วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศ หน้าที่ ๑๒๖ - ๑๓๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 126)


ด้วยประการฉะนี้ เมตตาอัปปนาฌานทั้งสิ้นที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค จึงมีจำนวน ๕๒๘ อัปปนา คือ ในอโนธิโสผรณา ๒๐ ในโอธิโสผรณา ๒๘ และในทิสาผรณา ๔๘๐ (๒๐+๒๘+๔๘๐=๕๒๘)
ก็แหละเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากรรมฐานด้วยภาวนาวิธีดังแสดงมา จนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌาน หรือเรียกตามสำนวนบาลีว่า เมตตาเจโตวิมุติ แล้ว แม้แต่เพียงอัปปาอันใดอันหนึ่งในบรรดาอัปปนา ๕๒๘ นั้น ย่อมจะได้ประสพอานิสงส์ถึง ๑๑ ประการมี นอนเป็นสุข เป็นต้น ดังที่พรรณนามาแล้วโดยแท้แล


อธิบายอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก

ในอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก คือ สัตว์, ปาณะ, ภูต, บุคคล และ ผู้มีอัตภาพ นั้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้
คำว่า สัตตะ หรือ สัตวะ นั้น มีอรรถวิเคราะห์ว่า รูปาทีสุ ขนฺเธสุ ฉนฺทราเคน สตฺตา วิสตฺตาติ = สตฺตา ชนเหล่าใดที่ข้องติดอยู่ในขันธ์ทั้ง ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้นด้วยความกำหนัดพอใจ ชนเหล่านั้นเรียกว่า สัตตะ หรือ สัตวะ ข้อนี้สมจริงตามพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรคว่า –
ดูก่อนราธะ ! ความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี และความใคร่อันใดในรูปขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในรูปขันธ์ด้วยความพอใจ เป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี และความใคร่อันใดในเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ด้วยควมพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี และความใคร่อันใด ในวิญญาณขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในวิญญาณขันธ์ ด้วยความพอใจเป็นต้น เพราะเหตุนั้น บุคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์



(หน้าที่ 127)



ก็โวหารที่เรียกว่า สัตว์ นี้ใช้แพร่หลายไป แม้ในบุคคลที่ไม่มีความกำหนัดแล้วด้วย ทั้งนี้ด้วยศัพท์ที่ลามเลยไป เช่นเดียวกับโวหารที่เรียกว่าพัดก้านตาล ใช้เรียกแพร่ลามไปแม้ในพัดที่ต่างออกไปซึ่งทำด้วยตอกด้วย ฉะนั้น อนึ่ง พวกอาจารย์ผู้สนใจเพียงตัวอักษร ลงมติเอาว่า คำว่า สัตว์ นี้เป็นเพียงสักว่าชื่อเท่านั้น ไม่ต้องวิจารณ์ถึงความหมาย ฝ่ายพวกอาจารย์ผู้วิจารณ์ถึงความหมายก็ลงมติเอาว่า ที่ชื่อว่า สัตว์ เพราะประกอบด้วยความรู้บ้าง เพราะประกอบด้วยความแกล้วกล้าบ้าง เพราะประกอบด้วยเดชอำนาจบ้าง
คำว่า ปาณะ มีอรรถวิเคราะห์ว่า ปาณนตาย ปาณา สัตว์ทั้งหลายได้ชื่อว่า ปาณะ เพราะเป็นผู้มีลมหายใจ อธิบายว่า เพราะเป็นผู้มีความเป็นไปเนื่องด้วยลมหายใจเข้าออก
คำว่า ภูต มีอรรถวิเคราะห์ว่า กมมกิเลเสหิ ภูตตฺตา ภูตา สัตว์ทั้งหลายที่ได้ชื่อว่า ภูต เพราะเป็นผู้เกิดมาด้วยกรรมกิเลส อธิบายว่า เพราะเป็นผู้เกิดมาสมบูรณ์ดีแล้ว เพราะเป็นผู้บังเกิดปรากฏชัดแล้ว
คำว่า บุคคล มีอรรถวิเคราะห์ว่า ปุนฺติ วุจฺจติ นิรโย ตสมึ คลนฺติ คจฺฉนฺตีติ = ปุคฺคลา นรกเรียกว่า ปํุ ุ สัตว์เหล่าใดย่อมไปตกในนรกนั้น เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่าบุคคล
คำว่า ผู้มีอัตภาพ อธิบายว่า สรีระร่างกายเรียกว่าอัตภาพ อีกอย่างหนึ่งขันธ์ทั้ง ๕ เรียกว่า อัตภาพ เพราะขันธ์ทั้ง ๕ นั้น เป็นแดนอาศัยให้เกิดสมมติบัญญัติต่าง ๆ ขึ้น สัตว์เหล่าใดนับเนื่องอยู่ในอัตภาพนั้น คือกำหนดตั้งลงในอัตภาพนั้น เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่า ผู้มีอัตภาพ
แต่อย่างไรก็ดี คำว่าสัตว์ เป็นคำกำหนดหมายเอาสัตว์ทุกชนิด ไม่มีส่วนเหลือฉันใด แม้คำที่เหลือมีคำว่าปาณะเป็นต้นก็เป็นเช่นเดียวกัน พึงเข้าใจว่าคำทั้งหมดนั้นเป็นไวพจน์ คือใช้แทนคำว่า สัตว์ทั้งปวง เพราะยกขึ้นมาเรียกว่าปาณะบ้าง ว่าบุคคลบ้าง ด้วยอำนาจ เป็นคำที่แพร่ลามไปเหมือนกัน ความจริงแม้คำอื่นๆ ที่ใช้เป็นไวพจน์ของคำว่าสัตว์ทั้งปวงก็ยังมีอยู่ เช่นคำว่า สพฺเพ ชนฺตู สัตว์ผู้เกิดมาทั้งปวง และ สพฺเพ ชีวา สัตว์ผู้มีชีวิต



