วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศ หน้าที่ ๑๐๖ - ๑๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 106)


ไปจากธาตุทั้งหลายมีผมเป็นต้นนั้นแล้วก็หามีคนไม่ ซึ่งเปรียบเหมือนฐานสำหรับรองรับเมล็ดพันธ์ผักกาดไม่มีที่ปลายเหล็กจาร (เหล็กแหลม) และฐานสำหรับรองรับจิตรกรรม ไม่มีในอากาศ ฉะนั้น


อุบายบรรเทาความโกรธประการที่ ๑๐

ด้วยการให้ปันสิ่งของ

ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะพิจารณาโดยวิธีแยกธาตุดังแสดงมา ก็พึงทำการให้ปันสิ่งของ กล่าวคือ พึงให้ปันสิ่งของตนแก่คนคู่เวร ตนเองก็ควรรับสิ่งของของคนคู่เวรด้วย ถ้าแหละคนคู่เวร มีอาชีพบกพร่อง มีเครื่องบริขารชำรุด ใช้สอยไม่ได้ ก็พึงให้เครื่องบริขารของตนนั่นแหละแก่เธอ เมื่อโยคีบุคคลทำการให้ปันได้อย่างนี้ ความอาฆาตเคียดแค้นก็จะระงับลงโดยสนิททีเดียว และแม้ความโกรธของคนคู่เวรซึ่งติดตามมาตั้งแต่อดีตชาติ ก็จะระงับลงโดยทันทีเช่นเดียวกัน เหมือนดังความโกรธของพระมหาเถระรูปหนึ่งระงับลง เพราะได้บาตรซึ่งพระปิณฑปาติกเถระผู้ถูกขับออกจากเสนาสนะ ในวัดจิตตลบรรพตถึง ๓ ครั้ง ได้มอบถวาย พร้อมกับเรียนว่า ท่านขอรับ บาตรใบนี้มีราคา ๘ กหาปณะ อุบาสิกาผู้เป็นโยมหญิงของกระผมถวาย เป็นลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม ขอท่านได้กรุณาทำให้เป็นบุญลาภแก่มหาอุบาสิกาด้วยเถิด ฉะนี้
ขึ้นชื่อว่าการให้ปันนี้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ฉะนี้ สมด้วยวจนะประพันธ์อันพระโบราณาจารย์ได้ประพันธ์ไว้ว่า
อทนฺตทมนํ ทานํ ทานํ สพฺพตฺถสาธกํ
ทาเนน ปิยวาจาย อุนฺนมนฺติ นมนฺติ จ
การให้ปันเป็นอุบายทรมานคนพยศให้หายได้ การให้ปันเป็นเครื่องบันดาลให้ประโยชน์ทุก ๆ อย่างสำเร็จได้ ผู้ให้ปันย่อมฟูใจขึ้น ฝ่ายผู้รับปันย่อมอ่อนน้อมลง ทั้งนี้ ด้วยการให้ปันและด้วยวาจาอ่อนหวานเป็นเหตุ ฉะนี้



(หน้าที่ 107)



เจริญเมตตาถึงขั้นสีมาสัมเภท

เมื่อโยคีบุคคลได้พยายามบรรเทาความโกรธแค้นในคนคู่เวรให้ระงับลงได้แล้ว ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ มีการระลึกถึงพระพุทธโอวาทในกกจูปมสูตรเป็นต้น ตามที่ได้แสดงมาฉะนี้แล้ว จิตของโยคีบุคคลนั้นก็จะแผ่ไป น้อมไปแม้ในคนคู่เวรนั้นได้ด้วยวิธีแห่งเมตตาภาวนา เช่นเดียวกับในคนที่รัก, เพื่อนที่รักมาก และคนเป็นกลาง ๆ นั่นเทียว ลำดับนั้น โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาให้บ่อย ๆ ขึ้น แล้วทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท กล่าวคือทำให้จิตเสมอกัน ในบุคคล ๔ จำพวก ได้แก่ ตนเอง ๑ คนที่รัก ๑ คนเป็นกลาง ๆ ๑ คนคู่เวร ๑ ต่อไป


