วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๗๑ - ๗๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 71)

อธิบายจตุกกะที่ ๒[แก้ไข]

บทว่า ปีติปฏิสํเวที แปลว่า ภิกษุสำเหนียกว่าเราจักทำปีติให้เป็นอันตนรู้แจ้งแล้ว คือทำให้ปรากฏแล้ว หายใจออกหายใจเข้า ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ปีติย่อมเป็นธรรมชาติ อันพระโยคาวจรรู้แจ้งแล้ว โดยอาการ ๒ อย่างคือ โดยอารมณ์ ๑ โดยการไม่หลงลืม ๑ ถามว่า ปีติเป็นธรรมชาติอันภิกษุรู้แจ้งแล้วโดยอารมณ์อย่างไร ? แก้ว่า ภิกษุเข้าฌาน ๒ ที่มีปีติ ปีติย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้วโดยอารมณ์ ด้วยการได้เฉพาะซึ่งฌานในขณะแห่งสมาบัติเพราะอารมณ์ท่านรู้แจ้งแล้ว โดยไม่หลงลืมเป็นอย่างไร ? คือ ครั้นเธอเข้าฌาน ๒ ที่มีปีติ ออกแล้วพิจารณาเห็นปีติที่สัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปเสื่อมไป ปีติก็เป็นอันชื่อว่าเธอรู้แจ้งแล้วโดยไม่หลงลืม เพราะรู้ลักษณะในขณะที่เห็นด้วยวิปัสสนาปัญญา สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า เมื่อภิกษุรู้ชัดซึ่งภาวะแห่งจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งความหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นเป็นอันเธอรู้แจ้งแล้ว ด้วยสตินั้นด้วยญานนั้น เมื่อภิกษุรู้แจ้งอยู่ซึ่งภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความหายใจออกยาว ฯลฯ ด้วยอำนาจความหายใจเข้าสั้น ฯลฯ ด้วยอำนาจหายใจออกสั้น ด้วยสามารถรู้แจ้งกายทั้งสิ้นหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ ด้วยอำนาจทำกายสังขารให้สงบ หายใจออกเข้า สติย่อมตั้งมั่น ปีติเป็นธรรมชาติที่เธอรู้ได้ชัด ด้วยสตินั้นด้วยปัญญานั้น เมื่อภิกษุรำพึงถึงอยู่....เห็นอยู่.....ปัจจเวกขณ์อยู่.....อธิษฐานจิตอยู่.....น้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาอยู่.....ประคองความเพียรอยู่ ยังสติให้ตั้งมั่นอยู่.....เริ่มตั้งจิตมั่น รู้ชัดอยู่ด้วยปัญญา รู้ยิ่งอยู่ซึ่งสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง....ละสิ่งที่ควรละ ทำให้เกิดสิ่งที่ควรทำให้เกิด ทำให้แจ้งสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ปีตินั้นก็เป็นสิ่งที่เธอรู้แจ้ง ด้วยประการฉะนี้


แม้บทที่เหลือบัณฑิตพึงทราบโดยความตามนัยนั้นนั่นแล แต่ในที่นี้มีความแปลกกันดังนี้ คือ พึงทราบภาวะที่ภิกษุรู้แจ้งซึ่งสุขด้วยอำนาจแห่งฌาน ๓ พึงทราบภาวะที่ภิกษุรู้แจ้งซึ่งจิตสังขารด้วยอำนาจแห่งฌานทั้ง ๔ บทว่า “จิตฺตสงฺขาโร” ได้แก่ขันธ์ ๒ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น ก็ในบรรดาบททั้ง ๒ นี้ บทว่า “สุขปฏิสํเวที”ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาเพื่อแสดงภูมิแห่งวิปัสสนาว่า สุขในบทว่า สุขํ นี้มี ๒ อย่าง คือสุขทางกาย ๑ สุขทางจิต ๑ บทว่า "ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ" ความว่า ระงับคือดับจิตสังขารที่หยาบ ๆ แต่เมื่อว่าโดย



(หน้าที่ 72)


พิสดารความดับจิตสังขารนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในกายสังขารนั่นแล อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า "ปีติ" ท่านกล่าวถึงเวทนาโดยยกเวทนาขึ้นเป็นประธาน ในบทว่า "สุข" ท่านกล่าวเวทนาโดยสรุปนั่นเอง ในบทว่า “จิตฺตสงฺขาร” ทั้ง ๒ บท พึงทราบว่าท่านกล่าวเวทนาที่สัมปยุตด้วยสัญญา เพราะพระบาลีว่า สัญญาและเวทนาเป็นเจตสิก ธรรมเหล่านั้นนับเนื่องกับจิต จัดเป็นจิตสังขาร ดังนี้แล


บัณฑิตพึงทราบว่า จตุกกะนี้ทรงตรัสโดยนัยแห่งเวทนานุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้



อธิบายจตุกกะที่ ๓[แก้ไข]

แม้ในจตุกกะที่ ๓ พึงทราบภาวะที่ภิกษุกำหนดรู้จิต ด้วยอำนาจฌาน ๔ บทว่า “อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ” ความว่า ภิกษุสำเหนียกว่า เราจักยังจิตให้บันเทิง ให้ปลื้ม ให้ร่าเริงให้เบิกบาน หายใจออก หายใจเข้า


ในบทเหล่านั้น การบันเทิงยิ่ง ย่อมมีด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยอำนาจสมาธิ ๑ ด้วยวิปัสสนา ๑ ถามว่า บันเทิงด้วยสมาธิอย่างไร? แก้ว่า ภิกษุเข้าฌาน ๒ มีปีติ เธอยังจิตให้บันเทิงให้ปลื้มด้วยปีติอันสัมปยุตด้วยธรรมในขณะเข้าฌาน บันเทิงด้วยวิปัสสนาอย่างไร? คือภิกษุครั้นเข้าฌาน ๒ อันมีปีติ ออกแล้วพิจารณาปีติ อันสัมปยุตด้วยฌาน โดยความสิ้นไปเสื่อมไป เธอทำปีติอันสัมปยุตด้วยฌานให้อารมณ์ ยังจิตให้บันเทิงให้ปลื้มอยู่ ในขณะแห่งวิปัสสนาอย่างนี้


ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ท่านเรียกว่า สำเหนียกว่าเราจักยังจิตให้บันเทิงยิ่ง หายใจออก หายใจเข้า


บทว่า “สมาหิตํ จิตฺตํ” ความว่า ดำรงจิตให้เสมอ คือตั้งจิตให้เสมอในอารมณ์ ด้วยอำนาจปฐมฌานเป็นต้น ก็หรือว่า เมื่อเข้าฌานเหล่านั้นออกแล้ว พิจารณาจิตอันสัมปยุตด้วยฌาน โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไปอยู่ “ขณิกจิตเตกัคคตา” ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ตั้งอยู่ชั่วขณะ ย่อมเกิดขึ้นเพราะรู้แจ้งลักษณะไตรลักษณ์ในขณะวิปัสสนา ภิกษุดำรงจิตเสมอ คือตั้งจิตให้เสมอในอารมณ์แม้ด้วยอำนาจขณิกจิตเตกัคคตาอันเกิดขึ้นอย่างนั้น ท่านเรียกว่าสำเหนียกอยู่ว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจออกหายใจเข้า


(หน้าที่ 73)


บทว่า “วิโมทยํ จิตฺตํ” ความว่าภิกษุปลดเปลื้องจิตจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน ปลดเปลื้องจิตจากวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ปลดเปลื้องจิตจากปีติด้วยตติยฌาน ปลดเปลื้องจิตจากสุขทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ก็หรือว่า ภิกษุเข้าฌานเหล่านั้นออกแล้วพิจารณาจิตที่สัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปและเสื่อมไปในขณะแห่งวิปัสสนา เธอปลดเปลื้องจิตจากนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ปลดเปลื้องจิตจากสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา จากอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา จากนันทิด้วยนิพพิทานุปัสสนา จากราคะด้วยวิราคานุปัสสนา จากสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา จากอาทานด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา หายใจออก หายใจเข้า เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจออกหายใจเข้า


