วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๖ - ๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 6)


๑. อธิบายโดยความเป็นผู้มียศใหญ่

ถามว่า พึงเปรียบเทียบอย่างไร ? แก้ว่า พึงเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าความตายนี้ตกต้องอย่างไม่ขวยเขินเบื้องบนแม้แห่งท่านผู้มียศใหญ่คือมีบริวารมาก มีทรัพย์และพาหนะพรั่งพร้อม แม้กระทั่งท้าวมหาสมมต, พระเจ้ามันธาตุ, พระเจ้ามหาสุทัสสนะและ พระเจ้าทัฬหเนมิ ก็เหตุไฉนเล่า ความตายจึงจักไม่ตกต้อง ณ เบื้องบนแห่งเรา
ท่านผู้มียศใหญ่ทั้งหลาย เป็นท้าวพญาผู้ประเสริฐ เช่นท้าวมหาสมมตเป็นต้น แม้ท่านเหล่านั้นยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า.
พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มียศใหญ่ดังว่ามานี้เป็นอันดับแรก


๒. อธิบายความเป็นผู้มีบุญมาก

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีบุญมากอย่างไร? พึงระลึกถึงความตายโดย ความเป็นผู้มีบุญมากอย่างนี้ว่า
เศรษฐีเหล่านี้คือ โชติยเศรษฐี ชฏิลเศรษฐี อุคคเศรษฐี เมณฑกเศรษฐี ปุณณกเศรษฐี และเศรษฐีอื่นๆ ที่ลือกระฉ่อนว่า เป็นผู้มีบุญมากในโลก ท่านเหล่านั้นทั้งหมดยังถึงซึ่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยถึงคนทั้งหลายเช่นเราเล่า


๓. อธิบายโดยความเป็นผู้มีกำลังมาก

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีกำลังมากอย่างไร ? พึงระลึกถึงความตาย โดยความเป็นผู้มีกำลังมากอย่างนี้ว่า
พระวาสุเทพ พระพลเทพ พระภีมเสน พระยุธิฏฐิละ แม้นักมวยปล้ำใหญ่ชื่อว่าหนุระ ก็ไปแล้วสู่อำนาจแห่งความตาย แต่ท่านเหล่านั้นผู้ลือกระฉ่อนโลกว่าเป็นผู้มีกำลังมากถึงอย่างนี้ ทุกท่านก็ถึงซึ่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า.



(หน้าที่ 7)



๔. อธิบายโดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีกำลังมากอย่างไร? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ว่า
พระอัครสาวกที่สองเป็นผู้ประเสริฐกว่าบรรดาท่านผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย ได้ยังเวชยันต์ปราสาทให้หวั่นไหว ด้วยอวัยวะเพียงนิ้วหัวแม่เท้า แม้ท่านก็ยังเข้าปากของความตายอันน่าสะพรึงกลัวไปพร้อมด้วยฤทธิ์ทั้งหลาย เสมือนมฤคเข้าสู่ปากแห่งราชสีห์ จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า.


๕. อธิบายโดยความเป็นผู้มีปัญญามาก

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีปัญญามากอย่างไร? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีปัญญามากอย่างนี้ว่า
ยกเว้นพระโลกนาถเจ้าเสีย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีอยู่ สัตว์นั้นว่าโดยปัญญาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งพระสารีบุตร พระอัครสาวกที่หนึ่งได้มีปัญญามากถึงอย่างนี้ ยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตายจะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า.


๖. อธิบายโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอย่างไร? พึงระลึกถึง ความตายโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า แม้พุทธบุคคลเหล่านั้นทำการย่ำยีศัตรู คือกิเลสทั้งปวงด้วยพลังคือปัญญาและวิริยะของตนๆ ได้บรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ เป็นผู้ตรัสรู้เอง มีอาการดังนอแรด แม้ท่านเหล่านั้นยังไม่พ้นจากความตาย ก็ไฉนเราจักพ้นเล่า
ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่อาศัยนิมิตนั้น ๆ พิจารณาอยู่ เป็นพระสยัมภูด้วยเดชแห่งญาณ บรรลุพระนิพพานเป็นที่สิ้นอาสวะมีอุปมาเสมือนนอแรด เพราะท่านอยู่ในความประพฤติโดดเดี่ยว แม้



(หน้าที่ 8)



ท่านเหล่านั้นก็หาล่วงพ้นความตายไปได้ไม่ จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า
พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยอาการอย่างนี้.


