ต้องมีความคำนึงความรวบรวมใจความใส่ใจและความพิจารณาว่า เราจักระงับกายสังขารที่หยาบ ๆ แต่ในกาลที่กำหนดย่อมมี เพราะเหตุนั้นกายสังขารของเธอในกาลที่ได้กำหนด จึงละเอียดกว่าเวลาที่ยังมิได้กำหนด เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
เมื่อกายและจิตกระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปเกินประมาณ (หยาบ) เมื่อกายและจิตไม่กระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปละเอียด



(หน้าที่ 57)



ลมหยาบและละเอียดเป็นขั้น ๆ

แม้ในกาลกำหนดกายสังขารยังจัดว่าหยาบในอุปจารแห่งปฐมฌาน แม้ในอุปจารแห่งปฐมฌานนั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในปฐมฌานจัดว่าละเอียด ในปฐมฌานและในอุปจารแห่งทุติยฌานก็ยังจัดว่าหยาบ ในทุติยฌานจัดว่าละเอียด ในทุติยฌานและในอุปจารแห่งตติยฌานจัดว่าละเอียดในตติยฌานและในอุปจารแห่งจตุตถฌานจัดว่าหยาบ ในจตุตถฌานเองจัดว่าละเอียดอย่างยิ่ง ถึงความไม่เป็นไปทีเดียว รวมความว่า นี้เป็นมติของอาจารย์ผู้กล่าวทีฆนิกายและสังยุตนิกายก่อน


มติในมัชฌิมนิกาย

ฝ่ายอาจารย์นักมัชฌิมนิกาย ปรารถนาละเอียดยิ่งกว่านั้น แม้ในอุปจารแห่งฌานสูง ๆ กว่าฌานชั้นต่ำอย่างนี้ว่า ในปฐมฌานหยาบ ในอุปจารแห่งทุติยฌานละเอียด แต่โดยมติของอาจารย์ทั้งหมดด้วยกัน คงได้ความว่า กายสังขารที่เป็นไปในกาลที่ยังไม่ได้กำหนด ย่อมสงบระงับในกาลที่ได้กำหนด กายสังขารที่เป็นไปในกาลที่กำหนด ย่อมสงบระงับในอุปจารแห่งปฐมฌาน ฯลฯ กายสังขารที่เป็นไปในอุปจารแห่งจตุตถฌาน ย่อมระงับในจตุตถฌานดังนี้แล นี้เป็นนัยในสมถะเป็นอันดับแรก


นัยทางวิปัสสนา

ส่วนในวิปัสสนา กายสังขารที่เป็นไปในกาลมิได้กำหนดหยาบ ในกาลกำหนดมหาภูตรูปละเอียดแม้นั้น ก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดอุปาทายรูปละเอียดแม้นั้น ก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดรูปทั้งสิ้นละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดอรูปละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลากำหนดรูปและนามที่ละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลากำหนดปัจจัยละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลาเห็นนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในวิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ละเอียด ในวิปัสสนาที่มีกำลังอ่อนจัดว่าหยาบ ในวิปัสสนาอันมีกำลังจัดว่าละเอียด ในวิปัสสนานั้น พึงทราบความสงบระงับกายสังขารอันเป็นไปในกาลก่อน ๆ ด้วยกาลตอนหลัง ๆ โดยนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั้นนั่นแลพึงทราบภาวะที่กายสังขารหยาบละเอียด และสงบระงับในคำว่า “ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามิ.....ปสฺสสิสฺสามิ” นี้ โดยประการดังกล่าวแล้วนี้



(หน้าที่ 58)



