วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๑ - ๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<
(หน้าที่ 1)


=== ปริเฉทที่ ๑๔ ===


=== ขันธนิเทศ ===



บัดนี้ เพราะเหตุที่สมาธิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงออกแล้วด้วยธรรม

โดยยกจิตเป็นประธาน ในพระคาถาว่า “สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ

จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ” ดังนี้ เป็นต้น ย่อมเป็นอันภิกษุผู้ประกอบด้วย

สมาธิภาวนาอันแน่วแน่ มีอานิสงส์อันบรรลุแล้วด้วยอำนาจแห่งอภิญญาอย่างนี้

เจริญแล้วโดยอาการทั้งปวง ต่อแต่นั้น พึงเจริญปัญญาโดยลำดับไป ก็ปัญญานั้น

ไม่ใช่ทำได้อย่างง่ายนัก แม้เพื่อจะรู้แจ้ง เพราะทรงแสดงไว้โดยสังเขป จะป่วย

กล่าวไปใยถึงการเจริญเล่า ฉะนั้น เพื่อจะแสดงความพิสดารและนัยแห่งภาวนาปัญญานั้น

จึงมีปัญหานี้ว่า อะไรชื่อว่าปัญญา ? ที่ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่าอะไร ?

ลักษณะ กิจ ผล เหตุใกล้ ของปัญญานั้น เป็นอย่างไร ? ปัญญามีกี่อย่าง จะ

พึงเจริญอย่างไร ? การเจริญปัญญา มีอานิสงส์อย่างไร ? พึงทราบวิสัชนาใน

ข้อปัญหานั้นดังต่อไปนี้


ปัญหากรรมที่ว่า “อะไรเป็นปัญญา” นั้น มีวิสัชนาว่า ปัญญามีหลายอย่าง

ต่างประการ อันจะวิสัชนาชี้แจงปัญญานั้นไปทุกอย่าง จะไม่พึงยังประโยชน์

ให้สำเร็จ ทั้งจะพึงเป็นไปเพื่อความเฝือยิ่งขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลาย

จะกล่าวหมายเอาปัญญาที่ประสงค์ในที่นี้เท่านั้น คือวิปัสสนาญาณอันสัมปยุต

ด้วยกุศลจิตเป็นปัญญา


ปัญหาว่า อะไรชื่อว่าปัญญา ? เฉลย - ที่ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด

ที่ชื่อว่ารู้ชัดนี้ คืออย่างไร คือความรู้โดยประการต่าง ๆ พิเศษยิ่งกว่าอาการคือ

ความหมายรู้ และความรู้แจ้ง จริงอยู่ แม้เมื่อสัญญา วิญญาณ และปัญญา

จะเป็นความรู้ด้วยกัน แต่สัญญาเป็นสักแต่ว่าความหมายรู้อารมณ์ เช่น รู้จักว่า

สีเขียว สีเหลือง เป็นต้นเท่านั้น แต่ไม่อาจให้ถึง ความแทงตลอดซึ่งลักษณะว่า

ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาได้ วิญญาณย่อมรู้จักอารมณ์ว่า สีเขียว สีเหลือง

เป็นต้นด้วยและย่อมให้ถึงความแทงตลอดซึ่งลักษณะได้ด้วย แต่ไม่อาจจะให้

ก้าวหน้าไปถึงความปรากฏแห่งมรรคได้ ส่วนปัญญาย่อมรู้อารมณ์และให้ถึง

ความแทงตลอด ซึ่งลักษณะด้วยอำนาจแห่งนัยดังกล่าวแล้ว ทั้งให้ก้าวหน้าไป

ถึงความปรากฏแห่งมรรคด้วย



(หน้าที่ 2)


อุปมาเหมือนคน ๓ คน คนหนึ่งเป็นเด็กที่ยังไม่มีความรู้ (ในเรื่องการใช้จ่าย)

คนหนึ่งเป็นชาวบ้าน (ธรรมดา) คนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดูเงิน เมื่อเขาเห็นกองเหรียญ

กษาปณ์ที่เขาวางไว้บนแผ่นกระดานที่ดูเงิน เด็กที่ยังไม่มีความรู้ ย่อมรู้แต่เพียงว่า

เหรียญกษาปณ์ ที่สวย งาม ยาว สั้น สี่เหลี่ยมหรือกลมเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่า ของชนิดนี้