๗. อธิบายโดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร ? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้นั้นใด มีพระรูปกายอันวิจิตรไปด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งประดับด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มีพระธรรมกายอันสำเร็จด้วยพระคุณรัตนะมีศีลขันธ์เป็นต้นอันบริสุทธิ์ด้วยอาการทั้งปวง ทรงถึงฝั่งแห่งความเป็นผู้มียศใหญ่ความเป็นผู้มีบุญมาก ความเป็นผู้มีกำลังมาก ความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก และความเป็นผู้มีปัญญามากหาผู้เสมอมิได้ ไม่มีผู้เทียบเท่า ไม่มีผู้เปรียบปาน ไม่มีบุคคลจะเทียมทัน เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นก็ยังทรงระงับดับขันธ์โดยพลัน เพราะการตกลงแห่งหยาดฝนคือมรณะ เปรียบดังกองแห่งเพลิงใหญ่ดับไปเพราะฝนตกรดฉะนั้น
อันความตายนั่นใดมาสู่อำนาจของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ โดยไม่ต้องกลัว โดยไม่ต้องละอาย ไฉนเล่า ? เจ้าความตายนี้นั้นอันไร้ความอายปราศจากความกลัว มุ่งแต่จะย่ำยีสัตว์ทุกถ้วนหน้า จักไม่มาครอบงำสัตว์เช่นเราเล่า
เมื่อพระโยคาวจรนั้น น้อมตนเข้าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ซึ่งเพียบพร้อมด้วยความเป็นใหญ่ มีความเป็นผู้มียศใหญ่เป็นต้น โดยภาวะคือความเป็นผู้มีความตายเสมอกันอย่างนี้แล้ว ระลึกไปว่า ความตายจักมีแม้แก่เรา ดุจมีแก่สัตว์วิเศษเหล่านั้น ดังนี้ กรรมฐานย่อมถึงอุปจารแล พระโยคาวจรระลึกถึงความตายโดยนำมาเปรียบเทียบ ด้วยประการฉะนี้



(หน้าที่ 9)



๔.อธิบายการเป็นกายสาธารณะแก่หมูหนอนจำนวนมาก

คำว่า โดยเป็นกายสาธารณะแก่หมูหนอนจำนวนมาก มีอธิบายว่า กายนี้สาธารณะทั่วไปแก่สัตว์ทุกจำพวก คืออันดับแรกก็เป็นกายทั่วไปแก่หมูหนอน ๘๐ ครอก ในหมู่หนอนเหล่านั้น พวกสัตว์ที่อาศัยผิวหนังก็กัดกินผิวหนัง จำพวกที่อาศัยหนังกัดกินหนัง จำพวกที่อาศัยเนื้อก็กัดกินเนื้อ จำพวกที่อาศัยเอ็นก็กัดกินเอ็น จำพวกที่อาศัยกระดูกก็กัดกินกระดูก จำพวกที่อาศัยเยื่อในกระดูกก็กัดกินเยื่อในกระดูก มันเกิด, แก่, ตาย, ถ่ายอุจจาระ, ปัสสาวะอยู่ในกายนั้นเอง และร่างกายก็นับว่าเป็นเรือนคลอด เป็นโรงพยาบาล เป็นสุสาน เป็นส้วม เป็นรางปัสสาวะ ของพวกมัน อันว่าร่างกายนี้นั้น เพราะความกำเริบแห่งหมู่หนอนแม้เหล่านั้น ก็ถึงซึ่งความตายได้ประการหนึ่งเป็นแท้
อนึ่ง กายนี้ย่อมทั่วไปแก่ปัจจัยแห่งความตาย เฉพาะที่เป็นภายในได้แก่โรคหลายชนิด และที่เป็นภายนอกได้แก่งูและแมลงป่องเป็นต้น เหมือนอย่างที่สาธารณะทั่วไป แก่หมู่หนอน ๘๐ ครอกฉะนั้น
อนึ่ง เปรียบดังอาวุธต่างๆ เช่นลูกศร หอกแทง หอกชัด และก้อนหินเป็นต้น อันมาแต่ทิศทั้งปวงตกประดังลงที่เป้าที่เขาตั้งไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ฉันใด อันตรายทุกอย่างย่อมตกประดังลง แม้ในกาย ก็ฉันนั้น กายนี้นั้นย่อมถึงความตายเป็นเที่ยงแท้เพราะ อันตรายเหล่านั้นตกประดังลง
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันผ่านไปแล้วกลางคืนย่างเข้ามา ย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า เหตุแห่งความตายของเรามีมากแล คืองูจะพึงกัดเรา แมลงป่องจะพึงต่อยเรา หรือตะขาบจะพึงกัดเรา เราจะพึงตายเพราะเหตุนั้น นั้นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา มิฉะนั้นเราจะพึงพลาดล้มลง หรือภัตที่เราบริโภคแล้วพึงเสียไป น้ำดีของเราพึงกำเริบก็ได้ เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้ มิใช่แต่เท่านั้น ลมมีพิษดังศัตราจะพึงกำเริบแก่เราก็ได้ เราจะต้องตายเพราะเหตุนั้น นั้นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา” พระโยคาวจรพึงระลึกถึงความตายโดยเป็นกายสาธารณะแก่หมู่หนอนจำนวนมาก ด้วยประการฉะนี้.



