วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๔๖ - ๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 46)


ความกระด้างแห่งกายและจิตออกไปเป็นกิจ มีความไม่ข้องขัดเป็นผล มีกายและจิตเป็นเหตุใกล้
มุทุตานี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสมีทิฏฐิและมานะเป็นต้น ที่ทำความกระด้างแห่งกายและจิต


๒๒ - ๒๓. กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา

ความควรแก่การงานแห่งกาย ชื่อว่ากายกัมมัญญตา ความควรแก่การงานแห่งจิต ชื่อว่าจิตตกัมมัญญตา กายกัมมัญญตาและจิตตกัมมัญญตานั้น มีความเข้าไประงับแห่งความไม่ควรแก่การงานของกายและจิตเป็นลักษณะ มีอันบีบเอาความไม่ควรแก่การงานของกายและจิตออกไปเป็นกิจ มีความถึงพร้อมแห่งการทำอารมณ์เป็นผล มีกายและจิตเป็นเหตุใกล้
กัมมัญญตานี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสมีนิวรณ์ที่เหลือเป็นต้น ที่ทำความไม่ควรแก่การงานแห่งกายและจิต นำมาซึ่งความเลื่อมใสในวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสทั้งหลาย นำมาซึ่งความควรแก่อันประกอบด้วยประการต่าง ๆ ในการทำประโยชน์ทั้งหลาย ดังความหมดจด (จากมลทิน) แห่งทอง (ควรแก่อันประกอบเป็นอลังการต่าง ๆ ชนิด) ฉะนั้น


๒๔ - ๒๕. กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา

ความคล่องแห่งกาย ชื่อว่ากายปาคุญญตา ความคล่องแห่งจิต ชื่อว่าจิตตปาคุญญตา กายปาคุญญตาและจิตตปาคุญญตานั้น มีความไม่เป็นไข้แห่งกายและจิตเป็นลักษณะ มีอันบีบเอาความเป็นไข้แห่งกายและจิตออกไปเป็นกิจ มีความไร้โทษ (แห่งกายและจิต) เป็นผล มีกายและจิตเป็นเหตุใกล้
ปาคุญญตานี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อบาปธรรมมีอสัทธิยะเป็นต้น ที่ทำความเป็นไข้แห่งกายและจิต



(หน้าที่ 47)



๒๖ - ๒๗. กายุชุกตา จิตตุชุกตา

ความตรงแห่งกายชื่อว่ากายุชุกตา ความตรงแห่งจิตชื่อว่าจิตตุชุกตา กายุชุกตาและจิตตุชุกตานั้น มีความซื่อตรงแห่งกายและจิตเป็นลักษณะ มีอันบีบเอาความคดแห่งกายและจิตออกไปเป็นกิจ มีความไม่คด (แห่งกายและจิต) เป็นผล มีกายและจิตเป็นเหตุใกล้
อุชุกตานี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นปฏิปักษ์แก่อุปกิเลสมีมายาและสาไถยเป็นต้น ที่ทำความคดโกงแห่งกายและจิต


เยวาปนกสังขาร ๔


๑. ฉันทะ

คำว่าฉันทะนั้น เป็นคำเรียกกัตตุกัมยตา (ความใคร่จะทำ) เพราะเหตุนั้น ฉันทะนั้นจึงมีความใคร่จะทำเป็นลักษณะ มีอันแสวงหาอารมณ์เป็นกิจ มีความต้องการด้วยอารมณ์เป็นผล อารมณ์นั้นนั่นแหละเป็นเหตุใกล้ของฉันทะนั้น
อันฉันทะนี้ ในการจะถือเอาอารมณ์ บัณฑิตพึงเห็นว่า เหมือนใจยื่นมือออกไป ฉะนั้น


๒. อธิโมกข์

ความน้อมใจเชื่อชื่อว่าอธิโมกข์ อธิโมกข์นั้นมีการลงความเห็นเป็นลักษณะ มีอันไม่รวนเรเป็นกิจ มีความตัดสินใจเป็นผล มีสันนิฏเฐยยธรรม (เรื่องที่จะต้องลงความเห็น) เป็นเหตุใกล้
อธิโมกข์นี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นดังเสาเขื่อน เพราะความที่นิ่งอยู่ในอารมณ์


