วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศ หน้าที่ ๑๕๑ - ๑๕๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


(หน้าที่ 151)


ขอให้สัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด เป็นต้น และยังมีอาการเป็นไปใกล้ต่อความรักและความชังอยู่ กับทั้งยังมีอาการเป็นไปใกล้ต่อความดีใจในอันที่จะต้องส่งจิตไปว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด (เมตตา) ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นจากทุกข์เสียเถิด (กรุณา) ขอสัตว์ทั้งปวงจงเจริญ ๆ เถิด (มุทิตา) ประกอบด้วยมีองค์ฌานที่หยาบ เพราะฌานนั้น ๆ ยังประกอบด้วยโสมนัสเวทนาอยู่ ฉะนี้ ครั้นแล้วพึงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของอุเบกขาพรหมวิหาร เป็นต้นว่า เป็นสภาพที่ละเอียดสุขุม ประณีต ห่างไกลจากกิเลสมาก และมีผลอันกว้างใหญ่ไพศาลกว่าพรหมวิหาร ๓ ข้างต้น ฉะนี้
ลำดับนั้น โยคีบุคคลพึงเพ่งจิตเป็นกลาง ๆ ไปยังผู้คนเป็นกลาง ๆ กับตน อย่างแล้ว ๆ เล่า ๆ โดยวิธีที่มองในแง่ที่คนทุกคนรวมทั้งตนเองด้วยเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนว่า คนผู้นี้เมื่อเขาจะมาเกิดในโลกนี้ หากเขามาด้วยอำนาจกรรมที่เขาได้ทำเอาไว้เอง เมื่อเขาจะจากโลกนี้ไปนั้นเล่า เขาก็จะต้องไปด้วยอำนาจกรรมที่เขาได้ทำไว้เอง แม้ตัวเราบ้างก็เหมือนกัน เมื่อจะมาในโลกนี้หรือจะจากโลกนี้ไปก็สำเร็จด้วยอำนาจกรรมที่ตัวเราเองได้ทำไว้เองทั้งสิ้น การที่เราจะช่วยกอบโกยเอาความสุขใจมาให้ หรือจะช่วยปลดปลิดความทุกข์ใจออกให้แก่ผู้คนนี้ด้วยความพยายามของเราเองนั้น หาใช่วิสัยที่จะเป็นไปได้ไม่ และการมัวสาละวนวุ่นวายอยู่ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการแผ่เมตตาจิตบ้างกรุณาจิตบ้าง มุทิตาจิตบ้างไปถึงเขาผู้นี้ มิใช่เป็นการกระทำที่ถูกต้องตรงตามความมุ่งหมายแท้ทีเดียว การวางใจไว้เป็นกลาง ๆ ในสัตว์ทั้งปวงนี้ต่างหาก เป็นมรรคาที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ดำเนินไปแล้ว และเป็นปฏิปทาที่ตรงเป้าหมายในทางปฏิบัติ โยคีบุคคลพึงส่งจิตไปในบุคคลนั้นด้วยบทภาวนาดังนี้ว่า : -
อยํ สตฺโต กมฺมสฺสโก โหติ
สัตว์ผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
ถ้าตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปว่า : -
เอเต สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน



(หน้าที่ 152)



หรือว่า : -
สพฺเพ สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
ทั้งนี้ด้วยวิธีที่นึกภาวนาในใจบ่อย ๆ หลายครั้งหลายหน จนกว่าอุเบกขา คือ ความเป็นกลาง ๆ ในบุคคลนั้น จะปรากฏขึ้นในจิตอย่างเด่นชัด เมื่อโยคีบุคคลพยายามปฏิบัติอยู่โดยทำนองนี้ ความวางใจเป็นกลาง ๆ อย่างปกติในบุคคลนั้น ก็จะเป็นสภาพที่ตั้งอยู่อย่างแน่วแน่ไม่แลบออกไปหาอารมณ์ภายนอกอื่น ๆ นี่คือลักษณะของอุปจารภาวนา และขณะนั้นนิวรณ์ ๕ ย่อมถูกข่มให้สงบไปด้วยอำนาจพลังแห่งภาวนา กิเลสทั้งหลายก็สงบลงตามกันด้วยประการ ฉะนี้