(หน้าที่ 10)



๔. อธิบายโดยอายุทุพลภาพ

คำว่า อายุทุพลภาพ อธิบายว่า ธรรมดาว่าอายุนั้นไม่แข็งแรง อ่อนแอ จริงอย่างนั้น ชีวิตของเหล่าสัตว์เนื่องด้วยลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เนื่องด้วยอิริยาบถ เนื่องด้วยความเย็นและความร้อน เนื่องด้วยมหาภูต และเนื่องด้วยอาหาร ชีวิตนี้นั้นเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอลมหายใจออกและลมหายใจเข้านั่นแหละ จึงเป็นไปได้ แต่เมื่อลมทางจมูกที่ออกไปทางข้างนอกไม่กลับเข้าไปข้างในก็ดี ที่เข้าไปแล้วไม่ออกมาก็ดี บุคคลย่อมได้ชื่อว่าตาย ชีวิตเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งอิริยาบถทั้ง ๔ นั่นแหละจึงเป็นไปได้ แต่เพราะความที่อิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งเกินประมาณ อายุสังขารย่อมขาด ชีวิตที่ได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งความเย็นและความร้อนนั่นแหละ จึงเป็นไปได้ แต่เมื่อบุคคลถูกความเย็นจัดก็ดี ถูกความร้อนจัดก็ดีครอบงำ ย่อมวิบัติ ชีวิตเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งมหาภูตรูปนั่นแหละจึงเป็นไปได้ แต่เพราะปฐวีธาตุหรืออาโปธาตุ เป็นต้นธาตุใดธาตุหนึ่งกำเริบ บุคคลแม้สมบูรณ์ด้วยกำลังก็ยังเป็นคนมีกายแข็งกระด้างได้หรือมีกายเน่าเปรอะเปื้อนด้วยอำนาจโรคลงแดง เป็นต้น หรือมีความร้อนมากเป็นเบื้องหน้าได้ หรือมีไขข้อและเส้นเอ็นขาดไปได้ ย่อมถึงความสิ้นชีวิต บุคคลเมื่อได้อาหารคือคำข้าวในเวลาที่ควรนั่นแหละ ชีวิตจึงเป็นไปได้ แต่เมื่อไม่ได้อาหารย่อมถึงความสิ้นสูญ พระโยคาวจรพึงตามระลึกถึงความตายโดยอายุเป็นของทุพลภาพ ด้วยประการฉะนี้


๕. อธิบาย โดยไม่มีเครื่องหมาย

คำว่า โดยไม่มีเครื่องหมาย อธิบายว่า โดยความไม่มีขอบเขตกำหนด จริงอยู่ –
สภาวธรรม ๕ ประการนี้ คือ ชีวิต ๑ พยาธิ ๑ กาลเวลา ๑ สถานที่ทอดทิ้งกาย ๑ คติ ๑ ของเหล่าสัตว์ในชีวโลก ไม่มีเครื่องหมาย ใคร ๆ รู้ไม่ได้.


>>

ดูเพิ่ม[แก้ไข]