วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๑๖ - ๒๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้า 16)


อิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ทั้ง ๒ นั้น ปกแผ่ไปทั่วร่างของหญิงชายดังกายประสาทเหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับจะกล่าวได้ว่า มันตั้งอยู่ในโอกาสที่กายประสาทตั้งอยู่ หรือว่ามันตั้งอยู่ในโอกาสที่กายประสาทมิได้ตั้งอยู่ก็ตาม ความปะปนกันก็ไม่มี ดังรูปกันรสเป็นต้น ฉะนั้น


ชิวิตรูป

ชีวิตินทรีย์ มีการตามรักษาสหัชรูปที่เกิดร่วมกับตนเป็นลักษณะ มีการให้สหัชรูปเหล่านั้นเป็นไปเป็นกิจ มีความดำรงไว้ได้ซึ่งสหัชรูปเหล่านั้นนั่นแหละเป็นผล มีภูตรูปที่ตนจะพึงให้เป็นไปเป็นเหตุใกล้
ก็แลชีวิตินทรีย์นั้น แม้เมื่อทำงาน มีลักษณะคือการตามรักษาเป็นต้นยังมีอยู่ ก็ย่อมตามรักษาสหัชรูป แต่ในขณะที่สหัชรูปที่ตนจะพึงตามรักษานั้น ยังมีอยู่เท่านั้น ดุจน้ำรักษาไม้น้ำมีอุบลเป็นต้นฉะนั้น อนึ่ง ย่อมรักษาธรรมที่เป็นปัจจุบันตามที่เป็นของของตน ดุจพระพี่เลี้ยง ก็ย่อมเลี้ยงพระกุมารที่ทรงกำเนิดมาเฉพาะหน้าแล้วตามหน้าที่ของตน อนึ่ง ชีวิตินทรีย์นั้นย่อมเป็นไปแต่โดยสัมพันธ์กับธรรมที่ตนให้เป็นไปเองเท่านั้น ดุจนายเรือย่อมเป็นไปโดยผูกพันกับสิ่งที่ตนให้เป็นไปฉะนั้น มิได้เป็นไปเบื้องบนจากการแตกทำลาย เพราะไม่มีตนและสิ่งที่ตนจะพึงให้เป็นไปด้วย อนึ่ง ย่อมไม่ดำรงไว้ได้ในภังคขณะ เพราะตัวเองก็กำลังแตกอยู่ เหมือนไส้และน้ำมันกำลังสิ้น ย่อมไม่ดำรงเปลวประทีปไว้ได้ฉะนั้น แต่พึงเห็นว่าชีวิตินทรีย์นั้นมิใช่ไร้อานุภาพในการเลี้ยงรักษา การให้เป็นไป และการดำรงไว้ซึ่งสหัชรูปนั้น เพราะชีวิตินทรีย์ยังกิจนั้น ๆ ให้สำเร็จในขณะตามที่กล่าวแล้ว


หทยรูป

หทยวัตถุ มีการอาศัยมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุเป็นลักษณะ มีการรองรับธาตุเหล่านั้นไว้เป็นกิจ มีการแบกธาตุทั้งสองเป็นผล
หทยวัตถุ อาศัยโลหิตมีประการดังกล่าวแล้วในกายคตาสติกถาได้อุปการภูตรูป ๔ มีหน้าที่ค้ำจุนไว้เป็นต้น ทำให้ฤดู จิต และอาหารอุปถัมภ์อยู่ อายุคอยเลี้ยงรักษา ยังความเป็น



(หน้า 17)



วัตถุแห่งมโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และธรรมอันสัมปยุตกับธาตุทั้งสองนั้น ให้สำเร็จตั้งอยู่ในภายในแห่งหัวใจ


