วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๑๑ - ๑๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้า 11)


รูปขันธ์

ในขันธ์ ๕ นั้น ธรรมชาติที่มีความสลายไป โทรมไป เพราะปัจจัยที่เป็นข้าศึกทั้งหลาย มีหนาวเป็นต้นเป็นลักษณะ ทุกอย่างพึงทราบว่า ชื่อว่า รูปขันธ์ เพราะรวมธรรมชาติทั้งปวงนั้นเข้าด้วยกัน ธรรมชาตินี้ แม้เป็นอย่างเดียว โดยลักษณะคือความสลายไป แต่ก็นับเป็นสองโดยแยกเป็นภูตรูปและอุปาทายรูป


ภูตรูป

ในรูป ๒ อย่างนั้น ภูตรูปมี ๔ คือ ปฐวีธาตุ ๑ อาโปธาตุ ๑ เตโชธาตุ ๑ และวาโยธาตุ ๑ ลักษณะ รส (คือกิจ) ปัจจุปัฏฐาน (คือผล) ของธาตุ ๔ ได้กล่าวไว้แล้วใน จตุธาตุววัฏฐาน แต่ว่าโดยปทัฏฐาน (คือเหตุใกล้) ธาตุทุกอย่างต่างก็มีธาตุที่เหลืออีก ๓ อย่างเป็นปทัฏฐาน


อุปาทายรูป

อุปาทายรูปมี ๒๔ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หทยวัตถุ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาสธาตุ รูปัสสะ ลหุตา (ความเบาแห่งรูป) รูปัสสะ มุทุตา (ความอ่อนแห่งรูป) รูปัสสะ กัมมัญญตา (ความคล่องแห่งรูป) รูปัสสะ อุปจยตา (ความเติบขึ้นแห่งรูป) รูปัสสะ สันตติ (ความสืบต่อแห่งรูป) รูปัสสะ ชรตา (ความทรุดโทรมแห่งรูป) รูปัสสะ อนิจจตา (ความไม่ยั่งยืนแห่งรูป) และกวฬิงการาหาร


ลักษณะเป็นต้นแห่งอุปาทายรูป


ปสาทรูป ๕

ในอุปาทายรูปเหล่านั้น
ตา มีความผ่องใสแห่งภูตรูปพอกระทบรูปได้เป็นลักษณะ นัยหนึ่ง มีความผ่องใสแห่งภูตรูปที่มีความใคร่จะเห็นเป็นต้นเหตุเป็นสมุฏฐานเป็นลักษณะ มีการเวียนอยู่ในรูปทั้งหลายเป็นรส มีฐานที่รองรับจักขุวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมที่ใคร่จะเห็นเป็นต้นเหตุเป็นปทัฏฐาน



(หน้า 12)



หู มีความผ่องใสแห่งภูตรูปพอกระทบเสียงได้เป็นลักษณะ นัยหนึ่ง มีความผ่องใส แห่งภูตรูปอันมีความใคร่จะฟังเป็นต้นเหตุเป็นสมุฏฐานเป็นลักษณะ มีการเวียนอยู่ในเสียงทั้งหลายเป็นรส มีฐานที่รองรับโสตวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมที่มีความใคร่จะจะฟังเป็นต้นเหตุเป็นปทัฏฐาน
จมูก มีความผ่องใสแห่งภูตรูปพอกระทบกลิ่นได้เป็นลักษณะ นัยหนึ่ง มีความผ่องใสแห่งภูตรูป มีความใคร่จะดมเป็นต้นเหตุเป็นสมุฏฐานเป็นลักษณะ การเวียนอยู่ในกลิ่นทั้งหลายเป็นรส มีฐานที่รองรับฆานวิญญาณ เป็นปัจจุปัฏฐาน มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรม ทีมีความใคร่จะดมเป็นต้นเหตุเป็นปทัฏฐาน
ลิ้น มีความผ่องใสแห่งภูตรูปพอกระทบรสได้เป็นลักษณะ นัยหนึ่ง มีความผ่องใสแห่งภูตรูป มีความใคร่จะลิ้มมีกรรมเป็นต้นเหตุเป็นสมุฏฐานเป็นลักษณะ มีการเวียนอยู่ในรสทั้งหลายเป็นกิจ มีฐานที่รองรับชิวหาวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมที่มีความใคร่จะลิ้มเป็นต้นเหตุเป็นปทัฏฐาน
กาย มีความผ่องใสแห่งภูตรูปพอกระทบโผฏฐัพพะได้เป็นลักษณะ นัยหนึ่ง มีความผ่องใสแห่งภูตรูป ที่มีความใคร่จะถูกต้องเป็นต้นเหตุเป็นสมุฏฐานเป็นลักษณะ มีการเวียนไปในโผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นรส มีฐานที่รองรับกายวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมที่มีความใคร่จะถูกต้องเป็นต้นเหตุเป็นปทัฏฐาน