เจริญอุเบกขาในคนที่รักเป็นต้น

ลำดับนั้น โยคีบุคคลพึงเจริญอุเบกขาที่ได้ทำให้บังเกิดขึ้นแล้วในคนเป็นกลาง ๆ นั้น ไปในบุคคลประเภทอื่น ๆ มีคนผู้เป็นที่รักเป็นต้นต่อไป เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเป็นแบบอย่างไว้ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ ดังนี้ : -
ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา ย่อมแผ่อุเบกขาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้น คือทำอย่างไร ? ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา ย่อมแผ่อุเบกขาจิตไปในสัตว์ทั้งปวง เหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่นซึ่งไม่รักไม่ชังคนหนึ่ง แล้วพึงเป็นผู้เฉยๆ อยู่ฉะนั้น
เพราะฉะนั้น เมื่อโยคีบุคคลได้เจริญอุเบกขาให้เกิดในคนเป็นกลาง ๆ เป็นอันดับแรกดังนั้นแล้ว พึงฝึกทำอุเบกขาจิตนั้นให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานด้วยวสี ๕ จนได้ที่แล้ว แต่นั้นพึงพยายามเจริญอุเบกขาให้เกิดในคนที่รักต่อไป ครั้นทำอุเบกขาจิตในคนที่รักให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานจนได้ที่แล้ว ถัดนั้นพึงเจริญอุเบกขาให้เกิดในเพื่อนใจนักเลงต่อไป ครั้นทำอุเบกขาจิตให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานจนได้ที่แล้ว ถัดนั้นพึงเจริญอุเบกขาให้เกิดในคนคู่เวรต่อไป ฉะนี้



(หน้าที่ 153)



อุเบกขาสีมาสัมเภท

ครั้นแล้ว โยคีบุคคลพึงพยายามเจริญอุเบกขาจิตให้เป็นสีมาสัมเภทโดยวางใจไว้เป็นกลาง ๆ ในบุคคลเหล่านี้ คือคนที่รัก ๑ เพื่อนใจนักเลง ๑ คนคู่เวร ๑ และตนเอง ๑ เมื่อได้ปฏิบัติถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้ว ฉะนี้ พึงซ่องเสพให้หนักยิ่งขึ้นซึ่งสมถนิมิต คือ สีมาสัมเภทนั้น ทำให้เจริญขึ้น ภาวนาให้มาก ๆ เข้า ด้วยภาวนาวิธีดังที่ได้แสดงมาแล้วนั่นแล
ในที่นี้ เหตุที่ท่านยกเอาตนเองมาตั้งไว้ในลำดับหลังสุดนั้น ก็เพราะการที่จะวางใจไว้เป็นกลาง ๆ ในตนเองเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ยากยิ่งกว่าคนคู่เวรเสียอีก ทั้งนี้ ด้วยความเห็นแก่ตนเป็นภาวะที่มีกำลังมากโดยธรรมนิยมของโลกียปุถุชนนั่นเอง



บรรลุจตุตถฌาน

ก็แหละ เมื่อโยคีบุคคลได้พยายามอย่างมุ่งมั่นด้วยการซ่องเสพนิมิตกรรมฐานอยู่อย่างนั้น ไม่ช้าไม่นานสักเท่าไร จตุตถฌานอันมีอุเบกขาพรหมวิหารเป็นนิมิตก็สำเร็จบังเกิดขึ้นมา ซึ่งมีคุณลักษณะเหมือนอย่างที่ได้แสดงมาแล้วในปถวีกสิณภาวนานั่นแล
ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันโยคีบุคคลผู้เจริญอุเบกขาพรหมวิหารภาวนา ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งอุเบกขากรรมฐานนี้โดยบริบูรณ์แล้วแล


อาการเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานในปถวีกสิณ

ก็แหละ ลักษณะอาการที่บังเกิดขึ้นของจตุตถฌาน ที่ท่านแสดงไว้ในปถวีกสิณนั้น ข้าพเจ้าขอยกมาไว้ ณ ที่นี้อีกวาระหนึ่ง เพื่อสนองเจตนาของผู้ใคร่จะทราบ และเพื่อช่วยส่งเสริมความเข้าใจในที่นี้ให้เด่นชัดขึ้น ดังต่อไปนี้
เมื่อโยคีผู้ฌานลาภีบุคคล ซึ่งทำฌานให้แคล่วคล่องดีแล้วด้วยวสีทั้ง ๕ ออกจากตติยฌานที่ตนทำให้ชำนาญดีแล้วนั้น พิจารณาเห็นโทษในตติยฌานว่า สมาบัตินี้ยังใกล้ต่อปีติอันเป็นข้าศึกอยู่ และฌานก็มีกำลังอ่อนเพราะสุขอันเป็นองค์ฌานเป็นสภาพที่หยาบ ครั้นแล้วก็ใฝ่ใจไปถึงจตุตถฌานโดยเห็นเป็นสภาพที่ละเอียดประณีตกว่า จึงคลายความพอใจในตติยฌานเสีย แล้วลงมือพยายามภาวนาต่อเพื่อให้ได้บรรลุจตุตถฌานต่อไป



(หน้าที่ 154)