วิญญัติรูป ๒

การวิญญัตติรูป การเปลี่ยนอาการเป็นปัจจัยแก่การค้ำจุนกาย การทรงกาย และการไหวกายที่เป็นสหัชรูปแห่งวาโยธาตุ มีจิตให้กิริยามีการย่างก้าวเป็นต้นให้เป็นไป เป็นเหตุเกิดชื่อว่ากายวิญญัติ มีประกาศความประสงค์เป็นกิจ มีเหตุแห่งความไหวกายเป็นผล มีวาโยธาตุที่มีจิตเป็นเหตุเกิดเป็นเหตุใกล้ ก็กิริยาอันนี้ ท่านเรียกว่ากายวิญญัติ เพราะเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้ความประสงค์ด้วยการไหวกาย และเพราะตัวเองก็พึงรู้ได้ด้วยกายกล่าวคือความไหวกายนั้นด้วย ก็แลกิริยาทั้งหลายมีก้าวไปและถอยกลับเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมเป็นไปได้ เพราะความไหวแม้แห่งอุตุชรูปเป็นต้น ที่สัมพันธ์กันโดยเฉพาะกับจิตตัชรูปที่ไหวเพราะวิญญัตินั้น


วจีวิญญัติ

การเปลี่ยนอาการ เป็นปัจจัยแห่งความกระทบกันแห่งอุปาทินนรูปแห่งปฐวีธาตุ ที่มีจิตยังความเปล่งวาจาให้เป็นไปเป็นเหตุเกิด ชื่อว่า วจีวิญญัติ มีประกาศความประสงค์เป็นกิจมีเหตุแห่งการเปล่งคำพูดเป็นผล มีปฐวีธาตุที่มีจิตเป็นเหตุเกิดเป็นผล ก็กิริยาอันนี้ท่านเรียกว่าวจีวิญญัติ เพราะเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้ความประสงค์ด้วยการเปล่งคำพูด และเพราะตัวเองพึงรู้ได้ด้วยวาจากล่าวคือการเปล่งคำพูดนั้น
เหมือนอย่างว่า บุคคลเห็นเครื่องหมายมีน้ำ หัววัวเป็นต้น ที่เขายกขึ้นผูกไว้ในป่า ก็รู้ได้ว่าน้ำมีอยู่ที่นั่นฉันใด แม้กายวิญญัติและวจีวิญญัติ บุคคลจับการไหวกายและการเปล่งวาจาได้ก็รู้ได้ฉันนั้น


ปริจเฉทรูป

อากาสธาตุ มีการตัดตอนรูปเป็นลักษณะ มีประกาศริมรอบของรูปเป็นกิจ มีขอบของรูปเป็นผล หรือมีความไม่ถูกภูตรูปสัมผัสและเป็นช่องเป็นรูปเป็นผล มีรูปที่ถูกตัดตอน



(หน้า 18)



แล้วเป็นเหตุใกล้ ในรูปทั้งหลายที่ถูกอากาศธาตุไรเล่าตัดตอนแล้วย่อมมีการกำหนดไว้ว่า รูปนี้ ทางบนนี้ ทางล่างนี้ และทางนี้ขวาง


วิการรูป ๓

ลหุตา ความเบาแห่งรูป มีความไม่อึดอาดเป็นลักษณะ มีการบรรเทาเสียซึ่งความหนัก แห่งรูปทั้งหลายเป็นกิจ มีการเปลี่ยนได้เร็วเป็นผล มีรูปที่เบาเป็นเหตุใกล้
มุทุตา ความอ่อนสลวยแห่งรูป มีความไม่แข็งเป็นลักษณะ มีการบรรเทาเสียซึ่งความกระด้างทั้งหลายเป็นกิจ มีความไม่ขัดในกิริยาทั้งปวงเป็นผล มีรูปที่อ่อนเป็นเหตุใกล้
กัมมัญญตา ความควรแก่การงานแห่งรูป มีความคล่องแคล่วอันอนุกูลแก่กิริยาทางร่างกายเป็นลักษณะ มีการบรรเทาเสียซึ่งความไม่คล่องแคล่วเป็นกิจ มีความไม่ทุพพลภาพเป็นผล มีรูปที่ใช้การได้เป็นเหตูใกล้
ก็วิการรูปทั้ง ๓นี้ ย่อมไม่ละกันและกัน แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ความแปลกกันแห่งวิการรูป ๓ นั้น ก็พึงทราบได้ดังนี้ คือ :–
รูปวิการใด เป็นความเบาแห่งรูปทั้งหลาย ดุจรูปของคนไม่มีโรค มีความไม่อึดอาดและความเปลี่ยนท่าได้เร็วเป็นอาการทั่ว ๆไป มีปัจจัยอันเป็นฝ่ายต่อต้านความกำเริบแห่งธาตุที่ทำให้รูปหนักเป็นเหตุเกิด รูปวิการนั้นจัดเป็นความเบาแห่งรูป
รูปวิการใด เป็นความอ่อนแห่งรูปทั้งหลาย ดุจหนังที่ขัดดีแล้ว มีความอ่อนโดยที่บังคับได้ในกิริยาทั้งปวงแปลก ๆ กัน เป็นอาการทั่ว ๆ ไป มีปัจจัยอันเป็นฝ่ายต่อต้านความกำเริบแห่งธาตุที่ทำให้รูปแข็งกระด้างเป็นเหตุเกิด รูปวิการนั้นจัดเป็นความอ่อนสลวยแห่งรูป
ส่วนรูปวิการใด เป็นความใช้การได้แห่งรูปทั้งหลาย ดุจทองที่หลอมดีแล้ว อนุกูลแก่กิริยาทางร่างกาย เป็นอาการทั่ว ๆไป มีปัจจัยฝ่ายต่อต้านความกำเริบแห่งธาตุที่ทำความไม่อนุกูลแก่กิริยาทางร่างกายเป็นเหตุเกิด รูปวิการนั้นจัดเป็นความควรแก่การงานแห่งรูป