พึงทราบว่า จตุกกะนี้ทรงตรัสโดยเป็นจิตตานุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้



อธิบายจตุกกะที่ ๔[แก้ไข]

อธิบาย อนิจฺจานุปสฺสี[แก้ไข]

ส่วนในจตุกกะที่ ๔ ในบทว่า "อนิจฺจานุปสฺสี" นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ อันดับแรกพึงทราบอนิจจะ, พึงทราบอนิจจตา, พึงทราบอนิจจานุปัสสนา, พึงทราบอนิจจานุปัสสี ในบทเหล่านั้น บทว่า "อนิจฺจํ" ได้แก่ขันธ์ ๕ เพราะเหตุไร? เพราะขันธ์ ๕ เหล่านั้น มีความมีความเกิดขึ้น ดับไป และกลายเป็นอย่างอื่นเป็นสภาวะ บทว่า "อนิจฺจตา" ได้แก่ภาวะที่ขันธ์ ๕ เหล่านั้นนั่นแหละ มีความเกิดขึ้นแล้วดับไปและกลายเป็นอย่างอื่น หรือมีแล้วกลับไม่มี อธิบายว่า ขันธ์ ๕ เหล่านั้นบังเกิดแล้วไม่ตั้งอยู่โดยอาการนั้นนั่นแหละ แล้วแตกไปโดยความดับไปชั่วขณะ บทว่า "อนิจฺจานุปสฺสนา" ได้แก่ความเห็นว่าไม่เที่ยงในขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งสภาวะไม่เที่ยงนั้น บทว่า "อนิจฺจานุปสฺสี" ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนานั้น เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้เป็นอย่างนั้นหายใจออกหายใจเข้า พึงทราบว่า ชื่อว่าย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ตามเห็นในรูปนามนี้ว่าไม่เที่ยงหายใจออกหายใจเข้า


พึงทราบจตุกกะที่ ๔ นี้ด้วยสามารถแห่งจิตตานุปัสสนา


(หน้าที่ 74)


อธิบาย วิราคานุปสฺสี นิโรธานุปสฺสี

ก็ วิราคะ ในบทว่า วิราคานุปสฺสี นี้มี ๒ อย่างคือ ขยวิราคะ ๑ อัจจันตวิราคะ ๑ ในวิราคะ ๒ อย่างนั้น คำว่า ขยวิราคะ ได้แก่ความดับไปทุกขณะแห่งสังขารทั้งหลาย คำว่า อัจจันตวิราคะ ได้แก่พระนิพพาน คำว่า วิราคานุปสฺสนา ได้แก่วิปัสสนาและมรรค อันเป็นไปด้วยอำนาจวิปัสสนา ๒ นั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนา ๒ อย่างนั้น หายใจออกหายใจเข้า พึงทราบว่า สำเหนียกว่าเราจักตามเห็นวิราคะหายใจออกหายใจเข้า แม้ในบทว่า นิโรธานุปสฺสี ก็นัยนี้เหมือนกัน



อธิบาย ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี[แก้ไข]

คำว่า ปฏินิสฺสคฺคา แม้ในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสสี นี้มี ๒ อย่างคือ ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค ๑ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค ๑ อนุปัสสนาคือปฏินิสสัคคะ ชื่อว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสนา คำนี้เป็นชื่อของวิปัสสนาและมรรค จริงอยู่ วิปัสสนาย่อมสลัดเสียซึ่งกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วย ขันธาภิสังขารด้วยอำนาจตทังคปหาน และแล่นไปในพระนิพพานอันผิดตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น โดยภาวะเป็นที่น้อมไปในพระนิพพานนั้นโดยเห็นโทษในสังขตธรรม เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค ๑ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค ๑ ส่วนมรรคย่อมสละซึ่ง กิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยขันธาภิสังขารด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน และแล่นไปในพระนิพพาน โดยทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค ๑ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค ๑ ดังนี้ ก็วิปัสสนาญาณและมรรคญาณทั้ง ๒ ท่านเรียกว่า อนุปัสสนา เพราะตามเห็นญาณก่อน ๆ ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนาทั้ง ๒ อย่างนั้น หายใจออกและหายใจเข้าอยู่ พึงทราบว่า ชื่อว่าสำเหนียกเราจักเป็นผู้ตามเห็นการสละคือหายใจออกหายใจเข้า


