วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ หน้าที่ ๗๖ - ๗๙

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 76)



กับจุติจิต ลมเหล่านี้ชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายโดยจุติจิต ลมซึ่งมีในครั้งสุดท้ายโดยจุติจิตนี้ พระผู้มีพระภาคทรงพระประสงค์เอาว่า เป็นครั้งสุดท้ายในพระสูตรนี้


เล่ากันมาว่า เพราะภาวะที่ภิกษุหมั่นประกอบกรรมฐานนี้ กำหนดอารมณ์แห่งลมหายใจออกเข้าด้วยดี แม้ความเกิดขึ้นแห่งลมเหล่านั้นก็ปรากฏแก่เธอผู้รำพึงถึงความเกิดขึ้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตดวงที่ ๑๖ เบื้องหน้าแต่จุติจิต เมื่อเธอรำพึงถึงฐิติขณะแห่งจิต แม้ฐิติขณะแห่งลมเหล่านั้นก็ปรากฏ เมื่อรำพึงถึงความดับ แม้ภวังคขณะแห่งลมเหล่านั้นก็ย่อมปรากฏ


จริงอยู่ เมื่อภิกษุเจริญกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งจากกรรมฐานนี้แล้ว ไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมกำหนดระยะกาลแห่งอายุได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เมื่อเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ นี้แล้วได้บรรลุพระอรหัต ย่อมกำหนดระยะกาลได้แท้


ภิกษุผู้เจริญอานาปานสติได้บรรลุพระอรหัตนั้นรู้ว่าบัดนี้อายุสังขารของเราจักเป็นไปได้เพียงเท่านี้ ไม่เลยกว่านี้ไป ดังนี้แล้วทำกิจทั้งปวงมีการชำระร่างกายและการนุ่งห่มเป็นต้น ตามธรรมดานั่นแหละแล้วหลับตา ดังพระติสสเถระวัดโกติบรรพตวิหาร ดังพระมหาติสสเถระวัดมหากรัญชนิยวิหาร ดังพระบิณฑปาติกติสสเถระในเทวปุตรัฐ และดังพระเถระสองพี่น้อง วัดจิตดลบรรพตวิหาร ฉะนั้น คำแสดงเรื่อง ๆ หนึ่งในบรรดาเรื่องแห่งพระเถระเหล่านั้น ดังนี้


เล่ากันมาว่า บรรดาพระเถระ ๒ พี่น้อง พระเถระรูปหนึ่งลงปาติโมกข์ในวันเพ็ญอุโบสถ แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ไปยังที่อยู่ของตน ยืน ณ ที่จงกรม แลดูแสงจันทร์ ใครครวญดูอายุสังขารของตน กล่าวกะหมู่ภิกษุสงฆ์ว่า ท่านทั้งหลายเคยเห็นภิกษุผู้ปรินิพพานด้วยอาการอย่างไร? ในภิกษุเหล่านั้น บางพวกกล่าวว่า พวกเราเคยเห็นนั่งที่อาสนะนั่นเองปรินิพพาน บางพวกกล่าวว่า พวกเราเคยเห็นนั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ พระเถระจึงกล่าวว่า บัดนี้เราจักแสดงภิกษุผู้กำลังจงกรมนั่นแลปรินิพพานแก่ท่านทั้งหลาย ลำดับนั้นก็ทำรอยขีดไว้ในที่จงกรมแล้วกล่าวว่า เราเดินไปจากที่สุดที่จงกรมนี้สู่ที่จงกรมอีกข้างหนึ่งแล้วกลับมา พอถึงรอยนี้จักปรินิพพาน ดังนี้แล้วลงสู่ที่จงกรมไปถึงส่วนข้างหนึ่งแล้วกลับมา ย่อมปรินิพพาน ในขณะเท้าข้างหนึ่งเหยียบรอยนั่นเอง



(หน้าที่ 77)



เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ประกอบด้วยอานาปานสติ อันมีอานิสงส์มากมายถึงอย่างนี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ.


นี้เป็นกถามุขอย่างพิสดารในอานาปานสติ


.....................


๔. อุปสมานุสสติกถา

ส่วนพระโยคาวจรภิกษุผู้ประสงค์จะเจริญอุปสมานุสสติ ซึ่งท่านยกขึ้นแสดงไว้ ในลำดับแห่งอานาปานสติ พึงไปอยู่ในที่ลับหลีกเร้นอยู่ พึงระลึกถึงคุณพระนิพพาน กล่าวคือธรรมที่เข้าไปสงบทุกข์ทั้งปวง โดยนัยพระบาลีอย่างนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายเป็นสังขตะก็ดี เป็นอสังขตะก็ดีมีประมาณเพียงใด วิราคธรรมเรากล่าวว่าเป็นเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น วิราคธรรมนี้คืออะไร ? ธรรมนี้คือ ธรรมเป็นที่สร่างเมา เป็นที่กำจัดความกระหาย เป็นที่ถอนอาลัย เป็นที่ตัดวัฏฏะ เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอกตัณหา เป็นที่ดับตัณหา คือพระนิพพาน