(หน้า 19)



ลักขณรูป ๔

อุปจยะ ความเติบแห่งรูป มีการก่อขึ้นเป็นลักษณะ มีการยังรูปทั้งหลาย ให้ผุดขึ้นไป ภายหน้าเป็นกิจ มีการมอบให้เป็นผล หรือมีความเป็นรูปบริบูรณ์เป็นผล มีรูปที่เติบแล้วเป็นเหตุใกล้
สันตติ ความสืบเนื่องแห่งรูป มีความเป็นไปเป็นลักษณะ มีความสืบต่อไว้เป็นกิจ มีความไม่ขาดสายเป็นผล มีรูปที่สืบต่อกันมาได้เป็นเหตุใกล้


รูปทั้งสองนี้เป็นชื่อแห่งชาติรูปเท่านั้น แต่ว่าตอนแสดงอุเทศ ท่านทำคำว่า อุปจยะ สันตติ ก็โดยที่ชาติรูปนั้นมีอาการเป็นไปต่าง ๆ และโดยอำนาจแห่งเวไนยด้วย แต่ความต่างกันโดยความหมายในบททั้งสองนั้นหามีไม่ เพราะเหตุนั้น ในนิเทศแห่งบทเหล่านี้ จึงกล่าวไว้ว่า “อาจยะ การก่อขึ้นของอายตนะทั้งหลายอันใด รูปัสสะ อุปจยะ ความเติบแห่งรูป ก็อันนั้น รูปัสสะ อุปจยะ อันใด รูปัสสะ สันตติ ความสืบเนื่องแห่งรูปก็อันนั้น” ดังนี้ แม้ในอรรถกถาก็กล่าวว่า “ความเกิดขึ้น ชื่อว่าอาจยะ ความเติบขึ้น ชื่อว่าอุปจยะ ความเป็นไป ชื่อว่า สันตติ” แล้วทำอุปมาว่า “อาจยะ ได้แก่ การเกิดเหมือนเวลาที่น้ำซึม ในหลุมที่เขาขุดไว้ริมฝั่งน้ำ อุปจยะ ได้แก่ การเติบโตขึ้น เหมือนเวลาน้ำเต็มหลุม สันตติ ได้แก่ ความเป็นไปเหมือนเวลาที่น้ำล้นหลุมไป ฉะนั้น” และในที่สุดแห่งอุปมาท่านกล่าวว่า “ถามว่า - คำนิเทศที่ว่าอาจยะ ความก่อขึ้นแห่งอายตนะทั้งหลายเป็นต้น เป็นอันท่านกล่าวข้อความอะไร ? ตอบว่า - ท่านกล่าวอาจยะด้วยอายตนะ กล่าวอายตนะด้วยอาจยะ” ดังนี้ เพราะเหตุนั้น การเกิดขึ้นทีแรกแห่งรูป พึงทราบว่าอาจยะ การเกิดขึ้นแห่งรูปเหล่าอื่นเกิดต่อเติมรูปขึ้นไป พึงทราบว่าอุปจยะ เพราะปรากฏโดยอาการเติบขึ้น การเกิดขึ้นแห่งรูปอื่น ๆ ที่เกิดต่อเติมรูปเหล่านั้นขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ พึงทราบว่า สันตติ เพราะปรากฏโดยอาการสืบเนื่องกัน


