วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๖๖ - ๗๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 66)



อารมณ์เป็นไปอยู่ แม้เมื่อนิมิตนั้นดับแล้ว จิตดวงต่อ ๆ ไปก็ยังมีนิมิตลมปัสสาสะอัสสาสะที่ละเอียดกว่านั้นเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ เป็นอย่างไร ? บัณฑิตพึงทราบโดยนัยว่า เป็นเหมือนบุรุษเคาะกังสดาลด้วยซี่โลหะใหญ่ เสียงดังพึงเกิดขึ้นโดยการตีครั้งเดียว จิตของเขาพึงมีเสียงหยาบเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังจากนั้นจิตของเธอก็มีนิมิตแห่งเสียงที่ละเอียดเป็นอารมณ์ แม้เมื่อนิมิตนั้นดับแล้ว จิตดวงต่อๆไปของเธอก็ยังมีนิมิตแห่งเสียงละเอียดยิ่งกว่านั้นเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ ฉะนั้น สมจริงดังคำพระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า เมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว แม้ฉันใด ดังนี้เป็นต้น ความพิสดารบัณฑิตพึงกล่าวตามนัยปฏิสัมภิทามรรคเถิด.


อธิบายที่ต่างจากกรรมฐานอื่น

จริงอยู่ กรรมฐาน นี้หาเป้นอย่างกรรมฐานอื่น ๆ ซึ่งปรากฏชัดยิ่ง ๆ ขึ้นไป ส่วนกรรมฐานนี้เมื่อเจริญยิ่งสูง ๆ ขึ้นไป ก็ถึงเพียงความละเอียด แต่ไม่ถึงความปรากฏ แต่เมื่อกรรมฐานนั้นไม่ปรากฏอย่างนั้น ภิกษุนั้นก็พึงอย่าลุกจากที่นั่งสลัดท่อนหนังไปเสีย ถามว่า พึงทำอย่างไร? แก้ว่า อย่างลุกไปด้วยคิดว่าเราจักถามท่านอาจารย์หรือด้วยเข้าใจว่า บัดนี้กรรมฐานของเราเสื่อมเสียแล้ว เพราะเมื่อทำอิริยาบถให้กำเริบไป กรรมฐานก็จะกลายเป็นของใหม่ๆไปเท่านั้น เพราะเหตุนั้น เธอนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละพึงนำ (ลม) มาจากถิ่นที่เกิด


วิธีปฏิบัติเพื่อนำคืน

ในข้อนั้นมีอุบายเครื่องนำ (ลมคืน) ดังต่อไปนี้ ภิกษุนั้นรู้ภาวะคือความไม่ปรากฏ แห่งพระกรรมฐานแล้ว พึงพิจารณาดูดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าลมหายใจออกเข้านี้มีอยู่ที่ไหน ไม่มีที่ไหน มีแก่ใคร หรือไม่มีแก่ใคร? ครั้นเมื่อเธอพิจารณาอย่างนั้นก็จะทราบได้ว่า ลมหายใจออกเข้านี้ไม่มีอยู่ภายในท้องของมารดา ๑ ไม่มีแก่พวกคนที่ดำลงในน้ำ ๑ ไม่มีแก่พวกคนที่สลบ ๑ แก่คนตาย ๑ ผู้เข้าจตุตถฌาน ๑ ผู้ประกอบด้วยรูปภพและอรูปภพ ๑ ผู้เข้านิโรธ ๑ ฉะนี้แล้ว พึงตักเตือนตนด้วยตนเองดังนี้ว่า นี่แน่ะ พ่อบัณฑิต ตัวเจ้ามิใช่ผู้อยู่ในท้องมารดา มิใช่ผู้ดำลงในน้ำ มิใช่ผู้สลบ มิใช่ผู้ที่ตายแล้ว มิใช่ผู้เข้าจตุตถฌาน มิใช่ผู้ประกอบด้วยรูปภพอรูปภพ มิใช่ผู้เข้านิโรธ มิใช่หรือ ลมหายใจออกข้าวของเจ้ามีอยู่แท้