ลักษณะของสีมาสัมเภท

ลักษณะของเมตตาที่เป็นสีมาสัมเภทนั้นดังนี้ สมมุติว่าขณะที่โยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานนั้น นั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับคนที่รัก, คนเป็นกลาง ๆ และคนคู่เวร เป็นสี่ทั้งตนเอง ได้มีพวกโจรเข้าไปหาแล้วพูดว่า ท่านครับ ขอจงให้ภิกษุแก่เราสักรูปหนึ่งเถิด โยคีบุคคลถามว่า จะเอาไปทำไม พวกโจรตอบว่า จะนำไปฆ่าเอาเลือดในลำคอทำพลีกรรม ในกรณีเช่นนี้ ถ้าโยคีบุคคลนั้นตัดสินใจว่า จงเอารูปนั้นหรือรูปโน้นก็ได้ ดังนี้ ไม่ชื่อว่า ทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท ถ้าแม้โยคีบุคคลจะพึงตัดสินว่า เชิญเอาตัวฉันไปเถอะ อย่าเอาสามคนนั้นเลย ดังนี้ ก็ไม่ชื่อว่าได้ทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภทเช่นเดียวกัน
ถาม - เพราะเหตุไร จึงไม่เป็นสีมาสัมเภท ?
ตอบ - เพราะเหตุทีเมื่อโยคีบุคคลยังมีความปรารถนาให้โจรเอาภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอยู่นั้น ก็ชื่อว่าเธอเป็นผู้มีความมุ่งร้ายในภิกษุรูปนั้นอยู่ และเป็นผู้ยังมีความปรารถนาดีในภิกษุรูปอื่น ๆ นอกนี้ จิตไม่สม่ำเสมอในคนทั้ง ๔ คน
ต่อเมื่อใดโยคีบุคคลนั้น ไม่เห็นคนที่ตนอยากจะให้แก่พวกโจรแม้สักคนหนึ่ง ในจำนวน ๔ คนนั้น วางจิตไว้เสมอทั้งในตนและคนสามคนนั้น ดังนี้ จึงได้ชื่อว่าทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท สมด้วยวจนะประพันธ์อันพระโบราณาจารย์ประพันธ์ไว้ว่า



(หน้าที่ 108)



ภิกษุผู้เจริญเมตตากรรมฐานนั้น ตราบใดที่ยังเห็นแตกต่างกันอยู่ในบุคคล ๔ จำพวก คือ ตน, คนที่รัก, คนเป็นกลาง ๆ และคนที่เกลียดชัง ในคนใดคนหนึ่ง เรียกได้เพียงว่าเธอเป็นผู้มีจิตปรารถนาดีในสัตว์ทั้งหลาย แต่ยังไม่จัดว่าเป็นผู้มีความรักด้วยเมตตาแท้ หรือเป็นผู้มีกุศลอันประเสริฐ ต่อเมื่อใด ภิกษุนั้นทำลายขอบเขตแห่ง เมตตา คือบุคคล ๔ จำพวกเสียได้ จึงจะแผ่เมตตาแท้ไปได้ทั่วโลกมนุษย์กับทั้งโลกเทวดาอย่างสม่ำเสมอกัน ขอบเขตแห่งเมตตาไม่ปรากฏมีแก่ภิกษุใด เธอได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้ประเสริฐยิ่งใหญ่กว่าคนที่ยังเห็นแตกต่างในบุคคล ๔ จำพวกข้างต้นนั้น


