วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศ หน้าที่ ๑๕๖ - ๑๖๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 156)


๒. โอธิโสผรณา

คำแผ่อุเบกขาเจาะจงโดยอาการ ๗

๑. สพฺพา อิตฺถิโย กมฺมสฺสกา โหนฺติ สตรีทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๒. สพฺเพ ปุริสา กมฺมสฺสกา โหนฺติ บุรุษทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๓. สพฺเพ อริยา กมฺมสฺสกา โหนฺตุ พระอริยเจ้าทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๔. สพฺเพ อนริยา กมฺมสฺสกา โหนฺติ ปุถุชนทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๕. สพฺเพ เทวา กมฺมสฺสกา โหนฺติ เทวดาทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๖. สพฺเพ มนุสฺสา กมฺมสฺสกา โหนฺติ มนุษย์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๗. สพฺเพ วินิปาติกา กมฺมสฺสกา โหนฺติ พวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน


๓. ทิสาผรณา

วิธีแผ่อุเบกขาไปในทิศโดยอาการ ๑๐

วิธีแผ่อุเบกขาไปในทิศนั้น คือยกเอาอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก โอธิโสบุคคล ๗ จำพวก รวมเป็น ๑๒ จำพวก ไปตั้งไว้ในทิศทั้ง ๑๐ แล้วแผ่อุเบกขาไปในบุคคล ๑๒ จำพวกที่อยู่ในทิศทั้ง ๑๐ นั้น จึงเรียกว่าแผ่ไปในทิศโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐ อาการ เมื่อว่าโดยบุคคลเป็น ๑๒ วาระ ตัวอย่างดังต่อไปนี้ –



(หน้าที่ 157)



คำแผ่อุเบกขาในทิศโดยอาการ ๑๐ วาระที่ ๑

ในบุคคลที่ ๑

๑. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๒. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศประจิม เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๓. สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๔. สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๕. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๖. สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๗. สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๘. สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๙. สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
๑๐. สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน เป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน
ส่วนการแผ่อุเบกขาไปในทิศโดยอาการ ๑๐ ในบุคคลอีก ๑๑ จำพวก หรือ ๑๑ วาระ ตั้งแต่จำพวกที่ ๒ สพฺเพ ปาณา ปาณะทั้งปวง ถึงจำพวกที่ ๑๒ สพฺเพ



(หน้าที่ 158)



วินิปาติกา พวกสัตว์วินิปาติกะทั้งปวงนั้น ผู้ปฏิบัติจงนำมาประกอบเรื่องโดยทำนองเดียวกับ วาระที่ ๑ ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลประเภทนั้น ๆ มาประกอบแทนตรงที่ว่า สตฺตา ในคำบาลี หรือตรงที่ว่า สัตว์ ในคำไทยเท่านั้น เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถที่จะนำมาประกอบได้เอง จึงไม่ยกมาแสดงไว้เต็มรูปในที่นี้


อุเบกขาอัปปนา ๑๓๒

ในอุเบกขาภาวนานี้ เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้บรรลุถึงขั้นอัปปนาจตุตตถฌานและได้ทำการแผ่อุเบกขาไปโดยอาการแห่งภาวนา ๕ ในอโนธิโสบุคคล โดยอาการแห่งภาวนา ๗ ในโอธิโสบุคคล และโดยอาการแห่งภาวนา ๑๐ ในบุคคล ๑๒ จำพวก โดยภาวนาวิธีดังแสดงมาก็จะได้อัปปนาฌานทั้งสิ้น ๑๓๒ อัปปนา คือ อัปปนาในอโนธิโสผรณา ๕ ในโอธิโสผรณา ๗ และในทิสาผรณา ๑๒๐ (๕+๗+๑๒๐ = ๑๓๒)


อานิสงส์อุเบกขา

ก็แหละ โยคีบุคคลผู้เจริญอุเบกขาพรหมวิหารนี้จนได้สำเร็จขั้นอัปปนาจตุตถฌาน เป็นจตุตถฌานลาภีบุคคลแล้ว ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์ถึง ๑๑ ประการ มี นอนเป็นสุข เป็นต้น ฉันเดียวกับเมตตาพรหมวิหารทุกประการนั่นแล


อุเบกขาภาวนา จบ.