เขาสมมติว่า เป็นรัตนะ ใช้แลกเปลี่ยน เครื่องอุปโภคบริโภคของมวลมนุษย์ คนชาวบ้าน

ย่อมรู้ว่า เหรียญกษาปณ์เป็นของสวยงาม และรู้ว่า เป็นของที่เขาสมมติเป็นรัตนะ

ใช้แลกเปลี่ยนเครื่องอุปโภคบริโภคของมวลมนุษย์ แต่ไม่รู้จักเลือกว่า เหรียญนี้แท้

เหรียญนี้ปลอม เหรียญนี้มีราคาเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนเจ้าหน้าที่ดูเงิน ย่อมรู้ประการเหล่านั้น

ทั้งหมด และรู้จริง ๆ แม้แลดูเหรียญกษาปณ์ก็รู้ ได้ฟังเสียงเคาะ ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส

ชั่งดูด้วยมือก็รู้ และรู้จนกระทั่งว่า ทำที่บ้าน ที่หมู่บ้าน ในเมือง หรือที่ภูเขา ที่ฝั่งแม่น้ำ

ชื่อโน้น และรู้จนกระทั่งว่าอาจารย์คนโน้นทำฉันใด อุปไมยนี้ ก็พึงทราบฉันนั้น ก็สัญญา

ย่อมเป็นเหมือนการเห็นเหรียญกษาปณ์ของเด็กที่ยังไม่มีความรู้ เพราะถือเอาสักว่า อาการ

คือความปรากฏแห่งอารมณ์ ด้วยอำนาจสีเขียวเป็นต้น วิญญาณย่อมเป็นเหมือนว่าการเห็น

เหรียญกษาปณ์ของชาวบ้าน เพราะถือเอาอาการของอารมณ์ด้วยอำนาจสีเขียวเป็นต้น

และให้ถึงการแทงตลอดลักษณะที่สูงขึ้นไป ส่วนปัญญาย่อมเป็นเหมือนการเห็น เหรียญ

กษาปณ์ของเจ้าหน้าที่ดูเงิน เพราะถือเอาอาการของอารมณ์ด้วยอำนาจสีเขียวเป็นต้น

และให้ถึงการแทงตลอดลักษณะและให้ถึงความปรากฏแห่งมรรคแม้ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น

เพราะฉะนั้น ความรู้โดยประการต่าง ๆ ที่พิเศษยิ่งกว่าอาการคือความหมายรู้และความรู้แจ้ง

นี้แหละพึงทราบว่า ความรู้ชัด คำแก้ปัญหาว่า “ที่ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด”

ดังนี้ ข้าพเจ้ากล่าวหมายถึงความรู้ชัดนี้


ก็ปัญญานี้นั้น เป็นธรรมชาติที่ละเอียดเห็นได้ยาก เพราะมีความแตกต่างกันที่

บุคคลแยกไม่ได้ว่า ที่ใดมีสัญญาและวิญญาณ ที่นั้นไม่มีปัญญาโดยส่วนเดียว ก็ในกาลใด

มีปัญญา ในกาลนั้น ปัญญาก็ยังแยกออกจากธรรมเหล่านั้นไม่ได้ว่า “นี้สัญญา นี้วิญญาณ

นี้ปัญญา” เพราะเหตุนั้น พระนาคเสนผู้มีอายุ จึงถวายพระพรแด่พระเจ้ามิลินทร์ว่า

“มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคทรงทำอะไรที่บุคคลทำได้ยากแล้ว” พระเจ้ามิลินทร์ตรัสถามว่า

“ท่านพระนาคเสนผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคทรงทำอะไร ที่ทำได้ยากหรือ”

“มหาบพิตร การกำหนดธรรม



(หน้าที่ 3)


ทั้งหลายเหล่านี้ที่ไม่มีรูปคือจิตและเจตสิกที่เป็นไปในอารมณ์เดียวกัน ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ว่า

“นี้ผัสสะ นี้เวทนา นี้ปัญญา นี้เจตนา นี้จิต” ดังนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก พระผู้มีพระภาค

ทรงทำแล้ว


ในปัญหาข้อว่า ลักษณะ กิจ ผล เหตุใกล้ของปัญญานั้น เป็นอย่างไร ?