๓. มนสิการ

การทำ (อารมณ์) ในใจ ชื่อว่ามนสิการ นัยหนึ่ง เจตสิกธรรมใดย่อมทำใจให้ไม่เหมือนใจเดิม (คือใจภวังค์) เหตุนี้เจตสิกธรรมนั้นจึงชื่อว่ามนสิการ (แปลว่า เจตสิกธรรมอันทำใจให้ผิดเดิม) ดังนี้ก็ได้ มนสิการนี้นั้นมี ๓ ประการคืออารัมมณปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในอารมณ์) วิถีปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในวิถีจิต) ชวนปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในชวนจิต)



(หน้าที่ 48)



ในมนสิการ ๓ นั้น อารัมมณปฏิปาทกะชื่อว่ามนสิการ เพราะทำ (อารมณ์) ไว้ในใจ อารัมมณปฏิปาทกมนสิการนั้น มีการยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้แล่นไป (มุ่งหน้าสู่อารมณ์) เป็นลักษณะ มีอันผูกสัมปยุตธรรมทั้งหลายไว้ในอารมณ์เป็นกิจ มีความจดจ่อต่ออารมณ์เป็นผล มีอารมณ์เป็นเหตุใกล้
มนสิการนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นธรรมจัดเข้าในสังขารขันธ์เพราะความเป็นธรรมยังสัมปยุตธรรมให้ดำเนินไปในอารมณ์ ดุจสารถี (ยังม้าให้แล่นไป) ฉะนั้น
ส่วนคำว่า วิถีปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในวิถี) นั่นเป็นคำเรียกปัญจทวาราวัชชนะ คำว่าชวนปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในชวนะ) นั่น เป็นคำเรียกมโนทวาราวัชชนะ มนสิการทั้งสองนั้นไม่ประสงค์เอาในที่นี้


๔. ตัตรมัชฌัตตตา

ความเป็นกลางในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นชื่อว่าตัตรมัชฌัตตตา ตัตรมัชฌัตตตานั้นมีการนำจิตและเจตสิกทั้งหลายไปโดยเสมอเป็นลักษณะ มีอันห้ามเสียซึ่งความหย่อนและความยิ่งเป็นกิจ หรือนัยหนึ่งมีอันเข้าไปตัดเสียซึ่งความตกไปเป็นฝักฝ่ายเป็นกิจ มีความเป็นกลางเป็นผล
ตัตรมัชฌัตตตานี้ โดยที่เป็นความวางเฉยแห่งจิตและเจตสิกทั้งหลาย บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นเหมือนสารถีผู้เพ่งดูอยู่เฉย ๆ ซึ่งม้าอาชาไนย (เทียมรถ) ที่วิ่งไปเรียบแล้วฉะนั้น



อนิยตสังขาร ๕


๑ - ๒. กรุณา มุทิตา

กรุณาและมุทิตา พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในพรหมวิหารนิเทศเถิด แท้จริงความแปลกกันก็มีเพียงว่ากรุณาและมุทิตา (ในพรหมวิหาร) นั้นเป็นรูปาวจรถึงอัปปนา (ส่วน) กรุณา และมุทิตา (ในอนิยตสังขาร) นี้เป็นกามาวจรเท่านี้เอง แต่อาจารย์บางพวกก็ต้องการเอาเมตตาและอุเบกขาเข้าในอนิยตสังขารด้วย คำของอาจารย์เหล่านั้นไม่ควรถือเอา เพราะว่าโดยความแล้ว เมตตาก็คืออโทสะ อุเบกขาก็คือตัตรมัชฌัตตุเบกขานั่นเองแล



(หน้าที่ 49)