(หน้าที่ 128)



ทั้งปวงเป็นต้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลือกเอาเพียง ๕ คำเท่านั้น (สัตว์, ปาณะ, ภูต, บุคคล และอัตตภาวปริยาปันนะ) มาแสดงไว้ว่า เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจง บุคคลโดยอาการ ๕ อย่าง ฉะนี้ ก็โดยที่ทรงเลือกเอาแต่คำที่ปรากฏเด่นชัดเท่านั้น
ส่วนพวกเกจิอาจารย์เหล่าใด หากจะพึงประสงค์เอาว่า คำว่า สัตว์และปาณะเป็นต้น มีความแตกต่างกันแม้โดยความหมายโดยแท้ เพราะไม่ใช่แต่เพียงสักว่าเป็นคำไวพจน์อย่างเดียวเท่านั้น มติของพวกเกจิอาจารย์เหล่านั้นผิดไปจากบาลีที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคล เพราะถ้าถือเอาความหมายต่างกันว่า สัตว์ก็อย่างหนึ่ง ปาณะก็อย่างหนึ่ง เป็นต้นแล้ว ก็จะเป็นการแผ่เจาะจงบุคคลไป เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติทั้งหลายอย่าได้ถือเอาความหมายเหมือนอย่างที่พวกเกจิอาจารย์ประสงค์นั้นเลย พึงแผ่เมตตาจิตไปโดยไม่เจาะจงบุคคลด้วยอาการแห่งภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอาการแห่งภาวนา ๕ อย่างนั้น เทอญ
ส่วนโอธิโสบุคคล ๗ จำพวกนั้น มีความหมายกระจ่างอยู่ในตัวแล้ว คือคู่แรกได้แก่สตรีและบุรุษนั้นท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งเพศ คู่ที่สองที่ว่า อริยและปุถุชน นั้น ท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งบุคคลเป็น ๒ จำพวก ส่วนอีก ๓ ประเภทหลัง คือ เทวดา, มนุษย์ และวินิปาติกสัตว์นั้น ท่านแสดงไว้ด้วยอำนาจภูมิเป็นที่บังเกิด อธิบายว่า ภูมิเป็นที่บังเกิดของโลกสิ้นทั้งมวลนั้น เมื่อว่าโดยลักษณะที่สูงต่ำเป็นต้นแล้ว มี ๓ ขั้น คือ ภูมิขั้นสูง ได้แก่ภูมิเป็นที่บังเกิดของหมู่เทพทั้งหลายมี ๒๖ ชั้น ได้แก่อรูปภูมิมี ๔ ชั้น รูปภูมิมี ๑๖ ชั้น ฉกามาวจรภูมิมี ๖ ชั้น ภูมิชั้นกลางมี ๑ ได้แก่มนุสสภูมิ คือ ภูมิเป็นที่บังเกิดของคนเราทั่วไป ภูมิขั้นต่ำมี ๔ ชั้น ได้แกอบายภูมิ ๑ วินิปาตภูมิ ๑ นิรยภูมิ ๑ พวกวินิปาติกสัตว์นั้น ได้แก่สัตว์ที่บังเกิดในวินิปาตภูมิ คือที่เรียกว่า อสูร หรือ อสุรกาย ผู้แปลเห็นว่า คำว่าวินิปาติกสัตว์นั้น น่าจะหมายเอาสัตว์ที่บังเกิดในภูมิชั้นต่ำหมดทั้ง ๔ ภูมิ คือรวม ดิรัจฉาน, เปรต และสัตว์นรกด้วย


อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ

ประการสุดท้ายในเมตตาภาวนานี้ ที่ว่าโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารี ย่อมหวังได้ซึ่ง อานิสงส์แห่งเมตตาเจโตวิมุติ ๑๑ ประการนั้น มีอรรถาธิบายโดยพิสดาร ดังต่อไปนี้ –



(หน้าที่ 129)



๑. อานิสงส์ประการที่ ๑ ที่ว่า นอนเป็นสุข นั้น อธิบายว่า ชนทั้งหลายจำพวกที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติ เมื่อนอนก็ไม่นอนอยู่แต่ข้างขวาทางเดียว นอนกลิ้งกลับไปกลับมารอบตัว และนอนกรน คือขณะเมื่อหายใจเข้าทำเสียงดังอยู่โครก ๆ เช่นนี้ ชื่อว่านอนเป็นทุกข์ ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ไม่นอนเหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า นอนเป็นสุข แม้เมื่อนอนหลับสนิทแล้วก็มีอาการเหมือนกับคนเข้าสมาบัติ
๒. ประการที่ ๒ ที่ว่า ตื่นเป็นสุข นั้น อธิบายว่า ชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุตินั้น โดยเหตุที่นอนเป็นทุกข์ไม่ได้ความสุขในขณะที่หลับอยู่ เมื่อตื่นขึ้นมาจึงถอดถอนหายใจใหญ่ สยิ้วหน้า บิดไปบิดมาข้างโน้นข้างนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ตื่นเป็นทุกข์ ฉันใด ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เป็นทุกข์อย่างนั้น ตื่นขึ้นมาอย่างสบายไม่มีอาการอันน่าเกลียด ชื่นบานเหมือนกับดอกประทุมที่กำลังแย้มบาน
๓. ประการที่ ๓ ที่ว่า ไม่ฝันร้าย นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อฝันเห็นสุบินนิมิต ก็เห็นแต่สุบินนิมิตที่ดี ๆ ทั้งนั้น เช่นฝันว่าได้ไปไหว้พระเจดีย์ ได้ไปทำการบูชาพระรัตนตรัย หรือได้ฟังพระธรรมเทศนา ส่วนชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติย่อมฝันเห็นนิมิตอันน่าเกลียดน่ากลัวต่าง ๆ เช่นฝันว่า ตนถูกพวกโจรมารุมล้อมถูกพวกสุนัขป่าไล่ขบกัด หรือตกลงไปในเหว ฉันใด เมตตาวิหารีบุคคลไม่ฝันเห็นสุบินนิมิตอันเลวร้ายเช่นนั้น
๔. ประการที่ ๔ ที่ว่า เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย นั้น อธิบายว่าเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย เหมือนสร้อยไข่มุกที่พาดอยู่ที่หน้าอก หรือเหมือนดอกไม้ที่ปักอยู่บนศีรษะ ย่อมเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย ฉะนั้น
๕. ประการที่ ๕ ที่ว่า เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของพวกมนุษย์ ฉันใด ก็ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจแม้ของอมนุษย์ ฉันนั้น เช่น พระวิสาขเถระเป็นตัวอย่าง