มติในปฏิสัมภิทามรรค

ส่วนในปฏิสัมภิทาท่านกล่าวความข้อนั้นพร้อมด้วยคำประท้วงและคำเฉลยอย่างนี้ว่า ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออกหายใจเข้า อย่างไร ? กายสังขารเป็นไฉน ? คือธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นไปในกองลมหายใจออกและหายใจเข้ายาว อันนี้เป็นธรรมเกี่ยวเนื่องด้วยกาย ภิกษุทำกายสังขารเหล่านั้นให้ระงับ คือให้ดับใจให้เข้าไปสงบ ชื่อว่าย่อมสำเหนียก ฯลฯ สำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร นี่เป็นเหตุให้กายโยกโคลงโอนเอนส่ายสั่นหวั่นไหวไปมาเสีย หายใจออก สำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า สำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารอันสงบอันละเอียด ที่เป็นเหตุให้กายไม่โยกโคลงไม่โอนไม่เอนไม่ส่ายไม่หวั่นไม่ไหว หายใจออก.....หายใจเข้า
นัยว่า ภิกษุเมื่อสำเหนียกดังกล่าวมาฉะนี้ ชื่อว่าย่อมสำเหนียกว่าเราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจเข้า เมื่อเป็นดังนั้น การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิ (การกำหนดลม) ก็ดี เพื่อลมหายใจออกและเข้าก็ดี เพื่ออานาปานสติก็ดี เพื่ออานาปานสติสมาธิก็ดี ย่อมไม่สำเร็จได้ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ได้เข้าสมาบัติทั้งไม่ได้ออกจากสมาบัตินั้นเหมือนอย่างไร ? เหมือนอย่างเมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว เสียงหยาบย่อมเป็นไปครั้งแรก จิตก็เป็นไปได้ เพราะกำหนดนิมิตแห่งเสียงได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งเสียงหยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงหยาบได้ง่าย แม้เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังนั้นถัดไปเสียงละเอียดก็ยังเป็นไปจิตก็เป็นไปได้ เพราะกำหนดนิมิตแห่งเสียงละเอียดได้ดี เพราะยังทำนิมิตแห่งเสียงละเอียดไว้ในใจได้ดี เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงละเอียดได้ดี แม้เมื่อเสียงละเอียดดับแล้ว หลังจากนั้นไปจิตก็ยังเป็นไปได้ แม้เพราะนิมิตแห่งเสียงละเอียดเป็นอารมณ์ แม้ฉันใด ลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะกำหนดนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งลมหายใจเข้าที่หยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะสังเกตนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย แม้เมื่อลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบดับแล้ว หลังจากนั้น ลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดก็ยังเป็นไปอยู่ จิตก็ไม่ฟุ้งซ่านเพราะกำหนดจับนิมิตได้ด้วยดี เพราะใส่ใจนิมิตได้ด้วยดี เพราะทรงจำนิมิตได้ด้วยดี แม้เมื่อลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดดับไปแล้ว หลังจากนั้นจิตก็



(หน้าที่ 59)



ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน แม้เพราะยังมีนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อเป็นดังนี้ การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิเพื่อลมหายใจออกเข้าก็ดี เพื่ออานาปานสติก็ดี เพื่ออานาปานสติสมาธิก็ดี ย่อมสำเร็จได้ และสมาบัตินี้นั้นผู้เป็นบัณฑิตย่อมเข้าบ้าง ย่อมออกบ้าง ลมหายใจออกลมหายใจเข้าจัดเป็นกาย ความปรากฏจัดเป็นสติ ปัญญาเครื่องตามเห็นจัดเป็นญาณ กายจัดเป็นเครื่องปรากฏไม่ใช่ตัวสติ สติเป็นตัวปรากฏ ทั้งเป็นตัวสติด้วย พระโยคาวจรย่อมตามเห็นกายนั้นด้วยสตินั้นด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การเจริญสติปัฏฐาน คือปัญญาเครื่องตามเห็นกายในกาย นี้เป็นการพรรณนาเฉพาะบทตามลำดับแห่งจตุกกะที่ ๑ ซึ่งท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจกายานุปัสสนา ในอานาปานสติกถานี้เป็นอันดับแรก
ก็เพราะเหตุในจตุกกะทั้ง ๔ เหล่านี้ จตุกกะนี้เท่านั้นท่านกล่าวด้วยสามารถกรรมฐานของพระโยคาวจรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร ส่วน ๓ จตุกกะนอกนี้ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเวทนานุปัสสนานี้, จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาของพระโยคาวจรผู้บรรลุฌานแล้วในจตุกกะที่ ๑ นี้ ฉะนั้น กุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรประสงค์จะบำเพ็ญกรรมฐานนี้แล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ด้วยวิปัสสนาอันมีฌานที่ ๔ ซึ่งมีลมหายใจออกเข้าเป็น อารมณ์เป็นเหตุใกล้ พึงทำกิจทุกอย่างมีการชำระศีลให้บริสุทธิ์เป็นต้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล แล้วพึงกำหนดกรรมฐานอันประกอบด้วยสนธิ ๕ ประการ ในสำนักของพระอาจารย์มีประการดังกล่าวแล้ว
ในอธิการอันว่าด้วยกรรมฐานอันประกอบด้วยสนธิ ๕ ประการนั้น สนธิ ๕ เหล่านี้ คือ