(หน้าที่ 67)



แต่เจ้าไม่อาจกำหนดได้เพราะภาวะที่เจ้ามีปัญญาอ่อน ลำดับนั้นเธอพึงวางจิตไว้ตามที่ลมกระทบโดยปกติ ยังมนสิการให้เป็นไป ก็ลมหายใจออกเข้าเหล่านี้ สำหรับคนจมูกยาวกระทบกระพุ้งจมูกเป็นไป สำหรับคนจมูกสั้นกระทบริมฝีปากบนเป็นไป เพราะฉะนั้นเธอพึงตั้งนิมิตไว้ว่าลมกระทบที่ตรงนี้ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แลจึงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวอานาปานสติภาวนาแก่คนที่หลงลืมสติไม่มีสัมปชัญญะ


จริงอยู่ กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมสำเร็จแก่คนผู้มีสติสัมปชัญญะเท่านั้นก็จริง แต่ว่ากรรมฐานอื่นจากนี้ เมื่อภิกษุมนสิการไป ๆ ย่อมปรากฏ ส่วนอานาปานสติกัมมัฏฐานนี้หนัก การภาวนาก็หนัก เป็นภูมิแห่งมนสิการแห่งพระพุทธเจ้าพระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระพุทธบุตรทั้งหลายผู้เป็นมหาบุรุษเท่านั้น ไม่ใช่การนิดหน่อยและไม่ใช่การที่สัตว์เล็กน้อยจะสร้องเสพได้ มนสิการไปด้วยประการใด ๆ ก็ย่อมสงบและสุขุมไปด้วยประการนั้น ๆ เพราะเหตุนั้นในกรรมฐานข้อนี้จำต้องปรารถนาสติและปัญญาอันกล้าแข็ง เหมือนในเวลา ชุนผ้าเนื้อเกลี้ยง แม้เข็มก็ต้องใช้เข็มเล็ก ยิ่งด้ายร้อยห่วงเข็มยิ่งต้องใช้เล็กกว่านั้น ฉันใดในเวลาเจริญกรรมฐานนี้อันเป็นเช่นผ้าเนื้อเกลี้ยง ก็จำต้องปรารถนาทั้งสติที่เปรียบด้วยเข็ม ทั้งปัญญาอันสัมปยุตด้วยสติเปรียบด้วยด้ายร้อยห่วงเข็มอันกล้าแข็ง ฉันนั้นเหมือนกัน


ก็แลภิกษุผู้ประกอบด้วยสติปัญญานั้น ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นในที่อื่นจากที่ลมกระทบตามปกติ เหมือนชาวนาไถนาแล้วปล่อยโคพลิพัททำให้บ่ายหน้าไปสู่ที่หากิน แล้วพึงนั่งพักอยู่ในร่ม ครั้นแล้วโคพลิพัทเหล่านั้นของเขาก็เข้าดงไปโดยเร็ว ชาวนาผู้ฉลาดใคร่จะจับมันมาเทียมแอกจะไม่ติดตามรอยเท้าโคเหล่านั้นเที่ยวดั้นดง โดยที่แท้เขาจะถือเชือกและปฏักตรงไปยังท่าที่โคเหล่านั้นลงไปทีเดียว นั่งหรือนอนอยู่ ต่อนั้นเขาเห็นฝูงโคเหล่านั้น ที่มันเที่ยวตอนกลางวันแล้วลงสู่ท่าน้ำ แช่และดื่มน้ำแล้วขึ้นมายืนอยู่ จึงผูกด้วยเชือกแทงด้วยปฏัก จูงมาเทียมแอกทำงานอีก ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นในที่อื่นจากที่ที่ลมกระทบตามปกติ แต่พึงถือเชือกคือสติและปฏักคือปัญญา ตั้งจิตไว้ ณ ที่ที่ลมกระทบตามปกติ ยังมนสิการให้เป็นไป ด้วยว่าเมื่อเธอมนสิการไปอย่างนี้ ลมเหล่านั้นปรากฏไม่นานเลย ดุจโคทั้งหลายปรากฏที่ท่าลงน้ำ ฉะนั้น เธอพึงผูกไว้ด้วยเชือกคือสติ เทียมไว้ที่ตรงนั้นแหละ แทงด้วยปฏักคือปัญญา ประกอบด้วยกรรมฐานไว้บ่อยๆ เมื่อเธอหมั่นประกอบอยู่อย่างนั้น ไม่ช้านิมิตย่อมปรากฏ