นี้พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้


ปัญญา มีการแทงตลอดสภาวธรรมเป็นลักษณะ

มีการกำจัดความมืดคือโมหะที่ปกปิดสภาวะความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายเป็นกิจ

มีความไม่หลงเป็นผล ก็สมาธิเป็นเหตุใกล้ของปัญญานั้น โดยพระบาลีว่า

“ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง” ดังนี้



ปัญญามีกี่อย่าง


ปัญหาข้อว่า “ปัญญามีกี่อย่าง” วิสัชชนาว่า อันดับแรก ว่าโดยลักษณะ

คือการแทงตลอดสภาวธรรม ปัญญามีอย่างเดียวเท่านั้น


ปัญญามี ๒ อย่างคือ โลกียปัญญา ๑ และโลกุตตรปัญญา ๑ เป็น

๒ อย่าง โดยนัยอย่างเดียวกันนั้น คือ ปัญญามีอาสวะ ๑ และไม่มีอาสวะ ๑

ปัญญาที่กำหนดนาม ๑ และที่กำหนดรูป ๑ ปัญญาที่เกิดร่วมกับโสมนัส ๑ และที่

เกิดร่วมกับอุเบกขา ๑ ปัญญาที่เป็นทัสสนภูมิ ๑ และที่เป็นภาวนาภูมิ ๑


ปัญญาเป็น ๓ อย่าง คือเป็นจินตามยปัญญา ๑ สุตมยปัญญา ๑

และภาวนามยปัญญา ๑ โดยนัยเดียวกันนั้นคือ ปัญญาที่เป็นปริตตารัมมณะ ๑

ที่เป็นมหัคคตารัมมณะ ๑ และที่เป็นอัปปมาณารัมมณะ ๑ ปัญญาที่เป็น

อายโกศล ๑ ที่เป็นอปายโกศล ๑ และที่เป็นอุปายโกศล ๑ และปัญญาโดย

อภินิเวส ๓ มีอัชฌัตตาภินิเวส (มุ่งมั่นข้างใน) เป็นต้น


ปัญญาเป็น ๔ อย่าง คือเป็นญาณในสัจ ๔ และเป็นปฏิสัมภิทา ๔
ในส่วนแห่งปัญญาเหล่านั้น ปัญญาที่เป็นอย่างเดียว มีเนื้อความชัดเจนแล้ว


ปัญญา ๒ อย่าง

ในส่วนแห่งปัญญา ๒ อย่าง มีอธิบายดังนี้



(หน้าที่ 4)


ปัญญาเป็น ๒ อย่าง คือที่เป็นโลกียะ ๑ และที่เป็นโลกุตตระ ๑ อย่างนี้คือ ปัญญา

ที่สัมปยุตด้วยโลกียมรรค เป็นโลกีปัญญา ๑ และปัญญาที่สัมปยุตด้วยโลกุตตรมรรค

เป็นโลกุตตรปัญญา ๑


ในทุกะที่ ๒ ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะทั้งหลายเป็นปัญญามีอาสวะ ๑

และปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเหล่านั้นเป็นปัญญาไม่มีอาสวะ ๑ แต่โดยอรรถ