ลักษณะตาเป็นต้นตามมติเกจิอาจารย์

ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า “ตา” ก็คือความผ่องใสแห่งภูตรูปที่ยิ่งด้วยธาตุไฟ หู จมูก และลิ้น ก็คือความผ่องใสแห่งภูตรูปที่ยิ่งด้วยธาตุลม ธาตุดิน และธาตุน้ำ กายก็คือความผ่องใสแห่งภูตรูปทุกอย่าง
อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า “ตา” คือความผ่องใสแห่งภูตรูปที่ยิ่งด้วยไฟ หู จมูก ลิ้น และกาย มีความผ่องใสแห่งภูตรูปทั้งหลายที่ยิ่งด้วยโพรง ลม น้ำ และดิน”
อาจารย์พวกนั้นบอกให้ท่านชักพระสูตรมาอ้าง ท่านจักไม่พบพระสูตรเป็นแน่แท้ทีเดียว



(หน้า 13)



อาจารย์บางพวกอ้างเหตุในคำของเกจิอาจารย์ที่กล่าวมานั้นว่า “เพราะธาตุมีธาตุไฟเป็นต้น อันมีรูปเป็นต้นเป็นคุณต้องช่วยอนุเคราะห์” อาจารย์พวกนั้นอันบัณฑิตพึงกล่าวได้ว่า “ใครกันเล่ากล่าวว่า สภาวะมีรูปเป็นอาทิเป็นคุณแก่ธาตุมีไฟเป็นต้น ? เพราะว่าในภูตรูปทั้งหลายมีความเป็นไปที่แยกกันไม่ออก” ใคร ๆ ก็กล่าวไม่ได้ว่า สิ่งนี้เป็นคุณแก่สิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นคุณแก่สิ่งนี้ แม้อาจารย์พวกนั้นจะพึงกล่าวต่อไปอีกว่า “ท่านทั้งหลายประสงค์เอากิจ เช่น การทรงไว้ของธาตุดินเป็นต้นได้ ก็เพราะความที่ภูตรูปนั้น ๆ มีมากในสัมภาระคือองค์อวัยวะนั้น ๆ ฉันใด ข้อที่ว่ารูปเป็นต้นเป็นคุณแก่ธาตุไฟเป็นอาทินั้นก็น่าจะประสงค์เอาได้ เพราะรูปเป็นต้นปรากฏเป็นจำนวนมากในสัมภาระที่ยิ่งด้วยธาตุไฟเป็นอาทิ ก็ฉันนั้น”


อาจารย์เหล่านั้น เราพึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายก็พึงประสงค์ หากว่ากลิ่นในฝ่ายที่ยิ่งด้วยดินจะพึงเป็นกลิ่นยิ่งกว่ากลิ่นของดองที่ยิ่งด้วยน้ำ และสีของน้ำเย็นจะพึงจางกว่าสีของน้ำร้อนที่ยิ่งด้วยไฟบ้างละ ก็แต่เพราะทั้ง ๒ อย่างนั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงเลิกคิดกำหนดความแตกต่างกันแห่งภูตรูปที่อาศัยช่องปสาทรูปมีตาเป็นต้นเสียเถิดถือเอาข้อยุตินี้ว่า “รูปเป็นรสต้นแห่งภูตรูปแม้ในกลาปเดียวกัน ไม่มีวิเศษก็ยังไม่เหมือนกันฉันใด ประสาททั้งหลายมีจักษุประสาทเป็นต้น แม้เหตุแห่งความวิเศษอย่างอื่นไม่มี ก็ไม่เหมือนกัน ฉันนั้น”


ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่ไม่สาธารณะแก่กันและกัน ? ก็กรรมนั่นซิเป็นเหตุแห่งความแปลกกันของปสาทรูปเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ความแปลกกันแห่งปสาทรูป ย่อมมีได้เพราะความแปลกกันของกรรม หาใช่เพราะความแปลกกันของภูตรูปไม่ ด้วยว่า เมื่อภูตรูปมีความแปลกกัน ความผ่องใสย่อมไม่เกิดขึ้น แท้จริง พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า “เมื่อภูตรูปเสมอกัน ความผ่องใสจึงมี เมื่อภูตรูปไม่เสมอกัน ความผ่องใสก็ไม่มี” ดังนี้ ก็ในปสาทรูปแปลกกันเพราะกรรมอย่างนี้ ตาและหูรับวิสยรูปที่ไม่ถึงตัวได้ เพราะตาและหูเป็นเหตุแห่งวิญญาณในวิสยรูปที่อาศัยไม่ติดที่อาศัยของตนเลย จมูก ลิ้น และกายรับได้แต่วิสยรูปที่ถึงตัว เพราะจมูก ลิ้น และกาย เป็นเหตุแห่งวิญญาณในวิสยรูป ติดที่อาศัยของตน ๆ อยู่แล้วนั่นเอง โดยเป็นที่อาศัยและเป็นเองด้วย



(หน้า 14)



จักษุประสาทรูป

ในบรรดาปสาทรูป ๕ อย่าง จักษุประสาทซึมซาบอยู่ตลอดเยื่อตา ๗ ชั้น ประดุจน้ำมันที่ปุยนุ่น ๗ ชั้น ซึมซาบตลอดปุยนุ่นทุกชั้น ในประเทศที่เกิดสรีรสันฐานแห่งคนผู้อยู่ตรงหน้า ในท่ามกลางแววตาดำ อันแวดล้อมด้วยแววตาขาวแห่งสัมภารจักษุ ที่มีขนตาขึ้นอยู่โดยรอบ วิจิตรด้วยแววตาดำและขาว สดใส ประดุจกลีบอุบลเขียว ที่ในโลกเขาเรียกกันว่า จักษุอันธาตุทั้ง ๔ ทำหน้าที่ทรงอยู่สนานให้อบอุ่นและเคลื่อนไหว กระทำอุปการะแล้ว ประดุจขัตติยกุมารมีพระพี่เลี้ยงทั้ง ๔ ทำหน้าที่อุ้มสนาน แต่งองค์ และถวายอยู่งานพัดเฝ้าประจำ อันฤดู จิต และอาหารคอยอุปถัมภ์ มีอายุเฝ้าเลี้ยงดู อันโคจรรูปมีสี กลิ่น และ รส เป็นต้น คอยแวดล้อม เมื่อว่าโดยประมาณมีประมาณเท่าหัวเล็น ย่อมให้สำเร็จเป็นวัตถุ และทวารแห่งวิถีจิต มีจักษุวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ตามควร


สมจริง ดังคำที่ท่านพระธรรมเสนาบดีกล่าวว่า
“จักษุประสาทที่เป็นเครื่องเห็นรูปนี้
เล็ก ละเอียด ประมาณเท่าหัวเล็น”


อนึ่ง โสตประสาทซึมซาบอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังวงแหวน มีขนแดงเล็กงอกขึ้นแล้วภายในช่องโสตอันเป็นที่อาศัย อันธาตุมีประการดังกล่าวแล้วกระทำอุปการะและมีฤดู จิตและอาหารคอยอุปถัมภ์ มีอายุเฝ้าอนุบาล มีวรรณะเป็นต้นคอยแวดล้อม ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารแห่งโสตวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ตามควร ฆานประสาทซึมซาบอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังกีบแพะ ภายในช่องจมูกซึ่งเป็นที่อาศัย ได้รับความอุปถัมภ์ อนุบาลและความแวดล้อมมีประการดังกล่าวมาให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารแห่งฆาณวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ตามควร ชิวหาประสาทซึมซาบอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังปลายกลีบอุบลเบื้องบนท่ามกลางลิ้นอันเป็นที่อาศัย ได้รับความอุปการะ อุปถัมภ์ อนุบาลและความแวดล้อมมีประการดังกล่าวมา ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารแห่งชิวหาวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ตามควร ส่วนในกายนี้ ชื่อว่า อุปาทินนรูปมีอยู่เพียงไร ในอุปาทินนรูปทั้งหมด กายประสาทซึงซาบอยู่ประดุจใยในปุยฝ้าย ได้รับความอุปการะ อุปถัมภ์ อนุบาลและแวดล้อมมีประการ



(หน้า 15)



ดังกล่าวแล้ว ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารแห่งกายวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ตามควร บัณฑิตจึงเห็นว่า ประสาทมีจักษุเป็นต้นเหล่านี้ น้อมไปตามอารมณ์ของตน มีรูปเป็นต้น ประดุจงูพอใจในจอมปลวก จระเข้พอใจในแม่น้ำ นกพอใจในอากาศ สุนัขบ้านพอใจในบ้าน และสุนัขจิ้งจอกพอใจในป่าช้า


โคจรรูป ๔

ส่วนในโคจรรูปทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น ต่อจากปสาทรูปไป มีนัยดังต่อไปนี้
รูป มีอันกระทบจักษุเป็นลักษณะ มีความเป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณเป็นกิจ มีความเป็นโคจรแห่งจักขุวิญญาณนั้นแหละเป็นผล มีมหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุใกล้
ก็แล ข้อที่รูปมีมหาภูตรูป ๔ เป็นปทัฏฐาน ฉันใด อุปาทายรูปทั้งปวงก็เป็นฉันนั้น แต่ในที่ใดมีความแปลกออกไป ข้าพเจ้าจึงจักกล่าวในที่นั้น
รูปมีมากอย่าง ด้วยอำนาจแห่งสี มีสีเขียว สีเหลือง เป็นต้น
เสียง มีการกระทบหูเป็นลักษณะ มีวิสัยแห่งโสตวิญญาณเป็นกิจ มีโคจรแห่งโสตวิญญาณเป็นผล มีมากอย่างโดยนัยเป็นต้นว่า เสียงกลอง เสียงตะโพน ฯลฯ
กลิ่น มีการกระทบจมูกเป็นลักษณะ มีวิสัยแห่งฆานวิญญาณเป็นกิจ มีโคจรแห่งฆานมีวิญญาณเป็นผล มีมากอย่างโดยนัยเป็นต้นว่า กลิ่นรากไม้ กลิ่นแก่นไม้ ฯลฯ
รส มีการกระทบลิ้นในลักษณะ มีวิสัยแห่งชิวหาวิญญาณเป็นกิจ มีโคจรแห่งชิวหาวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน มีมากอย่างโดยนัยเป็นต้นว่า รสรากไม้ รสลำต้น ฯลฯ


ภาวรูป ๒

อิตถินทรีย์ มีภาวะแห่งหญิงเป็นลักษณะ มีการประกาศว่าหญิงเป็นกิจ มีภาวะคือการกระทำเพศของหญิง นิมิตของหญิง กิริยาของหญิง และท่าทางของหญิงเป็นผล
ปุริสินทรีย์ มีภาวะแห่งชายเป็นลักษณะ มีการประกาศว่าชายเป็นกิจ มีภาวะคือการกระทำเพศของชาย นิมิตของชาย กิริยาของชาย และท่าทางของชาย เป็นผล


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]