จตุกกะที่ ๔ นี้ ทรงตรัสโดยวิปัสสนาล้วน ส่วน ๓ จตุกกะข้างต้น ตรัสโดยเป็นสมถะและวิปัสสนา


บัณฑิตพึงทราบการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ โดยจตุกกะ อย่างละ ๔ หมวด ด้วยประการฉะนี้ และอานาปานสตินี้ โดยว่าตามวัตถุ ๑๖ อย่าง ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ด้วยประการฉะนี้



(หน้าที่ 75)



อานิสงส์อานาปานสติ[แก้ไข]

ในอานิสงส์แห่งอานาปานสตินั้น พึงทราบอานาปานสตินั้นว่ามีอานิสงส์มากแม้ด้วยสามารถเป็นภาวะสงบเป็นต้น โดยพระพุทธพจน์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมสงบและประณีต ดังนี้เป็นต้นบ้าง โดยความเป็นธรรมสามารถในอันตัดขาดซึ่งวิตกบ้าง จริงอยู่ อานาปานสติสมาธินี้ เพราะเป็นธรรมสงบประณีตเยือกเย็นและอยู่เป็นสุข จึงตัดความวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้แห่งจิตด้วยอำนาจวิตกทั้งหลายอันเป็นตัวทำอันตรายแก่สมาธิเสียได้ แล้วทำจิตให้มุ่งหน้าต่ออารมณ์คือลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าอานาปานสติภิกษุพึงบำเพ็ญเพื่อตัดเสียซึ่งวิตก ดังนี้


อนึ่ง ภาวะที่อานาปานสตินั้นมีอานิสงส์มาก บัณฑิตพึงทราบแม้โดยความเป็นมูลแห่งการทำวิชาและวิมุติให้บริบูรณ์ สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุอบรมแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้วย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาวิมุตให้บริบูรณ์ ดังนี้
อีกอย่างหนึ่ง ภาวะที่อานาปานสตินั้นมีอานิสงส์มาก พึงทราบแม้โดยการกระทำ ความรู้ลมหายใจออกลมหายใจเข้าครั้งสุดท้ายให้ปรากฏชัด สมจริงดังพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนราหุล เมื่ออานาปานสติอันภิกษุทำให้เจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล แม้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าอันเป็นครั้งสุดท้าย อันภิกษุทราบก่อนแล้วจึงดับไป ยังไม่ทราบชัดหาดับไปไม่ ดังนี้ ในลมเหล่านั้นเมื่อว่าโดยการดับ ลมหายใจออกเข้าที่เป็นครั้งสุดท้าย มีอยู่ ๓ คือ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจภพ ๑ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจฌาน ๑ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจจุติ ๑ ก็ในบรรดาภพทั้งหลาย ลมหายใจออกลมหายใจเข้า ย่อมเป็นไปในกามภพ หาเป็นไปในรูปภพและอรูปภพไม่ เพราะฉะนั้น ลมเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายแห่งภพ ในบรรดาฌาน ลมหายใจออกลมหายใจเข้าย่อมเป็นไปในฌาน ๓ ข้างต้น หาเป็นไปในฌานที่ ๔ ไม่ เพราะฉะนั้น ลมเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายด้วยอำนาจฌาน ส่วนลมหายใจออกลมหายใจเข้าเหล่าใดเกิดขึ้นพร้อมกับจิตขณะที่ ๑๖ ข้างหน้าแต่จุติจิต แล้วดับพร้อม


>> คลิ๊ก ดูหน้าถัดไป


ดูเพิ่ม[แก้ไข]