ก็แหละ ขณะใดโยคีบุคคลออกจากตติยฌานแล้วใช้สติสัมปชัญญะกำหนดพิจารณาองค์ฌานอยู่นั้น ความสุขอันใดได้แก่โสมนัสเวทนาก็จะปรากฏให้เห็นโดยเป็นภาวะที่หยาบเด่นชัดขึ้น อุเบกขาเวทนากับเอกัคคตา (ภาวะที่จิตมีอารมณ์ดิ่งเป็นหนึ่ง) ก็จะปรากฏให้เห็นเป็นภาวะที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น ขณะนั้นแลกำลังที่โยคีบุคคลพิจารณาสมถนิมิตอยู่ว่า ปถวี ปถวี หรือ ดิน ดิน ดังนี้เพื่อละองค์ฌานที่หยาบนั้น และให้ได้มาซึ่งองค์ฌานที่ละเอียดต่อไป และรู้สึกขึ้นว่า จตุตถฌานจะเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้แล้ว มโนทวาราวัชชนจิต ซึ่งมีปถวีกสิณนั้นแหละเป็นอารมณ์ทำหน้าที่ตัดกระแสภวังคจิตแล้วก็เกิดขึ้นมาแทนทันที ถัดนั้นและในอารมณ์เดียวกันนั้น ชวนจิตก็เกิดขึ้น ๔ ครั้งหรือ ๕ ครั้งแล้วแต่กรณี (สำหรับโยคีเป็นติกขบุคคลมีปัญญากล้า ชวนจิตเกิดขึ้นเพียง ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เรียกว่า อุปจาระ ที่ ๒ อนุโลม ที่ ๓ โคตรภู ที่ ๔ คือจตุตถฌาน สำหรับโยคีผู้เป็นมันทบุคคลปัญญาอ่อน ชวนจิตเกิดขึ้น ๕ ครั้ง คือ บริกรรม อุปจาระ อนุโลม โคตรภู และจตุตฌาน ตามลำดับ)
ชวนจิตดวงสุดท้าย คือ ครั้งที่ ๔ หรือ ครั้งที่ ๕ นั้น คือ ตัวจตุตถฌานจัดเป็นรูปาวจรกุศล ส่วนชวนจิตดวงต้น ๆ คือ บริกรรม อุปจาระ อนุโลม และโคตรภู ยังเป็นกามาวจรกุศลอยู่ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลนี้ได้บรรลุถึงซึ่งจตุตถฌานอันมีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาเวทนา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์เสียแล้ว โสมนัสเวทนาและโทมนัสเวทนาก็ดับมาแล้วตั้งแต่ต้น
ด้วยประการฉะนี้ จตุตถฌานหรือฌานที่ ๔ โดยจตุกกนัยอันมีปถวีกสิณเป็นนิมิตซึ่งองค์ละ ๑ ประกอบด้วยองค์ ๒ มีความงาม ๓ สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๑๐ เป็นอันโยคีบุคคลนี้ได้บรรลุแล้วแล


อุเบกขาจตุตถฌานมีเหตุจำกัด

ถามว่า - อุเบกขาจตุตถฌานนี้ จะเกิดแก่โยคีบุคคลผู้สำเร็จตติยฌานในปถวีกสิณเป็นต้นได้ไหม ? เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า - ไม่ได้ เพราะเหตุที่อุเบกขาจตุตถฌานนี้ กับปถวีกสิณตติยฌาน เป็นต้น เป็นสภาพมีอารมณ์ไม่ถูกส่วนกัน อุเบกขาจตุตถฌานนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะแก่ฌานลาภีบุคคล



(หน้าที่ 155)



ผู้ได้ตติยฌานมาในพรหมวิหาร ๓ เบื้องต้นเท่านั้น เพราะเป็นสภาพมีอารมณ์ถูกส่วนกัน คือ มีสัตว์บัญญัติเป็นอารมณ์เหมือนกัน ส่วนปถวีตติยฌานเป็นต้น ก็มีกสิณนิมิตเป็นต้น เป็นอารมณ์ ฉะนี้


วิธีการแผ่อุเบกขา ๓ อย่าง

ลำดับต่อไปนี้ ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจวิธีการแผ่อุเบกขา ๓ อย่างตามที่ท่านแสดงเป็นแบบไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค คือ การแผ่อุเบกขาอย่างไม่เจาะจงที่เรียกว่า อโนธิโสผรณาโดยอาการ ๕ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่อุเบกขาอย่างเจาะจงที่เรียกว่าโอธิโสผรณา โดยอาการ ๗ นั้นอย่างหนึ่ง การแผ่อุเบกขาไปในทิศที่เรียกว่าทิสาผรณาโดยอาการ ๑๐ นั้นอย่างหนึ่ง ซึ่งมีตัวอย่างแห่งภาวนาวิธีดังต่อไปนี้ –


๑. อโนทิโสผรณา

คำแผ่อุเบกขาไม่เจาะจงโดยอาการ ๕


๑. สพฺเพ สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๒. สพฺเพ ปาณา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
ปาณะทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๓. สพฺเพ ภูตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
ภูตทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๔. สพฺเพ ปุคฺคลา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
บุคคลทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๕. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา กมฺมสฺสกา โหนฺติ
ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]