(หน้าที่ 68)



นิมิตปรากฏต่าง ๆ กัน

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ก็แลอาจารย์ทั้งปวงหามีนิมิตนี้นั้นเสมือนเป็นอันเดียวกันไม่ สำหรับบางท่านปรากฏเหมือนปุยนุ่นก็มี เหมือนปุยฝ้ายก็มี เหมือนสายลมก็มี ที่ยังสุขสัมผัสให้เกิด
แต่วินิจฉัยในอรรถกถาทั้งหลายมีดังนี้ ก็นิมิตนี้สำหรับบางท่านปรากฏเหมือนดวงดาว เหมือนเม็ดมณี และเหมือนเม็ดไข่มุกดาก็มี บางท่านปรากฏเป็นสิ่งมีสัมผัสหยาบ เหมือนเม็ดฝ้าย และเหมือนเสี้ยนไม้แก่นก็มี บางท่านเหมือนสายสังวาลยาว เหมือนพวงดอกไม้ และเหมือนเปลวควันก็มี บางท่านเหมือนใยแมงมุมที่ขึงแล้ว เหมือนกลีบเมฆ เหมือนดอกประทุม เหมือนล้อรถ เหมือนวงพระจันทร์ และเหมือนวงพระอาทิตย์ก็มี ก็แล กรรมฐานนี้นั้นก็อย่างเดียวกันนั่นแล ย่อมปรากฏต่าง ๆ กัน เพราะภาวะที่พระโยคาวจรมีสัญญาต่าง ๆ กัน เปรียบเหมือนพระภิกษุมากรูปนั่งสาธยายพระสูตรกันอยู่ เมื่อรูปหนึ่งถามขึ้นว่า

สูตรนี้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายเป็นเช่นไร ภิกษุรูปหนึ่งก็บอกว่า ปรากฏแก่ข้าพเจ้า เป็นเหมือนแม่น้ำใหญ่ที่ไหลออกจากภูเขา อีกรูปหนึ่งบอกว่า สำหรับข้าพเจ้าเหมือนแนวป่าอันหนึ่ง รูปหนึ่งบอกว่าสำหรับข้าพเจ้าเหมือนต้นไม้ที่เต็มไปด้วยพวงผลสมบูรณ์ไปด้วยกิ่งก้านมีร่มเงาเยือกเย็น จริงอยู่ พระสูตรนั้นก็สูตรเดียวนั่นแหละ ปรากฏแก่เธอทั้งหลายต่าง ๆ กัน เพราะภาวะที่เธอทั้งหลายมีสัญญาต่างกัน ฉะนั้น เพราะกรรมฐานนี้เกิดจากสัญญา มีสัญญาเป็นเหตุ มีสัญญาเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ย่อมปรากฏได้ต่าง ๆ กัน เพราะสัญญาต่างกัน

ก็ในกรรมฐานนี้ จิตที่มีลมหายใจออกเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่มีลมหายใจเข้าเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่มีนิมิตเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่งแท้ ก็ผู้ใดไม่มีธรรม ๓ ประการนี้ กรรมฐานของผู้นั้นย่อมไม่ถึงอัปปนาไม่ถึงอุปจาระเลยทีเดียว แต่ผู้ใดมีธรรม ๓ประการนี้ กรรมฐานของผู้นั้นนั่นแหละย่อมถึงอุปจาระและอัปปนา สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า –



