วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๓๑ - ๓๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 31)


กามาวจรกิริยาวิญญาณที่เว้นจากกิริยาเหตุมีอโลภะเป็นต้น ชื่อว่าอเหตุกะ อเหตุกะนั้นมี ๒ โดยแยกเป็นมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ ในอเหตุกะ ๒ นั้นมโนธาตุมีการนำหน้าวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นอาทิ รู้แจ้งอารมณ์มีรูปเป็นต้นเป็นลักษณะ มีความรำพึงเป็นกิจ มีความเป็นธรรมชาติมุ่งหน้าต่ออารมณ์มีรูปเป็นต้นเป็นผล มีความตัดขาดภวังค์เป็นเหตุใกล้
ส่วนมโนวิญญาณธาตุ มี ๒ คือ สาธารณะแก่พระเสขะ พระอเสขะ และปุถุชน ๑ ไม่ทั่วไป คือเฉพาะพระอเสขะ ๑ ใน ๒ อย่างนั้น มโนวิญญาณธาตุที่เป็นสาธารณะ ได้แก่ อเหตุกกิริยา ที่เกิดพร้อมกับอุเบกขา มีอันรู้แจ้งอารมณ์ ๖ เป็นลักษณะ มี โวฏฐัพพนะและอาวัชชนะในปัญจทวารและมโนทวาร ด้วยอำนาจแห่งกิจคือโวฏฐัพพนะทำกิจในปัญจทวาร ส่วนอาวัชชนะทำกิจในมโนทวารเป็นกิจ มีความเป็นเช่นนั้น คือมีโวฏฐัพพนะและอาวัชชนะเป็นผล มีความไปปราศแห่งอเหตุกวิบาก มโนวิญญาณธาตุ (ในโวฏฐัพพนกาล) และภวังค์ (ในอาวัชชนกาล) อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุใกล้ (ส่วนมโนวิญญาณธาตุที่ไม่ทั่วไป) ได้แก่ อเหตุกกิริยาที่สหรคตกับโสมนัส มีอันรู้แจ้งอารมณ์ ๖ เป็นลักษณะ อันยังความยิ้มแย้มในเพราะวัตถุไม่ดีอะไรนัก ให้เกิดขึ้นแก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งกิจเป็นกิจ มีความเป็นอย่างนั้น (คือเป็นหสิตุปปาทะ) เป็นผลมีหทยวัตถุเป็นเหตุใกล้ในส่วนเดียว (เพราะเกิดแต่ในปัญจโวการภพเท่านั้น) กามาวจรกิริยาวิญญาณที่เป็นอเหตุกะ มี ๓ ดังกล่าวมาฉะนี้
ส่วนที่เป็นสเหตุกะมี ๘ โดยต่างแห่งสัมปยุตธรรมมีโสมนัสเป็นต้นเหมือนกุศลวิญญาณ แต่ที่แปลกกันระหว่างกุศลวิญญาณและกิริยาวิญญาณ คือกุศลวิญญาณย่อมเกิดแก่พระเสขะและปุถุชนเท่านั้น กิริยาวิญญาณเกิดแก่พระอรหันต์พวกเดียว กิริยาวิญญาณที่เป็นกามาวจรมี ๑๑ ดังนี้ เป็นข้อแรก
ส่วนที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจรมี ๕ และ ๔ เหมือนกุศลวิญญาณ ความแตกต่างจากกุศลวิญญาณของกิริยาวิญญาณทั้งสองนั้น ก็พึงทราบโดยว่าเกิดขึ้นแก่พระอรหันต์เท่านั้น
กิริยาวิญญาณทั้งหมดใน ๓ ภูมิเป็น ๒๐ ดังนี้



(หน้าที่ 32)



วิญญาณทั้งปวงเป็นไปโดยอาการ ๑๔

โดยประการดังกล่าวมานี้ วิญญาณทั้งสิ้น มีกุศลวิญญาณ ๒๑ อกุศลวิญญาณ ๑๒ วิปากวิญญาณ ๓๖ กิริยาวิญญาณ ๒๐ รวมเป็นวิญญาณ ๘๙ เป็นไปโดยอาการ ๑๔ ด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิ ภวังค์ อาวัชชนะ ทัสสนะ (เห็น) สวนะ (ได้ยิน) ฆายนะ (ได้กลิ่น) สายนะ (ได้รส) ผุสนะ (ได้ถูกต้อง) สัมปฏิจฉนะ สันตีรนะ โวฏฐัพพนะ ชวนะ ตทารัมมนะ และจุติ


ถามว่า เป็นอย่างไร ?