อธิบายพระบาลี

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา แปลว่า มีประมาณเท่าใด บทว่า ธมฺมา ได้แก่ สภาวธรรมทั้งหลาย บทว่า สงฺขตา วา อสงฺขตา วา ความว่า ธรรมทั้งหลายอันปัจจัยทั้งหลายมารวมประชุมกันแต่งขึ้นก็ดี ไม่ได้แต่งขึ้นก็ดี บทว่า วิราโค เตสํ ธมฺมานํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า วิราคธรรมเรากล่าวว่าเลิศ คือ กล่าวว่า ประเสริฐสูงสุดกว่าสังขตธรรมและอสังขตธรรมเหล่านั้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิราโค ความว่าไม่ใช่ประสงค์เอาเพียงความไม่มีราคะเท่านั้น โดยที่แท้ก็ประสงค์เอาธรรมเป็นที่สร่างเมา ฯลฯ เป็นที่ออกจากเครื่องร้อยรัด ฉะนั้น อสังขตธรรมที่ได้นามว่าธรรมเป็นที่สร่างเมาเป็นต้น จึงเรียกว่า วิราคะ
จริงอยู่ วิราคธรรมนั้นท่านเรียกว่าธรรมเป็นที่สร่างเมา เพราะความเมาทั้งปวงมีความเมาด้วยอำนาจมานะและความเมาในความเป็นบุรุษเป็นต้น มาถึงวิราคธรรมนั้นแล้ว ย่อมสร่างเมาคือหายเมา และเรียกว่าธรรมเป็นที่กำจัดความกระหาย เพราะความกระหายทั้งปวงมาถึงวิราคธรรมนั้นแล้วย่อมถึงความกำจัดออกคือตกไป อนึ่ง เรียกว่าธรรมเป็นที่ถอนความอาลัย เพราะความอาลัยในกามคุณ ๕ มาถึงวิราคธรรมนั้นแล้วย่อมถึงความถอนออกเด็ด



(หน้าที่ 78)



ขาด และเรียกว่าธรรมเป็นที่ขาดสูญวัฏฏะ เพราะวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ มาถึงวิราคธรรมนั้นแล้วย่อมขาดสูญ อนึ่ง เรียกว่าธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายราคะ เป็นที่ดับสนิท เพราะตัณหามาถึงวิราคธรรมนั้นแล้วย่อมถึงความสิ้นไปคลายไปดับไปโดยประการทั้งปวง อนึ่ง เรียกว่า นิพพาน เพราะวิราคธรรมนั้นออกไปคือสลัดตัดขาดจากตัณหา อันได้โวหารว่า วานะเพราะร้อยรัด, ผูกไว้ เย็บ, เชื่อมซึ่งกำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ เพื่อภาวะสืบ ๆ ไปแล อุปสมะ กล่าวคือพระนิพพาน อันพระโยคาวจรพึงระลึกถึงโดยอำนาจคุณมีธรรมเป็นที่สร่างเมาเป็นต้นเหล่านั้นดังกล่าวมาฉะนี้ ก็หรือว่าพระโยคาวจรพึงระลึกถึงโดยอำนาจคุณคืออุปสมะแม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ในพระสูตรทั้งหลายมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสังขตธรรมแก่เธอทั้งหลาย เราจักแสดงสัจธรรม ปารธรรม สุทุททสธรรม อัชชรธรรม ยุวธรรม นิปปัญจธรรม อมตธรรม สิวธรรม เขทธรรม อัพภูตธรรม อนีติกธรรม วิสุทธิธรรม ทีปธรรม ตาณธรรม เลณธรรม แก่เธอทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้นนั่นแล


อานิสงส์อุปสมานุสสติ

เมื่อพระโยคาวจรระลึกถึงความสงบ โดยอำนาจคุณมีภาวะที่ธรรมเป็นที่สร่างเมาเป็นต้นอย่างนี้อยู่ ในสมัยนั้นจิตของเธอไม่ถูกราคะกลุ้มรุม......ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม.....ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุมเลย ในสมัยนั้นจิตของเธอเป็นธรรมชาติดำเนินไปตรง ปรารภความสงบตรงดิ่ง เมื่อเธอข่มนิวรณ์ได้แล้ว โดยนัยที่กล่าวแล้วในอนุสสติมีพุทธานุสสติเป็นต้นนั้นแหละ องค์ฌานทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน แต่เพราะภาวะที่คุณแห่งความสงบทั้งหลายเป็นคุณลึกซึ้ง หรือเพราะภาวะที่จิตน้อมไปในการระลึกถึงคุณมีประการต่าง ๆ ฌานนี้จึงเป็นฌานไม่ถึงขั้นอัปปนา ถึงเพียงอุปจาระเท่านั้น ฌานนี้นั้นถึงการนับว่า อุปสมานุสสติ เพราะเกิดขึ้นด้วยอำนาจความระลึกถึงคุณแห่งความสงบ และแม้อุปสมานุสสตินี้ย่อมสำเร็จแก่พระอริยสาวกเท่านั้น เช่นดังอนุสสติ ๖ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ในปุถุชนผู้หนักในความสงบก็พึงใส่ใจถึง เพราะแม้ด้วยอำนาจการฟัง จิตก็เลื่อมใสในความสงบได้



(หน้าที่ 79)



ก็แหละ ภิกษุผู้หมั่นประกอบอุปสมานุสสตินี้ ย่อมหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข เป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ประกอบด้วยหิริและโอปตัปปะน่าเลื่อมใส มีอัชฌาสัยประณีต เป็นผู้ควรเคารพและเป็นที่ยกย่องของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อยังไม่บรรลุคุณสูงๆ ขึ้นไป ย่อมเป็นผู้มสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า


เพราะเหตุฉะนั้นแล บัณฑิตผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ ไม่พึงประมาท พึงเจริญสติในความสงบอันประเสริฐ อันมีอานิสงส์เป็นอเนกประการ โดยนัย ดังพรรณนามาฉะนี้ เทอญ


กถามุขอย่างพิสดารในอุปสมานุสสติ ยุติเท่านี้


อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ ปริจเฉทที่ ๘

ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา ในปกรณวิเสสชื่อวิสุทธิมัคค

ซึ่งข้าพเจ้ารจนาไว้

เพื่อพยุงความปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย

ยุติลงด้วยประการฉะนี้


...................


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]