(หน้าที่ 69)



นิมิต ๑ ลมหายใจออก ๑ ลมหายใจเข้า ๑ มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุไม่รู้ธรรม ๓ ประการ ภาวนาย่อมเกิดไม่ได้ นิมิต ๑ ลมหายใจออก ๑ ลมหายใจเข้า ๑ ไม่ใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุรู้ธรรม ๓ ประการนี้ ภาวนาย่อมเกิดได้


อันดับแรก พระทีฆภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อนิมิตปรากฏอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นพึงไปหาอาจารย์แล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าอารมณ์เห็นปานนี้ปรากฏแก่กระผม แต่อาจารย์ไม่ควรบอกว่า นั่นคือนิมิตหรือไม่ใช่นิมิต พึงบอกว่า เป็นอย่างนั้นแหละอาวุโส แล้วกล่าวว่า เธอจงมนสิการอย่างนั้นบ่อย ๆ เถิด เพราะเมื่ออาจารย์บอกว่า นั่นเป็นนิมิต เธอจะหยุดพักเสีย เมื่อบอกว่า นั่นไม่ใช่นิมิต เธอจะหมดหวังเศร้าใจ เพราะฉะนั้นอาจารย์จึงไม่ควรบอกทั้ง ๒ อย่าง แต่คงแนะนำแต่การใส่ใจเท่านั้น


ส่วนพระมัชฌิมภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้ที่อาจารย์ควรบอกว่า นี่นิมิตละอาวุโส เธอจงมนสิการกรรมฐานบ่อย ๆ เข้าเถิด พ่อคนดี


ลำดับนั้น พระโยคาวจรนั้นพึงตั้งจิตไว้ที่นิมิตนั่นแหละ โดยประการดังกล่าวแล้วจำเดิมแต่นี้ไป ภาวนาของเธอนี้ย่อมปรากฏด้วยอำนาจฐปนา สมดังคำที่พระโบราณาจารย์กล่าวว่า –


พระโยคาวจรผู้ทรงปัญญา ตั้งจิตไว้ในนิมิตยังอาการต่างๆ ในลมหายใจออกลมหายใจเข้าให้แจ่มแจ้ง จึงจะชื่อว่าผูกจิตของตนไว้ได้


จำเดิมแต่นิมิตปรากฏแล้วอย่างนี้ เป็นอันชื่อว่าเธอข่มนิวรณ์ทั้งหลายได้แน่แท้ กิเลสทั้งหลายย่อมสงบนิ่ง สติก็ปรากฏเด่นชัด จิตย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิเป็นแท้


ลำดับนั้น เธอพึงใส่ใจนิมิตโดยสี อย่าพิจารณาโดยลักษณะ แต่จำต้องเว้น อสัปปายะ ๗ อย่างมีอาวาสเป็นต้น แล้วเสพสัปปายะ ๗ อย่าง มีอาวาสเป็นต้นเหล่านั้นแหละ รักษาไว้ให้ดี ดังพระขัตติยมเหสีรักษาพระครรภ์ที่เกิดแต่พระเจ้าจักพรรดิ และดังชาวนารักษาท้องข้าวสาลีและข้าวเหนียว ฉะนั้น ครั้นเธอรักษานิมิตนั้นไว้อย่างนี้แล้ว พึงทำให้ถึงความเจริญงอกงามโดยวิธีมนสิการบ่อยๆ แล้วบำเพ็ญอัปปนาโกศล ๑๐ ประการให้พร้อมมูล ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ เมื่อเธอพยายามอยู่อย่างนี้ จตุตถฌานหรือปัญจกฌานจะเกิดขึ้นในนิมิตนั้นโดยลำดับดังกล่าวแล้วในปฐวีกสิณนั่นแล.



