วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ ภาคสมาธิ ปริเฉทที่ ๙ พรหมวิหารนิเทศ หน้าที่ ๘๐ - ๘๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 80)



พรหมวิหารนิเทศ ปริจเฉทที่ ๙[แก้ไข]

วิธีภาวนาพรหมวิหาร ๔


๑. เมตตาภาวนา

ในพรหมวิหาร ๔ อย่าง คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขานั้น เมื่อโยคีบุคคลผู้แรกเริ่มทำกรรมฐาน ประสงค์จะเจริญเมตตาพรหมวิหารข้อแรกให้บังเกิดมีขึ้นในจิตสันดานของตน เบื้องต้นต้องตัดปลิโพธ คือความกังวล ๑๐ ประการ ให้สิ้นห่วงเสียก่อน ครั้นแล้วจึงไปเรียนเอาวิธีเจริญเมตตากัมมัฏฐานในสำนักของอาจารย์ให้เป็นที่เข้าใจพอที่จะนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ครั้นแล้วเมื่อจะเริ่มปฏิบัติ พึงบริโภคอาหารให้อิ่มหนำสำราญพอแก่ความต้องการ และบรรเทาความง่วงอันเกิดแก่การบริโภคนั้นให้สร่างหายก่อน ลำดับนั้นพึงไปนั่งขัดสมาธิอย่างสบาย ณ อาสนะซึ่งได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าตรงที่อันสงัดปราศจากเสียงรบกวนและไม่มีคนพลุกพล่านไปมา โดยเอกเทศแห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ประการแรกจงพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ และอานิสงส์ของขันติอย่างเด่นชัดเสียก่อน


ถาม – เพราะเหตุไร จึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ และอานิสงส์ของขันติก่อน ?


ตอบ – เพราะการเจริญเมตตาพรหมวิหารนี้ ความประสงค์ก็เพื่อจะสลัดทิ้งเสีย ซึ่งความโกรธและให้บรรลุถึงซึ่งขันติคุณ เป็นจุดหมายสำคัญ ประกอบด้วยมีกฎความจริงอยู่ว่า ใคร ๆ ก็ตาม ย่อมไม่อาจสละทิ้งซึ่งโทษที่ตนไม่ได้เห็น และไม่อาจที่จะบรรลุถึงซึ่งอานิสงส์ที่ตนมิได้รู้มาก่อน



(หน้าที่ 81)



พิจารณาโทษความโกรธและอานิสงส์ขันติ

เพราะฉะนั้น ก่อนแต่จะลงมือเจริญเมตตากัมมัฏฐาน โยคีบุคคลจึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธเสียก่อน ทั้งนี้โดยอาศัยนัยที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลักอาทิเช่น
“ดูก่อนอาวุโส คนที่โกรธขึ้นมาแล้ว ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีจิตอันความโกรธยึดครองไว้แล้ว ย่อมอาจล้างผลาญชีวิตของกันและกันได้ทีเดียว”


และต้องพิจารณาให้รู้อานิสงส์ของขันติ ทั้งนี้โดยอาศัยนัยที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลัก อาทิเช่น
“ขันติ คือ ความยับยั้งใจไว้ได้ เป็นธรรมเครื่องเผาบาปให้เหือดแห้งชั้นเยี่ยม เรายกย่องบุคคลผู้มีขันติเป็นกำลัง มีขันติเป็นกองทัพ ว่าเป็นพราหมณ์ คุณธรรมที่จะเป็นเครื่องป้องกันความฉิบหาย และนำไปซึ่งประโยชน์อันยิ่งใหญ่มาให้แก่ตนและคนอื่น ที่จะประเสริฐวิเศษยิ่งไปกว่าขันตินั้นย่อมไม่มี”