...................


อธิบายข้อเบ็ดเตล็ดในพรหมวิหาร ๔

พรหมุตฺตเมน กถิเต พรหมวิหาเร อิเม อิติ
วิทิตวา ภิยฺโย เอเตสุ อยํ ปกิณฺณกกถาปิ วิญฺเญยฺยา
นักศึกษาเมื่อได้เรียนรู้พรหมวิหาร ๔ นี้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพรหมชั้นสุดยอด ทรงแสดงโปรดเวไนยสัตว์ ด้วยประการดังพรรณนามาในภาวนาวิธีนั้นฉะนี้แล้ว พึงศึกษาให้รู้ข้อเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ในพรหมวิหาร ๔ นี้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกดังต่อไปนี้



(หน้าที่ 159)



๑. อรรถวิเคราะห์พรหมวิหาร ๔

ในพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา นั้นนักศึกษาพึงทราบอรรถวิเคราะห์ของเมตาเป็นอันดับแรก ดังนี้ –
คำว่า เมตตา มีอรรถวิเคราะห์ว่า เมชฺชตีติ = เมตฺตา สินิยหตีติ อตฺโถ ธรรมชาติ ที่รักใคร่ เรียกว่า เมตตา ไขความว่า ธรรมชาติที่ห่วงใยในอันที่จะทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย อีกนัยหนึ่งว่า เมชฺชตีติ = มิตฺโต ผู้ใดยอมรักใคร่กัน ผู้นั้นเรียกว่ามิตร มิตฺเต ภวาติ = เมตฺตา อัธยาศัยที่ใคร่ประโยชน์ซึ่งเกิดมีในมิตรเรียกว่า เมตตา, อีกนัยหนึ่ง มิตฺตสฺส เอสา ปวตฺตตีติ = เมตฺตา อัธยาศัยที่ใคร่ประโยชน์ที่เป็นไปต่อมิตรเรียกว่า เมตตา
คำว่า กรุณา มีอรรถวิเคราะห์ว่า ปรทุกฺเข สติ สาธูนํ หทยกมฺปนํ กโรตีติ = กรุณา ธรรมชาติใด เมื่อสัตว์อื่นประสบทุกข์ย่อมทำความสะเทือนใจให้แก่สาธุชนทั้งหลาย ธรรมชาตินั้นเรียกว่า กรุณา, อีกนัยหนึ่ง กิณาติ ปรทุกฺขํ หึสติ วินาเสตีติ = กรุณา ธรรมชาติใดย่อมช่วยถ่ายถอนทุกข์ของสัตว์อื่น คือช่วยกำจัดช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของสัตว์อื่นให้หมดไป ธรรมชาตินั้นเรียกว่า กรุณา อีกนัยหนึ่ง กิริยติ ทุกฺขิเตสุ ผรณวเสน ปสาริยตีติ = กรุณา ธรรมชาติใดอันบุคคลแผ่กระจายไป คือ ระลึกไปในสัตว์ทั้งหลายผู้ประสบทุกข์ ด้วยรับเอามาเป็นทุกข์เสียเอง ธรรมชาตินั้นเรียกว่า กรุณา
คำว่า มุทิตา มีอรรถวิเคราะห์ว่า โมทนฺติ ตาย ตํ สมงฺคิโนติ = มุทิตา ชนทั้งหลายย่อมยินดีต่อผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัตินั้นด้วยธรรมชาตินั้น ธรรมชาตินั้นเป็นเหตุให้ยินดีต่อผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัตินั้น เรียกว่า มุทิตา อีกนัยหนึ่ง สยํ โมทตีติ = มุทิตา ธรรมชาติใดย่อมยินดีเอง ธรรมชาตินั้นเรียกว่า มุทิตา อีกนัยหนึ่ง โมทนมตฺตเมวตนฺติ = มุทิตา ธรรมชาติมาตรว่าความยินดีนั้นนั่นเทียว เรียกว่า มุทิตา
คำว่า อุเบกขา มีอรรถวิเคราะห์ว่า อเวรา โหนฺตุ อาทิพยาปารปฺปหาเนน มชฺฌตฺตภาวูปคมเนน จ อุเปกฺขตีติ = อุเปกฺขา ธรรมชาติใดย่อมเห็นเสมอกัน โดยละความขวนขวายว่าสัตว์ทั้งปวงจงอย่าผูกเวรกันเป็นต้น และโดยเข้าถึงภาวะเป็นกลางๆ ธรรมชาตินั้นเรียกว่า อุเบกขา