(หน้าที่ 70)



วิธีกำหนดนามรูป


ก็ภิกษุทำฌาน ๔ และฌาน ๕ ให้บังเกิดแล้วอย่างนี้ ประสงค์จะเจริญกรรมฐาน ด้วยสามารถแห่งสัลลักขณา (คือวิปัสสนา) และวิวัฏฏนา (คือมรรค) และบรรลุความบริสุทธิ์ (คือผล) ในอานาปานสติภาวนานี้ ย่อมทำฌานนั้นแล ให้ถึงภาวะเป็นวสีด้วยอาการ ๕ ให้คล่องแคล่วแล้ว กำหนดนามรูปเริ่มตั้งแต่วิปัสสนา, อย่างไร? เพราะพระโยคาวจรนั้นออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า กรัชกายและจิตเป็นแดนเกิดแห่งลมหายใจออกหายใจเข้า เปรียบเหมือนอย่างว่าอาศัยหลอดแห่งสูบของนายช่างทองที่กำลังพ่นอยู่ และความพยายามอันเหมาะสมแก่หลอดสูบนั้นของบุรุษ ลมจึงสัญจรไปได้ ฉันใด ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องอาศัยกายและจิตจึงสัญจรไปได้ ลำดับนั้นพระโยคาวจร ย่อมกำหนดลมหายใจออกเข้าและกายว่าเป็นรูป และกำหนดจิตและธรรมอันสัมปยุตกับจิตนั้นว่าเป็นนาม นี้เป็นความสังเขปในการกำหนดนามรูปซึ่งจักมีแจ้งข้างหน้า


ครั้นกำหนดนามรูปอย่างนี้แล้ว จึงแสวงหาปัจจัยของนามรูปนั้น และเมื่อแสวงหาก็เห็นนามรูปนั้น ปรารภความเป็นไปแห่งนามรูป ข้ามความสงสัยในกาลทั้ง ๓ เสียได้ เป็นผู้ข้ามความสงสัยได้แล้วยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ โดยพิจารณาเป็นกลาปะ ละวิปัสสนูกิเลส ๑๐ ประการมีโอภาสเป็นต้น อันเกิดขึ้นในส่วนเบื้องต้นแห่งอุทยัพยานุปัสสนาญาณ กำหนดปฏิปทาญาณอันพ้นจากอุปกิเลสแล้วว่าเป็นมรรค ละนามรูปที่เกิดขึ้น บรรลุการตามเห็น ความดับแห่งนามรูป แล้วเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดหลุดพ้นในสังขารทั้งปวงที่ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เพราะเห็นแต่นามรูปที่ดับไปหาระหว่างคั่นมิได้ บรรลุอริยมรรค ๔ ตามลำดับ ดำรงอยู่ในอรหัตผลถึงที่สุดแห่งปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ประการ เป็นพระทักขิไณยผู้เลิศของโลกพร้อมทั้งเทวโลก


ก็ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันจบการเจริญอานาปานสติสมาธิแห่งพระโยคาวจรนั้น นับตั้งต้นแต่การนับจนมีปัจจเวกขณะเป็นที่สุด ฉะนี้แล


นี้เป็นการภาวนาจตุกกะที่ ๑ โดยอาการทั้งปวง ส่วนในฝ่ายจตุกกะทั้ง ๓ เพราะเหตุที่ชื่อว่านัยแห่งการเจริญกรรมฐานอีกแผนกหนึ่งไม่มี ฉะนั้นพึงทราบความแห่งจตุกกะทั้ง ๓ เหล่านั้นนั่นแหละ ตามนัยแห่งการพรรณนาตามลำดับบทนั่นแล


>> คลิ๊ก ดูหน้าถัดไป


ดูเพิ่ม[แก้ไข]