ต้องรู้คนที่เป็นโทษแก่เมตตาภาวนาก่อน

เมื่อได้เห็นโทษของความโกรธ และรู้อานิสงส์ของขันติแล้วดังนั้น คราวนี้ก็ถึงวาระของโยคีบุคคลจะพึงเริ่มเจริญเมตตากัมมัฏฐาน เพื่อประโยชน์ที่จะข่มจิตให้พ้นจากความโกรธซึ่งมีโทษตามที่ได้พิจารณาเห็นมาแล้ว และเพื่อประโยชน์ที่จะประกอบตนไว้ในขันติคุณ ซึ่งมีอานิสงส์ตามที่ตนได้รู้ประจักษ์มาแล้วต่อไป แต่ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัตินั้น จำต้องรู้คนที่เป็นโทษแก่เมตตาภาวนาอีกก่อน ว่าบุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงในอันดับแรกไม่ได้ บุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงไม่ได้เลยตลอดกาล ดังต่อไปนี้



(หน้าที่ 82)



ห้ามเจริญในคน ๔ จำพวกเป็นอันดับแรก

มีมาตรฐานอยู่ว่า เมตตาภาวนานี้ห้ามมิให้โยคีบุคคลเจริญไปในบุคคล ๔ จำพวกนี้เป็นอันดับแรก คือ คนที่เกลียดชัง ๑ เพื่อนที่รักมาก ๑ คนที่เป็นกลาง ๆ ๑ คนที่เป็นคู่เวรกัน ๑ ส่วนคนต่างเพศกัน ห้ามมิให้เจริญเมตตาไปโดยจำเพาะเจาะจง และคนที่ตายแล้ว ห้ามมิให้เจริญเมตตาไปถึงเลยตลอดกาล


ถาม – เพราะเหตุไร บุคคล ๔ จำพวก มีคนเกลียดชังกันเป็นต้น จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปถึงเป็นอันดับแรก ?
ตอบ – เพราะเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาโดยเพ่งเอาคนที่เกลียดชังมาตั้งไว้ในฐานะเป็นคนที่รักกันนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ลำบากใจมาก เมื่อจะเพ่งเอาเพื่อนที่รักมากมาตั้งไว้ในฐานะเป็นคนกลาง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเช่นเดียวกัน แม้เพียงแต่เขาได้ประสบทุกข์นิดหน่อยก็เป็นเหตุให้โยคีบุคคลถึงกับเสียใจ ร้องไห้ได้เสียแล้ว, เมื่อจะเพ่งเอาคนที่เป็นกลาง ๆ มาตั้งไว้ในฐานะเป็นที่รักเล่า ก็ย่อมจะเป็นการยากแก่ใจทำนองเดียวกัน และเมื่อระลึกถึงคนที่เป็นคู่เวรกัน ความโกรธแค้นก็จะเกิดขึ้นมา เมตตาภาวนาย่อมบังเกิดขึ้นไม่ได้


ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่เกลียดชังเป็นต้นเป็นอันดับแรก


ห้ามเจริญเจาะจงในคนต่างเพศ

ในกรณีที่คนต่างเพศกันนั้น เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปโดยเจาะจงคือเพ่งเอาคนต่างเพศนั้นมาเป็นอารมณ์โดยเฉพาะ ราคะคือความกำหนัดยินดีในเพศก็จะเกิดขึ้นมาแทน เมตตาภาวนาไม่อาจที่จะเกิดขึ้นได้ เคยมีตัวอย่างมาว่า บุตรอำมาตย์คนหนึ่งเรียนถามพระเถระที่ตนอุปัฏฐากว่า “พระผู้เป็นเจ้าขอรับ เมตตาภาวนานี้จะต้องเจริญให้บังเกิดแก่ใครจึงจะดี” พระเถระให้คำตอบว่า “ต้องเจริญให้บังเกิดในคนที่รักจึงจะดี คุณโยม” ก็ภริยาของเขาเองเป็นที่รักของบุตรอำมาตย์นั้น เขาจึงได้เจริญเมตตาภาวนาไปในภิริยาของเขานั่นเอง ผลจึงปรากฏว่าเขาได้ทำการรบกับฝาเรือนตลอดคืนยันรุ่งทีเดียว
ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาโดยเจาะจงในคนต่างเพศ



(หน้าที่ 83)



ห้ามเจริญในคนตายแล้วตลอดกาล

ในกรณีที่คนตายแล้ว เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปถึงคนที่ตายแล้ว เขาย่อมไม่บรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิ หรือแม้เพียงอุปจารสมาธิได้เลย เคยมีตัวอย่างว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งได้เจริญเมตตาภาวนา โดยเพ่งเอาพระอาจารย์มาเป็นอารมณ์ แม้เธอจะได้เพียรเจริญสักเท่าไร เมตตาฌานก็มิได้บังเกิดขึ้นแก่เธอ ทั้ง ๆ ที่เคยทำได้อย่างชำนิชำนาญมาก่อนแล้ว เธอจึงได้ไปเรียนถามพระมหาเถระว่า “ใต้เท้าขอรับ กระผมเคยเจริญเมตตาฌานได้อย่างชำนิชำนาญแล้ว แต่บัดนี้กระผมไม่สามารถจะเข้าสู่เมตตาสมาบัตินั้นได้ จะเป็นด้วยเหตุอะไรหรือขอรับผม” พระมหาเถระแนะนำว่า “อาวุโส เธอลองตรวจดูอารมณ์กรรมฐานที่เธอเจริญเมตตาไปถึงนั้นว่า จะยังมีชีวิตอยู่หรือหาไม่แล้ว” เมื่อภิกษุนั้นตรวจดูอารมณ์กรรมฐาน ก็ได้ทราบว่าพระอาจารย์ได้ถึงแก่มรณภาพไปเสียแล้ว จึงได้เปลี่ยนอารมณ์กรรมฐานใหม่ เมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนา โดยเพ่งเอาคนอื่นมาเป็นอารมณ์จึงได้สำเร็จเมตตาสมาบัติสมดังประสงค์
ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่ตายแล้วตลอดกาล


เจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก

โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาภาวนาไปในตนของตน เป็นอันดับแรกก่อนกว่าบุคคลทั้งปวง โดยภาวนาแต่ในใจซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งนี้จนกว่าเมตตาจิตในตนจะปรากฏอย่างเด่นชัดด้วยคำภาวนาว่า


อหํ สุขิโต โหมิ, นิทฺทุกฺโข โหมิ.
ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด, จงอย่าได้มีความทุกข์เลย หรืออีกแบบหนึ่งว่า


อเวโร โหมิ, อพฺยาปชฺโฌ โหมิ, อนีโฆ โหมิ, สุขี อตฺตานํ ปริหรามิ.
ขอให้ข้าพเจ้าจงอย่ามีเวรกับใคร ๆ เลย, ขอให้ข้าพเจ้าจงอย่าได้เบียดเบียนใคร ๆ เลย, ขอข้าพเจ้าอย่าได้มีความทุกข์เลย, ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด



(หน้าที่ 84)