ปัญญา ๒ อย่างนั้นก็คือโลกียปัญญาและโลกุตตรปัญญาเท่านั้นเอง นัยสาสวทุกะอื่น

เช่น ปัญญาที่ประกอบกับอาสวะ เป็นปัญญามีอาสวะ และปัญญาที่ไม่ประกอบกับ

อาสวะเป็นปัญญาไม่มีอาสวะดังนี้ ปัญญาเป็น ๒ อย่าง โดยเป็นปัญญามีอาสวะและ

ไม่มีอาสวะด้วยประการอย่างนี้


ในทุกะที่ ๓ ปัญญา ๒ อย่าง โดยเป็น นามววัฏฐาปนะ และ รูปววัฏฐาปนะ

อย่างนี้คือปัญญาในการกำหนดอรูปขันธ์ ๔ แห่งภิกษุผู้ใคร่จะเริ่มวิปัสสนาอันใด

ปัญญาอันนี้ เป็นนามวัฏฐาปนปัญญา ปัญญาในการกำหนดรูปขันธ์อันใด ปัญญา

อันนี้เป็นรูปววัฏฐาปนปัญญา


ในทุกะที่ ๔ ปัญญา ๒ อย่าง โดยเป็นโสมนัสสสหคตะ และ

อุเปกขาสหคตะ (เกิดพร้อมด้วยโสมนัสและเกิดพร้อมด้วยอุเบกขา)อย่างนี้

คือ ปัญญาในกามาวจรกุศลจิต ๒ ดวงและในมัคคจิตที่เป็นไปในจตุตถญาณ

โดยปัญจกนัย ๑๖ ดวง เป็นโสมนัสสสหคตปัญญา และปัญญาในกามาวจร

กุศลจิต ๒ ดวง ในมรรคจิตที่เป็นไปในปัญจมฌาน ๔ ดวง เป็นอุเปกขา

สหคตปัญญา


ในทุกะที่ ๕ ปัญญา ๒ อย่าง โดยเป็นทัสสนภูมิและภาวนาภูมิ

อย่างนี้คือ ปัญญาในปฐมมรรค เป็นทัสสนภูมิปัญญา และปัญญาในมรรค ๓

ที่เหลือเป็นภาวนาภูมิปัญญา


ปัญญา ๓ อย่าง

ในติกะ มีอธิบายดังนี้
ในติกะที่ ๑ ปัญญาที่มิได้ฟังจากคนอื่นได้มาเป็นจินตามยปัญญา

เพราะสำเร็จโดยลำพังความคิดตนเอง ปัญญาที่ได้ฟังจากผู้อื่นแล้วได้มาเป็น

สุตมยปัญญา เพราะสำเร็จด้วยอำนาจการฟัง ปัญญาที่ถึงอัปปนา สำเร็จด้วย

อำนาจภาวนาอย่างใดก็แล้วแต่ เป็นภาวนามยปัญญา สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้

ว่า “ในปัญญา ๓ นั้น จินตามยปัญญาเป็นไฉน? บุคคลมิได้



(หน้าที่ 5)


ฟังจากผู้อื่นได้ซึ่งกัมมัสสกตาญาณ หรือสัจจานุโลมิกญาณว่า

รูปไม่เที่ยงก็ดี เวทนา สัญญา สังขาร

วิญญาณไม่เที่ยงก็ดี หรือได้ขันติ (ความอาจเห็นได้) ทิฏฐิ (ความเห็น)

รุจิ (ความพอใจ) มุติ (ความรู้) เปกขะ (การค้นพบ) ธัมมนิชฌารขันติ

(ความทนต่อความเพ่งธรรม) อันเป็นอนุโลมิกะ รูปเดียวกันนั้น ในกัมมายตนะ

ทั้งหลายที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะ (คือปัญญา) ก็ดี ในสิปปายตนะทั้งหลาย

ที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะก็ดี ในวิชาฐานะทั้งหลายที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะก็ดี

ความรู้นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา


สุตมยปัญญา เป็นไฉน ? บุคคได้ฟังจากผู้อื่นแล้วจึงได้

กัมมัสสกตาญาณ ความรู้นี้ เรียกว่า สุตมยปัญญา


ภาวนามยปัญญา เป็นไฉน ? ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติทุกอย่าง

เรียกว่า ภาวนามยปัญญา


ปัญญาเป็น ๓ อย่าง คือ จินตามยปัญญา ๑ สุตมยปัญญา ๑ และ

ภาวนามยปัญญา ๑ ดังกล่าวมาฉะนี้


ในติกะที่ ๒ ปัญญาเป็น ๓ อย่างคือปริตตารัมมณปัญญา ๑

มหัคคตารัมมณปัญญา ๑ และอัปปมาณารัมมณปัญญา ๑ อย่างนี้คือปัญญาที่

ปรารภธรรมทั้งหลายที่เป็นกามาวจรเป็นไปเป็นปริตตารัมมณปัญญา ที่ปรารภธรรมทั้งหลาย

ที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจรเป็นไป เป็นมหัคคตารัมมณปัญญา ปัญญาทั้ง ๒ นั้น

เป็นโลกียวิปัสสนาปัญญา ปัญญาที่ปรารภพระนิพพานเป็นไป เป็นอัปปมาณารัม

มณปัญญา ปัญญานั้นเป็นโลกุตตรวิปัสสนาปัญญา


ในติกะที่ ๓ ความเจริญชื่อว่าอายะ ความเจริญนั้นมี ๒ ทาง คือ

ทางที่ไม่เสื่อมจากประโยชน์ ๑ ทางที่ให้เกิดประโยชน์ ๑

ความฉลาดในทั้ง ๒ ทางนั้น ชื่อว่า อายโกศล

ดังพระบาลีว่า ในโกศล ๓ อย่างนั้น อายโกศล เป็นไฉน ? ผู้มีปัญญารู้ว่า เมื่อ

เรามนสิการธรรมเหล่านี้อยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น และ

อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วก็ถูกละไป หรือว่า เมื่อเรามนสิการธรรมเหล่านี้อยู่

กุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อ

ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่ ปัญญาคือความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม

ความเห็นถูกต้องในความไม่เกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย และความเจริญ

แห่งกุศลธรรมทั้งหลายด้วย แห่งผู้มีปัญญานั้น นี้เรียกว่า อายโกศล


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]