๑. ปฏิสนธิ

แก้ว่า ในกาลใด สัตว์เกิดในเทวโลกหรือมนุสสโลก ด้วยอานุภาพแห่งกามาวจรกุศล ๘ ในกาลนั้น วิปากจิต ๙ ดวง คือ สเหตุกกามาวจรวิบาก ๘ และอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นอุเบกขาสหรคต เป็นวิบากแห่งทวิเหตุกกุศลอย่างอ่อนของพวกสัตว์ที่ถึงความวิกลมีกะเทยเป็นต้น ในหมู่มนุษย์ ย่อมทำกรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งที่ปรากฏใกล้จะตายให้เป็นอารมณ์เป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิ ในกาลใด สัตว์เกิดในรูปภพและอรูปภพ ด้วยอานุภาพแห่งรูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล ในกาลนั้น รูปาวจรวิปากจิต และอรูปาวจรวิปากจิต ๙ ดวง ย่อมทำกรรมนิมิตปรากฏในเวลาจะตายให้เป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจปฏิสนธิ ในกาลใด สัตว์ทั้งหลายเกิดในรูปภพและอรูปภพด้วยอานุภาพแห่ง รูปาวจรกุศล และอรูปาวจรกุศล ในกาลนั้น รูปาวจรวิปากจิตและอรูปาวจรวิปากจิต ๙ ดวงย่อมทำกรรมนิมิตที่ปรากฏในเวลาจะตายแห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจปฏิสนธิ อนึ่ง ในกาลใด สัตว์เกิดในอบายด้วยอานุภาพแห่งอกุศล ในกาลนั้น อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นวิบากแห่งอกุศลดวง ๑ ย่อมทำกรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏในเวลาจะตายแห่งสัตว์เหล่านั้นให้เป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจปฏิสนธิแล
ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ ๑๙ ดวง ด้วยอำนาจปฏิสนธิ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาในวิญญาณขันธนิเทศ (ในอาการ ๑๔)



(หน้าที่ 33)



๒. ภวังค์

เมื่อปฏิสนธิวิญญาณดับ (คือทำกิจเสร็จ) แล้ว วิญญาณชื่อภวังค์ คอยติดตาม ปฏิสนธิวิญญาณนั้น ๆ อยู่ เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ๆ อย่างเดียวกับปฏิสนธิวิญญาณนั่นเอง อันเป็นเช่นนั้น ในอารมณ์มีกรรมเป็นต้นนั้นเป็นไป เมื่อจิตตุปบาทอื่น ที่เป็นเหตุยังความสืบต่อ แห่งภวังค์ให้หมุนกลับไม่มี ภวังควิญญาณนั้น ย่อมเป็นไปในความหลับเป็นต้น แห่งผู้ไม่ฝัน โดยอาการสืบต่อเช่นนั้นอีกแล้วก็เป็นเช่นนั้นอีกดังนี้ จะนับประมาณจำนวนจิตมิได้โดยแท้ดังกระแสน้ำ ฉะนั้น
ความเป็นไปแห่งวิญญาณเหล่านั้นแหละ แม้ด้วยอำนาจแห่งภวังค์ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


๓. อาวัชชนะ

เมื่อความสืบต่อแห่งภวังค์เป็นไปอย่างนั้น ในกาลใด อินทรีย์ของสัตว์ควรแก่การรับอารมณ์ได้ ในกาลใด อินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายควรแก่การรับอารมณ์ ในกาลนั้น เมื่อรูปถึงคลองจักษุเข้า ความประสานเข้าระหว่างจักษุประสาทกับรูปก็มีขึ้น ด้วยอานุภาพแห่งความประสานกัน ภวังคจลนะก็มีขึ้น ครั้นภวังค์ดับไป กิริยามโนธาตุทำรูปนั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์ เป็นดังตัดภวังค์ ยังอาวัชชนกิจ กิจคือความคำนึงถึงอารมณ์ให้สำเร็จเกิดขึ้นในโสตทวารเป็นต้น ก็ดุจนัยนี้ แต่ในมโนทวาร เมื่ออารมณ์ทั้ง ๖ มาถึงเข้า อเหตุกกิริยามโนวิญญาณธาตุที่สหรคตกับอุเบกขา เป็นดังตัดภวังค์ ยังอาวัชชนกิจให้สำเร็จเกิดขึ้นในลำดับแห่งภวังคจลนะแล
ความเป็นไปแห่งกิริยาวิญญาณ ๒ ดวง ด้วยอำนาจอาวัชชนะ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้

๔ - ๘. ทัสสนะ สวนะ ฆายนะ สายนะ ผุสนะ

ในลำดับแห่งอาวัชชนะข้อแรก จักขุวิญญาณอันมีจักษุประสาทเป็นที่ตั้ง ยังทัสสนกิจ (กิจคือการเห็น) ให้สำเร็จเป็นไปในจักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร วิญญาณยังมีกิจมีสวนกิจเป็นต้นให้สำเร็จเป็นไปในทวารมีโสตทวารเป็นอาทิ วิญญาณที่เป็นไป



(หน้าที่ 34)



ในอารมณ์น่าปรารถนาและน่าปรารถนาปานกลาง เป็นกุศลวิบากที่เป็นไปในอารมณ์ไม่น่าปรารถนา แลไม่น่าปรารถนาปานกลาง ก็เป็นอกุศลวิบาก
ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ ๑๐ (คือเป็นกุศลวิบากวิญญาณ ๕ อกุศลวิบาก ๕) ด้วยอำนาจแห่งทัสสนะ (เห็น) สวนะ (ได้ยิน) ฆายนะ (ได้กลิ่น) สายนะ (ได้รส) ผุสนะ (ได้ถูกต้อง) พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