เรื่องพระวิสาขเถระ

มีเรื่องเล่าว่า พระวิสาขเถระนั้น เดิมเป็นคหบดีชั้นกุฏุมพีอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรในชมพูทวีป เมื่อเขาอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรนั่นแล ได้ยินข่าวเล่าลือมาว่า ลังกาทวีป



(หน้าที่ 130)



นั้น เป็นประเทศที่ประดับประดาสง่างามไปด้วยระเบียบพระเจดีย์ มีความรุ่งเรืองเหลืองอร่ามไปด้วยผ้ากาวสาวพัสตร์ ในลังกาทวีปนั้น ใครๆ ก็ตามสามารถที่จะนั่งหรือจะนอนได้อย่างสบายปลอดภัยในที่ตนต้องประสงค์ และสัปปายะทุก ๆ อย่าง คือ อากาสสัปปายะ เสนาสนสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมสวนสัปปายะ เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายดายในลังกาทวีปนั้น
กุฏุมพีวิสาขะ จึงได้ตัดสินใจมอบกองโภคสมบัติของตนให้แก่บุตรภริยา มีทรัพย์ขอดติดชายผ้าอยู่เพียงกหาปณะเดียวเท่านั้น ออกจากบ้านไปคอยเรืออยู่ทีท่ามหาสมุทรประมาณเดือนหนึ่ง โดยที่กุฏุมพีวิสาขะเป็นคนฉลาดในเชิงโวหาร เขาได้ซื้อสิ่งของ ณ ที่นี้ไปขาย ณ ที่โน้น รวบรวมทรัพย์ได้ถึงพันกหาปณะภายในระหว่าเดือนหนึ่งนั้น ทั้งนี้ด้วยการค้าขายอันชอบธรรม เขาได้ไปถึงวัดมหาวิหารในลังกาทวีปโดยลำดับ ครั้นแล้วก็ได้ขอบวชทันที
เมื่อพระอุปัชฌาย์พาเขาไปยังสีมาเพื่อจะทำการบวชให้นั้น เขาได้ทำห่อทรัพย์พันกหาปณะนั้นให้ร่วงจากภายในเกลียวผ้าตกลงไปที่พื้น พระอุปัชฌาย์จึงถามว่า นั่นอะไร เขาเรียนว่า ทรัพย์จำนวนหนึ่งพันกหาปณะขอรับผม พระอุปัชฌาย์จึงแนะนำว่า อุบาสกทรัพย์นี้นับแต่เวลาที่บวชแล้ว เธอไม่อาจจะใช้จ่ายได้ จงใช้จ่ายเสียเดี๋ยวนี้ วิสาขะอุบาสกจึงคิดในใจว่า คนทั้งหลายที่มาในงานบวชของวิสาขะ จงอย่าได้มีมือเปล่ากลับไปเลย ครั้นแล้วก็แก้ห่อทรัพย์นั้นหว่านโปรยทานไปในโรงอุโบสถ แล้วจึงบรรพชาอุปสมบท
วิสาขะภิกษุนั้น เมื่อบวชได้พรรษา ๕ ก็ท่องจำมาติกาทั้งสองได้อย่างคล่องแคล่ว ปวารณาออกพรรษาแล้วได้เรียนเอากรรมฐานอันเป็นที่สบาย เหมาะแก่อัธยาศัยของตนแล้วก็ไป ๆ มา ๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปอยู่วัดละ ๔ เดือน เมื่อพระวิสาขเถระเที่ยวผลัดเปลี่ยนไปอยู่ในวัดต่าง ๆ อย่างนั้น วันหนึ่งได้เห็นสถานที่ระหว่างป่าอันเป็นรมณียสถานน่ารื่นรมย์แห่งหนึ่ง จึงได้นั่งเข้าสมาบัติอยู่ ณ โคนต้นไม้ต้นหนึ่งในระหว่างป่านั้น ครั้นออกจากสมาบัติแล้วขณะที่ยืนอยู่ระหว่างป่า ได้พิจารณาดูคุณสมุทัยของตนด้วยความปีติโสมนัสเมื่อจะบันลือสีหนาทจึงได้กล่าวเถรภาษิตนี้ ความว่า –


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]