ชรตา ความทรุดโทรมแห่งรูป มีความแก่แห่งรูปเป็นลักษณะ มีอันนำเข้าไปใกล้เป็นกิจ มีสภาวะหยาบแข็งเป็นต้นยังมิได้หายไป แต่ความใหม่แห่งรูปก็หายไปได้เป็นผล ดุจความเก่าแห่งข้าวเปลือกฉะนั้น มีรูปแก่อยู่เป็นเหตุใกล้
ความแก่นี้ หมายเอาความแก่เปิดเผยเพราะแสดงความแปลกในอวัยวะมีฟันหักเป็นต้น ส่วนความแก่แห่งอรูปธรรม จัดเป็นปฏิจฉันนชรา ความแก่ปกปิด ความแปลกมีฟันหักเป็นต้น หามีแก่



(หน้า 20)



ปฏิจฉันนชรานั้นไม่ อนึ่ง ความชราของแผ่นดิน น้ำ ภูเขา พระจันทร์ และพระอาทิตย์ เป็นต้น ได้ชื่อว่า อวีจิชรา ชราไม่มีเปลว ความแปลกนั้นก็ไม่มีเหมือนกัน
อนิจจตา ความไม่ยั่งยืนแห่งรูป มีการแตกทำลายเป็นลักษณะ มีความทรุดลงไปเป็นกิจ มีความสิ้นความเสื่อมเป็นผล มีรูปแตกทำลายอยู่เป็นเหตุใกล้


โอชารูป

กวฬิงการาหาร มีโอชาเป็นลักษณะ มีการนำมาซึ่งรูปเป็นกิจ มีการค้ำจุนร่างกายไว้เป็นผล มีวัตถุอันพึงทำให้เป็นคำแล้วกลืนกินเป็นเหตุใกล้
สัตว์ทั้งหลาย ยังชีวิตให้เป็นไปได้ด้วยโอชาใด คำว่า กวฬิงการาหาร นี้ เป็นชื่อแห่งโอชานั้นแล
รูปที่มาในบาลีมีเท่านี้เอง


อุปาทายรูป เพิ่มเติมตามมติเกจิอาจารย์

แต่ในอรรถกถา ท่านนำเอารูปอื่น ๆ อีก คือ “พลรูป รูปคือกำลัง ๑ สัมภวรูป รูปคือน้ำสัมภวะ ๑ ชาติรูป รูปคือความเกิด ๑ โรครูป รูปคือโรค ๑ ตามมติของอาจารย์บางพวกมีอีกคือมิทธรูป รูปคือความง่วง” ดังนี้แล้ว ชักเอาคำบาลีมากล่าวว่า “อทฺธา มุนีสิ สมฺพุทโธ นตฺถิ นีวรณา ตว พระองค์ผู้เป็นพระมุนี ตรัสรู้เองแน่แท้ นิวรณ์ทั้งหลายหามีแก่พระองค์ไม่” ดังนี้เป็นต้น แล้วคัดค้านว่า “มิทธรูป ไม่มีแต่อย่างเดียวเท่านั้น”
ในรูปนอกนี้ โรครูปก็เป็นอันถือเอาแล้ว โดยถือเอาชรตาและอนิจจตา ชาติรูป ก็เป็นอันถือเอาตามอุปจยะและสันตติ สัมภวรูปถือเอาตามอาโปธาตุ พลรูปถือเอาตามวาโยธาตุ เพราะเหตุนั้น จึงลงสันนิษฐานได้ว่า ในรูปเหล่านั้น ไม่มีรูปที่แยกเป็นส่วนหนึ่งแม้แต่รูปเดียว
อุปาทายรูปนี้มี ๒๔ อย่าง กับภูตรูปที่กล่าวมาก่อน ๔ อย่าง เพราะฉะนั้น จึงเป็นรูป ๒๘ อย่าง ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ด้วยประการฉะนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]