สีมาสัมเภทเท่ากับปฏิภาคนิมิต

ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานนี้ ได้สำเร็จถึงขั้นปฏิภาคนิมิตหรืออุปจารสมาธิแล้ว ทั้งนี้ตลอดเวลาที่สีมาสัมเภทยังเป็นไปอยู่อย่างสม่ำเสมอนั่นเทียว อธิบายว่า ในกรรมฐานอื่น ๆ เช่น กสิณกรรมฐานเป็นต้น ปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏให้เห็นเป็นอารมณ์ของฌานจิต โดยอาศัยอุคคหนิมิตที่ได้มาด้วยการภาวนา ซึ่งเรียกว่าดวงกสิณเป็นต้น ส่วนในเมตตากรรมฐานนี้ไม่มีปฏิภาคนิมิตปรากฏให้เห็นเหมือนอย่างนั้น แต่ว่าสีมาสัมเภทอันมีลักษณะดังแสดงมาที่โยคีบุคคลได้บรรลุแล้วนั้นแล จัดเป็นดุจปฏิภาคนิมิตในที่นี้ ด้วยมีลักษณะอาการคล้ายกับปฏิภาคนิมิตในกรรมฐานอื่น ๆ เพราะว่าเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานมาจนสำเร็จถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้ว โดยเหตุที่ภาวนามีกำลังแก่กล้าขึ้น นิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นศัตรูโดยตรงของฌานจึงเป็นอันโยคีบุคคลข่มไว้ได้แล้ว กิเลสทั้งหลายอันตั้งอยู่ในฐานะเดียวกันกับนิวรณ์ก็สงบลงหมดแล้ว จิตของโยคีบุคคลนั้นก็เป็นอันตั้งมั่นดีแล้ว ด้วยกำลังแห่งอุปจารสมาธินั่นเทียว


เจริญเมตตาบรรลุถึงขั้นปฐมฌาน

เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้วดังนั้น คราวนี้จงทำสีมาสัมเภทนั่นแหละให้เป็นนิมิตกรรมฐาน แล้วพยายามส้องเสพนิมิตนั้นให้หนักขึ้นทำให้



(หน้าที่ 109)



เจริญขึ้น เพียรทำให้มาก ๆ เข้า โยคีบุคคลก็จะบรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิอันได้แก่ปฐมฌานซึ่งเป็นฌานขั้นแรก โดยทำนองที่แสดงมาแล้วในปถวีกสิณนิเทศ ทั้งนี้ โดยจะไม่เป็นการลำบากอะไรเลย
ด้วยภาวนาวิธีเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐาน ได้บรรลุแล้วซึ่งปฐมฌาน ซึ่งประกอบด้วยเมตตาพรหมวิหาร อันละเสียได้ซึ่งองค์ ๕ ประกอบด้วย องค์ ๕ มีความงาม ๓ ถึงพร้อมลักษณะ ๑๐ ฉะนี้แล


เมตตากรรมฐานบรรลุถึงฌานขั้นไหน

โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นปฐมฌาน เป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว แต่นั้นเมื่อพยายามเจริญกรรมฐานให้ยิ่งขึ้นไป โดยใช้นิมิตคือสีมาสัมเภทนั้นแหละเป็นอารมณ์กรรมฐาน ส้องเสพนิมิตนั้นให้หนักขึ้นทำให้เจริญขึ้นทำให้เพียรทำให้มาก ๆ เข้า ก็จะได้บรรลุถึงฌานขั้นสูงขึ้นไปโดยลำดับ กล่าวคือในกรณีที่นับจำนวนฌานเป็น ๔ ขั้นที่เรียกว่า จตุกกนัย ก็จะได้บรรลุทุติยฌานและตติยฌานเป็นขั้นสุดท้าย ไม่ถึงขั้นจตุตถฌาน ในกรณีทีนับจำนวนฌานเป็น ๕ ขั้น ที่เรียกว่าปัญจกนัย ก็จะได้บรรลุทุติยฌานและจตุตถฌานเป็นขั้นสุดท้าย ไม่ถึงขั้นปัญจมฌาน ทั้งนี้ เพราะเหตุที่จตุตถฌานโดยจตุกกนัย และปัญจมฌานโดยปัญจกนัย มีองค์ฌานเป็นอุเบกขาเวทนา เมตตานี้เป็นฝักฝ่ายแห่งโสมนัสเวทนา ดังนั้นเมตตากรรมฐานจึงไม่สามารถที่จะให้บรรลุถึงจตุตถฌานหรือปัญจมฌานได้ ด้วยประการฉะนี้


การแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลก

ก็แหละ โยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากรรมฐานจนบรรลุถึงอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลนั้นแล้ว ย่อมแผ่เมตตาจิตโดยเจาะจงไปทั่วทุกทิศ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยเมตตาอันสำเร็จด้วยอำนาจปฐมฌานเป็นต้นฌานใดฌานหนึ่ง ย่อมแผ่จิตเมตตาไปทางทิศใหญ่ทิศหนึ่ง มีทิศบูรพาเป็นต้น ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศใหญ่ที่สอง ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไป



(หน้าที่ 110)



ทางทิศใหญ่ที่สาม ถัดนั้นย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศใหญ่ที่สี่ โดยทำนองเดียวกัน ย่อมแผ่เมตตาจิตขึ้นไปทางทิศเบื้องบนจรดพรหมโลก ย่อมแผ่เมตตาจิตลงไปทางทิศเบื้องล่างจรดอเวจีมหานรก ย่อมแผ่เมตตาจิตไปทางทิศน้อยทั้ง ๔ คือ ทิศอาคเนย์ ทิศพายัพ ทิศอีสาน ทิศหรดี ได้แก่ยังจิตอันประกอบด้วยเมตตาให้ระลึกแล่นไปในทิศทั้ง ๑๐ ครบทุกทิศอย่างนี้ เหมือนนายสารถีควบม้าให้วิ่งไปทั่วบริเวณสนามม้า ฉะนั้น
และย่อมแผ่เมตตาจิตโดยไม่เจาะจงไปทั่วทั้งโลก คือโยคีผู้ฌานลาภีบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์กว้างขวาง อันถึงความเป็นใหญ่โดยภูมิ อันไม่มีประมาณในสัตว์ อันไม่มีพยาบาทเป็นเหตุผูกเวรสัตว์ และอันไม่มีโทมนัสเป็นเหตุเบียดเบียนสัตว์ ย่อมแผ่เมตตาจิตไปยังโลกอันประกอบด้วยหมู่สัตว์ทุกชนิด ในประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก โดยเป็นผู้มีตนเสมอในสัตว์ทุกจำพวก คือ ทั้งคนชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง ทั้งคนที่เป็นมิตร เป็นศัตรู และเป็นกลาง ๆ ทั้งที่เป็นสตรีหรือบุรุษ ทั้งที่เป็นพระอริยเจ้าหรือปุถุชน ทั้งที่เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ด้วยประการฉะนี้
แต่อย่างไรก็ดี วิธีแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลกที่แสดงมานี้ จะสำเร็จเป็นไปได้ก็เฉพาะแต่โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาสมาธิ ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌานเป็นต้นเท่านั้น


วิธีการแผ่เมตตา ๓ อย่าง

ก็แหละ วิธีการแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลกที่แสดงมานี้ ย่อมสำเร็จเป็นไปได้เฉพาะแต่โยคีบุคคลได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาฌานแล้ว ฉันใด แม้วิธีการแผ่เมตตาที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ๓ อย่าง ดังจะแสดงต่อไปนี้ ก็สำเร็จเป็นไปได้เฉพาะแต่โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาฌานแล้วเช่นเดียวกัน คือ เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคล ซึ่งเรียกว่า อโนธิโสผรณา โดยอาการ ๕ นั้นอย่างหนึ่ง เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจงบุคคล ซึ่งเรียกว่า โอธิโสผรณา โดยอาการ ๗ นั้นอย่างหนึ่ง เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศซึ่งเรียกว่า ทิสาผรณา โดยอาการ ๑๐ นั้นอย่างหนึ่ง ฉะนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]