สนธิ ๕

๑. อุคคหะ การเรียน (การกำหนด)
๒. ปริปุจฉา การสอบถาม
๓. อุปัฏฐาน ความปรากฏ
๔. อัปปนา ความแนบแน่น
๕. ลักขณะ เครื่องหมาย



(หน้าที่ 60)



ในสนธิ ๕ นั้น การเรียนพระกรรมฐานชื่อว่า อุคคหะ การสอบถามพระกรรมฐานชื่อว่า ปุริปุจฉา ความปรากฏแห่งพระกรรมฐานชื่อว่า อุปัฏฐาน ความแน่วแน่แห่งกรรมฐานชื่อว่า อัปปนา ความกำหนดหมาย มีอธิบายว่า การทรงจำสภาวะแห่งกรรมฐานว่า กรรมฐานนี้มีลักษณะอย่างนี้ ชื่อว่า ลักขณะ


ผลของการเรียนสนธิ ๕

เมื่อพระโยคาวจรกำหนดกรรมฐานอันประกอบด้วยสนธิ ๕ ประการ ดังพรรณนามาฉะนี้ แม้ตนเองก็ไม่ต้องลำบาก แม้อาจารย์ก็ไม่ต้องรบกวนท่าน เพราะเหตุนั้น พวกโยคาวจรพึงให้อาจารย์บอกแต่น้อย สาธยายสิ้นเวลานาน แล้วกำหนดกรรมฐานอันประกอบด้วยสนธิ ๕ ประการอย่างนี้ อยู่ในสำนักอาจารย์หรือในเสนาสนะซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วในก่อน ตัดปลิโพธเล็ก ๆ น้อย ๆ เสีย ทำภัตกิจเสร็จแล้วบรรเทาความเมาในภัตแล้วนั่งอย่างสบาย ทำจิตให้ร่าเริงด้วยการระลึกเนือง ๆ ถึงคุณพระรัตนตรัย จำได้แม่นยำแม้บทเดียวก็ไม่เคลื่อนคลาดจากข้อที่เรียนมาจากอาจารย์ พึงมนสิการอานาปานสติกัมมัฏฐานนี้เถิด


วิธีมนสิการ ๘ อย่าง

นี้เป็นวิธีมนสิการในอานาปานสติกัมมัฏฐานนั้น คือ
๑. คณนา การนับ
๒. อนุพนฺธนา การติดตาม
๓. ผุสนา การถูกต้อง
๔. ฐปนา การตั้งจิตมั่น
๕. สลฺลกฺขณา การกำหนดหมายได้ชัด
๖. วิวฏฺฏนา การเปลี่ยนแปลง
๗. ปาริสุทฺธิ การหมดจด
๘. เตสํ ปฏิปสฺสนา การย้อนดูวิวัฏฏนา (มรรค) และปาริสุทธิ (ผล) เหล่านั้น


>> คลิ๊ก ดูหน้าถัดไป


ดูเพิ่ม[แก้ไข]