๙. สัมปฏิจฉนะ

โดยบาลีว่า “จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนธาตุอันเกิดแต่จิตนั้น ที่เป็นไปในลำดับแห่งจักขุวิญญาณธาตุ ที่เกิดขึ้นดับไปแล้วย่อมเกิดขึ้น” ดังนั้นเป็นต้น มโนธาตุที่เป็นไปในลำดับแห่งวิญญาณ มีจักษุวิญญาณเป็นต้น หากเป็นไปในลำดับแห่งกุศลวิปากวิญญาณ ก็เป็นกุศลวิบาก หากเป็นไปในลำดับแห่งอกุศลวิปากวิญญาณ ก็เป็นอกุศลวิบาก ทำกิจรับเอาอารมณ์แห่งวิญญาณเหล่านั้นแหละเกิดขึ้น
ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ ๒ ด้วยอำนาจแห่งสัมปฏิจฉนะ (รับเอา) พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


๑๐. สันตีรณะ

อนึ่งเล่า โดยบาลีว่า “จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุ เกิดแต่จิตนั้น ย่อมเกิดขึ้นในลำดับแห่งมโนธาตุที่เกิดขึ้นดับไปแล้ว" ดังนี้เป็นต้น วิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นลำดับแห่งอกุศลวิบากมโนธาตุ ก็เป็นอกุศลวิบาก ที่เป็นไปในอิฏฐารมณ์ ก็เป็นโสมนัสหรคต ที่เป็นอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ ก็เป็นอุเบกขาสหรคต ทำกิจสอบสวนอารมณ์ ที่มโนธาตุรับเอาไว้นั่นแหละเกิดขึ้น
ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ ๓ ด้วยอำนาจแห่งสันตีรณะ (สอบสวน) พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้



(หน้าที่ 35)



๑๑. โวฏฐัพพนะ

กิริยาเหตุกมโนวิญญาณธาตุ เป็นอุเบกขาสหรคต วิเคราะห์ดูอารมณ์นั่นแหละ เกิดขึ้นในลำดับแห่งสันตีรณะแล
ความเป็นไปแห่งกิริยามโนวิญญาณดวงเดียว ด้วยอำนาจแห่งโวฏฐัพพนะ (วิเคราะห์ดู) พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


๑๒. ชวนะ

ในลำดับแห่งโวฏฐัพพนะ ถ้าอารมณ์มีรูปเป็นต้น เป็นมหันตารมณ์ (อารมณ์ใหม่) ไซร้ ทีนั้นชวนะ ๖ หรือ ๗ ดวง ย่อมแล่นไปในอารมณ์ตามที่โวฏฐัพพนะวิเคราะห์ไว้แล้ว ด้วยอำนาจแห่งกามาวจรกุศล ๘ บ้าง อกุศล ๑๒ บ้าง กามาวจรกิริยาที่เหลือ ๙ บ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง นี่เป็นนัยในปัญจทวารเท่านั้น ส่วนมโนทวาร กามาวจรชวนะ ๒๙ ยอมแล่นไปในลำดับมโนทวาราวัชชนะต่อแต่โคตรภูไป บรรดาชวนะเหล่านี้ คือทางรูปาวจรกุศลชวนะ ๕ กิริยาชวนะ ๕ ทางอรูปาวจรกุศลชวนะ ๔ กิริยาชวนะ ๔ ทางโลกุตตรมัคคจิต ๔ ผลจิต ๔ ชวนะใด ๆ ได้ปัจจัยแล้ว ชวนะนั้น ๆย่อมแล่นไปแล
ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ เป็นกุศล อกุศล และกิริยา (รวม) ๕๕ ดวง ด้วยอำนาจชวนะ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


๑๓. ตทารัมมณะ

ในที่สุดแห่งชวนะ ถ้าอารมณ์นั้นเป็นอติมหันตารมณ์ (อารมณ์ใหญ่ยิ่ง) ในปัญจทวาร และเป็นวิภูตารมณ์ (อารมณ์ที่ปรากฏชัด) ในมโนทวารไซร้ ที่นั้นวิปากวิญญาณ ในบรรดาสเหตุกกามาวจรวิบาก ๘ และวิบากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง อันติดตามชวนะแล่นไปในอารมณ์อื่น นอกจากอารมณ์ของภวังค์ ดังน้ำอันไหลทวนกระแสไป ติดตามเรือที่แล่นทวนกระแสในระหว่างนิดหน่อยติดตามเรือที่แล่นไปทวนกระแส ย่อมเกิดขึ้น ๒ ขณะหรือขณะเดียวกัน ด้วยสามารถของปัจจัยนั้นตามที่ตนได้ ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์มีอิฏฐารมณ์เป็นอาทิ และแห่งปุริมกรรม และแห่งจิตมีชวนจิตเป็นต้น ในที่สุดแห่ง


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]