วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศ หน้าที่ ๑๗๖ - ๑๗๙

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 176)


ถาม – เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงอัปปมัญญา ๔ ประการนี้ โดยมีความต่างกันแต่ละประการดังนั้น ?
ตอบ – เพราะอัปปมัญญา ๔ ประการนี้ ต่างเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์ ๆ อันมีสุภวิโมกข์เป็นต้น ดังจะอธิบายต่อไป


๑๗. เมตตามีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอด

มีความจริงอยู่ว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เป็นสิ่งที่พึงรังเกียจสำหรับเมตตา วิหารีบุคคล (คนมีจิตประกอบด้วยเมตตา) ฉะนั้นเมื่อโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารีนั้นน้อมจิตไป ในอารมณ์กรรมฐานทั้งหลาย เช่นสีเขียวเป็นต้น อันเป็นสีที่บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เมตตาวิหารีบุคคลไม่พึงรังเกียจ เพราะได้อบรมมาโดยอาการที่ไม่น่ารังเกียจด้วยอำนาจเมตตาภาวนา จิตของเธอย่อมจะแล่นไปในอารมณ์ของกรรมฐานมีสีเขียวเป็นต้น โดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น เมตตาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่สุภวิโมกข์โดยปกตูปนิสัย นอกเหนือไปจากสุภวิโมกข์แล้ว เมตตาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า เมตตาเจโตวิมุติมีสุภวิโมกข์ เป็นผลขั้นสุดยอด


๑๘. กรุณามีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด

ก็แหละ เมื่อโยคีผู้กรุณาวิหารีบุคคล (ผู้มีจิตประกอบด้วยกรุณา) พิจารณาเห็นทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีลักษณะรูปร่างที่มีไม้ค้อนอันเป็นเครื่องประหารกันเป็นต้น เป็นนิมิต เธอย่อมเห็นแจ้งชัดซึ่งโทษในรูป เพราะรูปเป็นที่บังเกิดเป็นไปของกรุณา เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีผู้กรุณาวิหารีบุคคลนั้น จึงเพิกถอนกสิณ ๙ อย่าง (เว้นอากาศกสิณ) มีปถวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ได้เห็นแจ้งชัดซึ่งโทษในรูปนั้น แล้วน้อมภาวนาจิตไปในอากาศตรงที่เพิกถอนรูปออกแล้วนั้น จิตของเธอก็ย่อมจะแล่นไปตรงที่อากาศนั้นโดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น กรุณาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่อากาสานัญจายตนฌานโดยปกตูปนิสัย นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว กรุณาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงแสดงว่า กรุณาเจโตวิมุติมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด



(หน้าที่ 177)



๑๙. มุทิตามีวิญญานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด

ก็แหละ เมื่อมุทิตาวิหารีบุคคล (ผู้มีจิประกอบด้วยมุทิตา) พิจารณาเห็นวิญญานของสัตว์ทั้งหลายผู้ได้ความปราโมทย์ ด้วยเหตุอันให้เกิดความปราโมทย์นั้น ๆ มีโภคสมบัติเป็นต้น จิตที่ถูกอบรมมาด้วยการยึดถือวิญญาณย่อมเกิด เพราะวิญญาณเป็นที่บังเกิดเป็นไป ของมุทิตา เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีผู้มุทิตาวิหารีบุคคลนั้นย่อมก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานที่ตนได้บรรลุมาแล้วโดยลำดับ แล้วน้อมภาวนาจิตไปในอรูปวิญญาณที่หนึ่ง อันมีอากาศนิมิตเป็นอารมณ์นั้น วิญญาณัญจายตนจิตของเธอย่อมจะแล่นไปในอรูปวิญญาณที่หนึ่งนั้นโดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น มุทิตาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิญญาณณัญจายตนฌานโดยปกตูปนิสัย นอกเหนือไปจากนั้น มุทิตาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า มุทิตาเจโตวิมุติ มีวิญญาณัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด


๒๐. อุเบกขามีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด

ก็แหละ โยคีผู้อุเบกขาวิหารีบุคคล (ผู้มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา) นั้น ย่อมมีจิตเหนื่อยหน่ายต่อการยึดถืออารมณ์อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ โดยเบือนหน้าหนีจากการยึดถือโดยปรมัตถ์เช่นสุขทุกข์เป็นต้น เพราะไม่มีความห่วงใยว่า ขอสัตว์ทั้งหลายจงมีสุขเถิด หรือขอสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เสียเถิด หรือขอสัตว์ทั้งหลายอย่าได้พรากจากสุขที่ตนได้แล้วเลยฉะนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้โยคีบุคคลผู้อุเบกขาวิหารีนั้น ซึ่งเป็นผู้มีจิตใจได้อบรมมาโดยความเบือนหน้าหนีจากการยึดถือโดยปรมัตถ์ และเป็นผู้มีจิตเหนื่อยหน่ายต่อการยึดถืออารมณ์อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ย่อมก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานที่ตนได้บรรลุมาแล้วโดยลำดับเสีย แล้วน้อมภาวนาจิตไปในภาวะอันไม่มีอยู่ของวิญญาณอันเป็นปรมัตถ์ ซึ่งไม่มีอยู่โดยสภาวะอากิญจัญญายตนจิตของเธอ ย่อมจะแล่นไปในภาวะที่ไม่มีอยู่ของวิญญาณนั้นโดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น อุเบกขาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่อากิญจัญญายตนฌานโดยปกตูปนิสัย นอกเหนือไปจากนั้น อุเบกขาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า อุเบกขาเจโตวิมุติมีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด



(หน้าที่ 178)



๒๑. อัปปมัญญาทำให้กัลยาณธรรมทั้งปวงบริบูรณ์

เมื่อนักศึกษาได้เข้าใจอานุภาพพิเศษที่ต่างกันของอัปปมัญญานี้ โดยมีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้นดังแสดงมาฉะนี้แล้ว พึงศึกษาให้เข้าใจต่อไปอีกว่า อัปปมัญญา ๔ ประการนี้ เป็นคุณสมุทัยทำให้กัลยาณธรรมทั้งปวงมีทานบารมีเป็นต้นให้เต็มบริบูรณ์ เป็นประการสุดท้าย ดังต่อไปนี้
เป็นธรรมดา พระโพธิสัตว์ทั้งหลายซึ่งเป็นผู้มีจิตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอในสรรพสัตว์ทุกจำพวก โดยเป็นผู้มีอัธยาศัยมุ่งทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำอาจเมตตา ๑ โดยเป็นผู้นิ่งดูดายไม่ได้ต่อทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจกรุณา ๑ โดยเป็นผู้มีความประสงค์ที่จะให้สมบัติอันวิเศษที่สัตว์ทั้งหลายได้มาแล้วให้ดำรงคงสภาพอยู่นาน ๆ ด้วยอำนาจมุทิตา ๑ โดยเป็นผู้ไม่ตกไปในความเป็นฝักเป็นฝ่ายในสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจอุเบกขา ๑ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้มีคุณลักษณะเห็นปานฉะนี้ ย่อมเพียรสร้างบารมีธรรม ๑๐ ประการ ให้บริบูรณ์ในขันธสันดานอย่างนี้ คือ บำเพ็ญทานอันเป็นเหตุแห่งความสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย โดยทั่วหน้ากัน โดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกว่า คนนี้ควรให้ คนนั้นไม่ควรให้ (๑. ทาน), สมาทานศีล เว้นการประหัตประหารสัตว์ทั้งหลายทุกตัวตน โดยไม่มีการยกเว้น (๒. ศีล), บำเพ็ญเนกขัมมะ ได้แก่การถือบวชเป็นต้น อันเป็นเหตุแห่งความสุขของสัตว์ทั้งหลาย และเพื่อทำศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่งขึ้น (๓. เนกขัมมะ), อบรมบ่มปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง เพื่อทำลายโมหะไม่ให้หลงงมงายในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย (๔. ปัญญา), บำเพ็ญเพียรชนิดที่ติดต่อกันไปไม่ให้ชะงักงัน เพื่อความเจริญแห่งประโยชน์สุขของสัตว์ทั้งหลาย (๕. วิริยะ), แม้เมื่อได้บรรลุถึงความเป็นวีรภาพด้วยอำนาจความเพียรขั้นสุดยอดแล้ว ย่อมอดกลั้นได้ต่อความผิดมีประการต่าง ๆ ของสัตว์ทั้งหลายที่ตกมาถึงตน (๖. ขันติ), รักษา ปฏิญญาที่ตนได้ทำไว้ว่า จักทำสิ่งนี้จักให้สิ่งนั้นแก่ท่านไม่ให้เคลื่อนคลาด (๗. สัจจะ), เป็นผู้มุ่งมั่นไม่หวั่นไหวในพุทธการกธรรมที่ตนสมาทานแล้ว เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์ทั้งหลาย (๘. อธิฏฐานะ), เป็นผู้เริ่มต้นทำอุปการะแก่สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตาปรารถนาดีอย่างแน่วแน่ (๙. เมตตา), และไม่หวังผลตอบแทนอย่างใด ๆ ทั้งสิ้นจากสัตว์ทั้งหลายด้วยอุเบกขา (๑๐. อุเบกขา)



(หน้าที่ 179)



พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้อัปปมัญญาวิหารี ย่อมเพียรสร้างบารมีธรรมทั้งหลาย ดังบรรยายมานี้ ตลอดถึงสรรพกัลยาณธรรมแม้ทุกอย่าง ต่างด้วยทศพลญาณ ๑๐ เวสารัชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และพุทธรรม ๑๘ ให้เต็มบริบูรณ์ในขันธสันดาน ด้วยประการฉะนี้
อัปปมัญญา ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นคุณสมุทัยทำสรรพกัลยาณธรรมทุก ๆ อย่าง มีทานบารมีเป็นต้นให้เต็มบริบูรณ์ ด้วยประการดังที่ได้พรรณนามาฉะนี้แล


พรหมวิหารนิเทศ ซึ่งนับเป็นปริทเฉทที่ ๙

ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา ในปกรณ์วิเศษวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้

เพื่อให้เกิดความปีติปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย

ยุติลงเพียงเท่านี้


............................


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]