(หน้าที่ 160)



๒. ลักษณะเป็นต้นของพรหมวิหาร ๔

ลักษณะเป็นต้นของพรหมวิหาร ๔ นี้ มีอรรถธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้ –
เมตตา มีอันเป็นไปโดยอาการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีอันน้อมนำเข้ามาซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ มีอันกำจัดซึ่งความอาฆาตเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของสัตว์ทั้งหลายเป็นบรรทัดฐาน มีความสงบแห่งพยาบาทเป็นสมบัติ มีการเกิดความห่วงใยด้วยตัณหาเป็นความวิบัติของเมตตานี้
กรุณา มีอันเป็นไปโดยอาการช่วยบรรเทาทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีอันไม่นิ่งดูดายต่อทุกข์ของสัตว์อื่นเป็นกิจ มีการไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นสภาพอันน่าอนาถของสัตว์ทั้งหลายผู้ถูกทุกข์ครอบงำแล้วเป็นบรรทัดฐาน มีความระงับซึ่งการเบียดเบียนสัตว์เป็นสมบัติ มีการเกิดความโศกเศร้าเป็นความวิบัติของกรุณานี้
มุทิตา มีความยินดีด้วยเป็นลักษณะ มีความไม่ริษยาเป็นกิจ มีอันจำกัดความไม่ไยดีด้วยเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นสมบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นบรรทัดฐาน มีความสงบแห่งความไม่ไยดีด้วยเป็นสมบัติ มีอันเกิดความร่าเริงเป็นความวิบัติของมุทิตานี้
อุเบกขา มีอันเป็นไปโดยอาการเป็นกลางๆ ในสัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีอันเห็ภาวะที่สม่ำเสมอกันในสัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ มีอันสงบความเสียใจและความดีใจเป็นผลปรากฏ มีอันพิจารณาเห็นภาวะที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตนเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งมีอาการเป็นไปอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของแห่งตน สัตว์เหล่านั้นจักได้ประสบความสุขก็ดี จักพ้นจากทุกข์ก็ดี จักเสื่อมจากสมบัติที่ตนมีอยู่แล้วก็ดี เพราะความชอบใจของใครเล่า (นอกจากของกรรมเท่านั้น) มีการสงบแห่งความเสียใจและความดีใจเป็นสมบัติ มีอันเกิดความเพิกเฉยเพราะความไม่รู้อันอาศัยกามคุณเป็นความวิบัติของอุเบกขานี้


๓. ประโยขน์ของพรหมวิหาร ๔

ก็แหละ สุขอันเกิดแต่ปัญญาที่เห็นแจ้งชัดอันเป็นภายในก็ดี สมบัติอันบุคคลจะพึงได้ในภพที่ไปบังเกิดก็ดี จัดเป็นประโยชน์ส่วนที่ร่วมกันของพรหมวิหารทั้ง ๔ ส่วนการปราบเสียได้ซึ่งกิเลสมีพยาบาทเป็นต้น จัดเป็นประโยชน์ส่วนเฉพาะแต่ละประการของพรหม –


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]