มติขัดแย้ง

หากมีมติขัดแย้งว่า ถ้าถือหลักที่ว่า ต้องเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรกเช่นนี้แล้ว คำพระบาลีในคัมภีร์ต่าง ๆ ดังจะยกมากล่าวต่อไป จะมิเป็นการคลาดเคลื่อนไปหรือเพราะในพระบาลีนั้น ๆ ท่านมิได้กล่าวถึงการเจริญเมตตาในตนเองเลย เช่น
ในคัมภีร์วิภังค์ปกรณ์แห่งอภิธรรมปิฏกว่า
ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไมตรีจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้น หมายความว่ากระไร? หมายความว่า ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตานั้น แผ่ไมตรีจิตไปยังสัตว์ทั้งหลายทุกจำพวก เหมือนกับที่ได้เห็นคนอื่นคนหนึ่งซึ่งรักใคร่ชอบพอกันแล้ว ก็เกิดเมตตารักใคร่กันขึ้นฉะนั้น
ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค แห่งสุตตันตปิฏกว่า –
“เมตตาเจโตวิมุติ” ที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคลโดยอาการ ๕ อย่างนั้น มีบทภาวนาว่าอย่างไร ?
ภาวนาว่าอย่างนี้ คือ อาการที่หนึ่ง ภาวนาว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย, จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย, จงอย่าได้มีความทุกข์เลย ขอจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด” อาการที่สอง ภาวนาว่า "ขอปาณะทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย" อาการที่สาม ภาวนาว่า “ขอภูตทั้งปวง ขออย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....” อาการที่สี่ ภาวนาว่า “ขอบุคคลทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....” อาการที่ห้า ภาวนาว่า “ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย.....ของจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด”
และในกรณียเมตตสูตรแห่งคัมภีร์ขุททกปาฐะว่า
กุลบุตรพึงแผ่เมตตาจิตไปในสัตว์ทั้งปวงว่า ขอสัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง จงมีความสุข จงมีความเกษมสำราญ จงมีตนเป็นสุขเถิด ฉะนี้



(หน้าที่ 85)



คำแถลงแก้มติขัดแย้ง

วิสัชชนาว่า - คำพระบาลีในคัมภีร์ต่าง ๆ ดังที่ยกมานั้น มิได้คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย เพราะเหตุไร ? เพราะว่าที่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ซึ่งท่านแสดงแต่การแผ่เมตตาไปในบุคคลอื่น ๆ ทั้งนั้น มิได้แสดงการแผ่ในตนเองเลยนั้น ท่านมุ่งแสดงถึงวิธีเจริญเมตตาภาวนาที่จะให้สำเร็จผลถึงขั้นอัปปนาสมาธิแต่ประการเดียว ส่วนที่ว่าต้องเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก ในที่นี้นั้นหมายเอาวิธีเจริญเมตตาภาวนาครั้งแรก ซึ่งจำต้องยกเอาตนขึ้นมาเป็นสักขีพยานก่อนว่า สัตว์ทั้งหลายทุกชนิดย่อมปรากฏความสุขให้แก่ตนของเขาเหมือนกับเรานี้เทียว ฉะนั้น เราจึงต้องช่วยบรรเทาทุกข์ช่วยบำรุงสุขให้แก่สัตว์อื่นเหมือนทำให้แก่ตนเองทุกประการ
จริงอย่างนั้นเทียว ถ้าแม้นว่าโยคีบุคคลจะเจริญเมตตาในตนโดยภาวนาวิธีเป็นต้นว่า “อหํ สุขิโต โหมิ ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด” อยู่อย่างนั้นตั้งร้อยปีพันปีก็ตาม อัปปนาสมาธิหรือฌานสมาบัติจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เขาเลย แต่อย่างไรก็ดี ความเห็นแก่ประโยชน์สุขของสัตว์อื่นย่อมจะเกิดขึ้นแก่เขาโดยแท้ เพราะเหตุที่ยกเอาตนขึ้นมาเป็นสักขีพยานว่า “แม้สัตว์อื่น ๆ ทั้งหลายเขาก็รักสุขเกลียดทุกข์และอาลัยในชีวิต ไม่อยากจะตาย เหมือนกับเรานี้แหละ”


แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสเตือนไว้ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกายสคาถวรรคว่า –
สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กวจิ
เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ตสฺมา น หึเส ปรมตฺตกาโม


บัณฑิตได้คิดค้นคว้าดูไปจนทั่วทุกทิศแล้ว ก็มิได้เห็นคนอื่นใด ณ ทิศไหน ๆ ที่จะเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของตน, ตนของแต่ละบุคคลทุกจำพวกย่อมเป็นที่รักมากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนคนอื่นเขา แม้ที่สุดจนถึงมดและปลวก


คลิ๊กดูหน้าถัดไป >>

ดูเพิ่ม[แก้ไข]