วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศ หน้าที่ ๑๔๖ - ๑๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 146)


เจริญมุทิตาในคนกลางๆ และคนคู่เวร

ในที่นี้ คำว่า เพื่อนที่รักมากซึ่งเรียกว่าเพื่อนใจนักเลงกับคนที่รัก สองบุคคลนี้รวมเรียกว่าคนที่รักประเภทเดียวกัน เพราะเป็นผู้มีสภาพเป็นที่รักเหมือนกัน เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญมุทิตากรรมฐานให้เกิดขึ้นในคนที่รักเช่นนั้นแล้ว ถัดนั้นพึงเจริญมุทิตาไปในบุคคลตามลำดับดังนี้ คือ คนเป็นกลางๆ และคนคู่เวร วิธีปฏิบัตินั้นดังนี้
เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญมุทิตากรรมฐาน ให้เกิดมีขึ้นในเพื่อนที่รักมาก หรือเพื่อนใจนักเลงนั้นแล้ว พึงทำกรรมฐานนั้นให้คล่องแคล่ว ให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานเสียก่อน แล้วจึงเจริญมุทิตาไปในคนที่รัก ครั้นทำกรรมฐานในคนที่รักให้คล่องแคล่ว ให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานแล้ว จึงเจริญมุทิตาไปในคนกลาง ๆ ครั้นทำกรรฐานในคนเป็นกลาง ๆ ให้คล่องแคล่วให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานแล้ว ถัดนั้นจึงเจริญมุทิตาไปในคนคู่เวร แล้วพึงทำอัปปนาฌานให้เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับต่อไป


มุทิตาสีมาสัมเภท

ก็แหละ ในกรณีที่เจริญมุทิตาไปในคนคู่เวรนั้น ถ้าความโกรธแค้นเกิดขึ้นแก่โยคีโดยนัยที่ได้แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนา โยคีบุคคลพึงพยายามบรรเทาความโกรธแค้นให้ระงับลงด้วยอุบายวิธีที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนานั่นแล
ครั้นแล้วพึงทำมุทิตาให้เป็นสีมาสัมเภท โดยทำจิตให้เสมอในบุคคล ๔ จำพวก คือ คนที่รัก ๑ คนเป็นกลาง ๆ ๑ คนคู่เวร ๑ และตนเอง ๑ ฉะนี้


บรรลุถึงอัปปนาฌาน

แต่นั้นโยคีบุคคลพึงส้องเสพนิมิตกรรมฐาน คือ สีมาสัมเภทนั้นให้หนักขึ้นทำให้นิมิตเจริญขึ้น ภาวนาให้มาก ๆ เข้า จนให้บรรลุถึงซึ่งอัปปนาฌาน แล้วทำอัปปนาฌาน ให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไปด้วยสามารถฌาน ๓ โดยจตุกกนัยและฌาน ๔ โดยปัญจกนัย โดยทำนองที่แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนาทุกประการ
ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญมุทิตาพรหมวิหาร ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งมุทิตากรรมฐานนี้โดยบริบูรณ์แล้วแล



(หน้าที่ 147)



วิธีแผ่มุทิตา ๓ อย่าง

ลำดับต่อไปนี้ ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจวิธีการแผ่มุทิตาจิต ๓ อย่างตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค คือ การแผ่มุทิตาอย่างไม่เจาะจงที่เรียกว่าอโนธิโสผรณา โดยอาการ ๕ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่มุทิตาอย่างเจาะจงที่เรียกว่าโอธิโสผรณาโดยอาการ ๗ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่มุทิตาไปในทิศที่เรียกว่าทิสาผรณาโดยอาการ ๑๐ นั้นอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอาการแห่งภาวนาวิธี ดังต่อไปนี้


๑. อโนธิโสผรณา

คำแผ่เมตตามุทิตาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕

๑. สพฺเพ สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๒. สพฺเพ ปาณา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอปาณะทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๓. สพฺเพ ภูตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอภูตทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๔. สพฺเพ ปุคฺคลา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอบุคคลทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๕. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย


๒. โอธิโสผรณา

คำแผ่มุทิตาเจาะจงโดยอาการ ๗

๑. สพฺพา อิตฺถิโย ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสตรีทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๒. สพฺเพ ปุริสา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอบุรุษทั้งปวง จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย



(หน้าที่ 148)



๓. สพฺเพ อริยา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺต
ขอพระอริยเจ้าทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๔. สพฺเพ อนริยา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอปุถุชนทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๕. สพฺเพ เทวา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอเทวดาทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๖. สพฺเพ มนุสฺสา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอมนุษย์ทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๗. สพฺเพ วินิปาติกา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉฺตุ
ขอพวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย


๓. ทิสาผรณา

วิธีการแผ่มุทิตาไปในทิศโดยอาการ ๑๐

วิธีการแผ่มุทิตาไปในทิศนั้น คือยกเอาอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก โอธิโสบุคคล ๗ จำพวก รวมเป็น ๑๒ บุคคลไปตั้งไว้ในทิศทั้ง ๑๐ แล้วแผ่มุทิตาไปในบุคคล ๑๒ จำพวก ที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐ นั้น จึงเรียกว่าแผ่ไปในทิศโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐ อาการ เมื่อว่าโดยบุคคล เป็น ๑๒ วาระ ตัวอย่างดังต่อไปนี้


คำแผ่มุทิตาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑

ในบุคคลที่ ๑

๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย



(หน้าที่ 149)



๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ จงอย่าได้พลัดพรากจากสบัติที่ได้แล้วเลย
๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
๑๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย
ส่วนคำแผ่กรุณาไปในทิศโดยอาการ ๑๐ ในบุคคลอีก ๑๑ จำพวกตั้งแต่จำพวกที่ ๒ สพฺเพ ปาณา ปาณะทั้งปวง ถึงจำพวก ๑๒ สพฺเพ วินิปาติกา พวกสัตว์วินิปาติกาทั้งปวงนั้น ผู้ปฏิบัติจงนำมาประกอบเรื่องโดยทำนองเดียวกับบุคคลที่ ๑ ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้น ๆ มาประกอบแทนตรงที่ว่า สตฺตา ในคำบาลี กับตรงที่ว่า สัตว์ ในคำไทยเท่านั้น เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถที่จะนำมาประกอบได้เอง จึงไม่ได้ยกมาแสดงไว้เต็มรูป


มุทิตาอัปปนา ๑๓๒

ในมุทิตาภาวนานี้ เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานและทำการแผ่มุทิตาจิตไปโดยอาการ ๕ ในอโนธิโสบุคคล โดยอาการ ๗ ในโอธิโสบุคคล และโดยอาการ ๑๐ ในบุคคล ๑๒ จำพวก โดยภาวนาวิธีดังแสดงมา ก็จะได้อัปปนาฌานทั้งหมด



(หน้าที่ 150)



๑๓๒ อัปปนาคือ อัปปนาในอโนธิโสผรณา ๕ ในอโนธิโสผรณา ๗ และในทิสาผรณา ๑๒๐ (๕+๗+๑๒๐ = ๑๓๒)


อานิสงส์มุทิตา

ก็แหละโยคีบุคคลผู้เจริญมุทิตาจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์แห่งมุทิตาถึง ๑๑ ประการ มี นอนเป็นสุข เป็นต้น ฉันเดียวกับเมตตาภาวนาทุกประการนั่นแล


มุทิตาภานาจบ


.......................



๔. อุเบกขาภาวนา

การภาวนาอุเบกขาพรหมวิหารนี้ มีข้อแปลกจากพรหมวิหาร ๒ ข้างต้น ที่โยคีบุคคลควรทราบ คือพรหมวิหาร ๓ ข้างต้นนั้น ใคร ๆ ก็ตามเมื่อมีความประสงค์จะเจริญภาวนาแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติกันได้ทุกคนและโดยทันทีทีเดียว ส่วนอุเบกขาพรหมวิหารนี้ หาปฏิบัติเช่นนั้นได้ไม่ ผู้ที่จะลงมือปฏิบัติมีเขตจำกัดไว้เป็นธรรมนิยมเฉพาะแต่ผู้ที่เป็นฌานลาภีบุคคล คือผู้ได้ปฏิบัติพรหมวิหาร ๓ เบื้องต้นข้อใดข้อหนึ่งจนได้บรรลุถึงขั้นตติยฌานโดยจตุกกนัยหรือจตุตถฌานโดยปัญจกนัยมาแล้วเท่านั้น จึงจะลงมือเจริญภาวนาอุเบกขาพรหมวิหารเป็นผลสำเร็จมาแต่พรหมวิหาร ๓ ข้างต้นโดยเฉพาะ และอุเบกขาพรหมวิหารนี้ เข้าประกอบได้แต่ในจตุตถฌานโดยจตุกกนัยหรือในปัญจมฌานโดยปัญจกนัยเท่านั้น หาได้ประกอบในฌานต้น ๆ ไม่


เจริญอุเบกขาในบุคคลกลางๆอันดับแรก

เพราะฉะนั้น โยคีบุคคลผู้ฌานลาภี มีความประสงค์จะเจริญอุเบกขาพรหมวิหารนั้น ก่อนแต่จะลงมือปฏิบัติ ต้องเข้าสู่ตติยฌานที่ตนได้ทำให้ชำนาญคล่องแคล่วมาด้วยวสี ๕ ด้วยอำนาจฌาน ๓ หรือฌาน ๔ แล้วแต่กรณีที่ได้สำเร็จมาในเมตตาหรือกรุณาหรือมุทิตากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้นออกจากตติยฌานแล้ว พึงพิจารณาให้เห็นโทษของเมตตา, กรุณา และมุทิตาว่า ต่างก็ยังมีการต้องสาละวนสนใจอยู่ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการส่งจิตไปว่า


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]