๓ - ๔ - ๕. กายทุจริตวิรัติ ฯลฯ

ความเว้นจากกายทุจริตชื่อว่ากายทุจริตวิรัติ แม้ในวิรัติที่เหลือก็นัยนี้ ส่วนว่าโดยอาการมีลักษณะเป็นอาทิ วิรัติทั้ง ๓ นั้น มีความไม่ก้าวล่วงวัตถุแห่งทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้น มีอธิบายว่า ไม่ทำลาย (วัตถุเหล่านั้น) เป็นลักษณะ มีอันสยิ้ว (คือทำหน้านิ่วและกิริยาเกลียดชัง) แต่วัตถุแห่งทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้นเป็นกิจ มีความไม่กระทำเป็นผล มีคุณธรรมมีสัทธา หิริ โอตตัปปะ และอัปปิจฉตา เป็นอาทิ เป็นเหตุใกล้
วิรัตินี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นภาวะที่จิตเบือนหน้าจากการทำบาปก็ได้


สังขารอะไรสัมปโยคกับกุศลวิญญาณดวงไหน

สังขาร ๓๖ ดังกล่าวมานี้แล พึงทราบว่า ถึงความสัมปโยคกับกามาวจรกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ (คือวิญญาณที่เป็นโสมนัสสหรคต ญาณสัมปยุต อสังขาร) ก็แล สังขารที่สัมปโยคกับกามาวจรกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ เป็นฉันใด แม้ที่สัมปโยคกับกามาวจรกุศลวิญญาณดวงที่ ๒ ก็เป็นฉันนั้น ความแปลกในวิญญาณดวงที่ ๒ นี้ มีเพียงแต่ว่าสสังขารเท่านั้น ส่วนสังขารเว้นอโมหะที่เหลือ (๓๕) พึงทราบว่าสัมปโยคกับวิญญาณดวงที่ ๓ (คือโสมนัสสหรคต ญาณวิปยุต อสังขาร) ที่สัมปโยคกับวิญญาณดวงที่ ๔ ก็อย่างนั้น แปลกแต่ในวิญญาณดวงที่ ๔ นี้เป็นสสังขารเท่านั้น ส่วนว่า ในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในวิญญาณดวงที่ ๑ สังขารเว้นปีติ ที่เหลือย่อมถึงความสัมปโยคกับวิญญาณดวงที่ ๕ (คืออุเบกขาสหรคต ญาณสัมปยุต อสังขาร) และแม้ที่สัมปโยคกับวิญญาณดวงที่ ๖ ก็เช่นเดียวกับที่สัมปโยคกับวิญญาณดวงที่ ๕ ด้วยว่าดวงวิญญาณดวงที่ ๖ นั้น ก็มีแปลกแต่เพียงเป็นสสังขารเท่านั้น ส่วนสังขารเว้นอโมหะ ที่เหลือพึงทราบว่า สัมปโยคกับวิญญาณดวงที่ ๗ (คืออุเบกขาสหรคต ญาณวิปยุต อสังขาร) ที่สัมปโยคกับวิญญาณดวงที่ ๘ ก็อย่างนั้น แปลกแต่วิญญาณดวงที่ ๘ นั้นเป็นสสังขารเท่านั้น
ส่วนว่าในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในกามาวจรกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ สังขารเว้นวิรัติ ๓ ที่เหลือ ถึงความสัมปโยคกับปฐมวิญญาณในรูปาวจรกุศล แต่นั้นสังขารทั้งหลายเว้นวิตก (เหลือ ๓๒) สัมปโยคกับทุติยวิญญาณ แต่นั้นสังขารเว้นวิจาร (เหลือ ๓๑) สัมปโยค



(หน้าที่ 50)



กับตติยวิญญาณ แต่นั้นสังขารเว้นปีติ (เหลือ ๓๐) สัมปโยคกับจตุตถวิญญาณ แต่นั้นสังขารเว้นกรุณาและมุทิตาในฝ่ายอนิตยสังขาร (เหลือ ๒๘) สัมปโยคกับปัญจมวิญญาณ
สังขารในอรูปกุศลวิญญาณ ๔ ก็คือสังขาร (ในรูปาวจรปัญจมวิญญาณ) เหล่านั้นแหละด้วยว่าความเป็นอรูปาวจรเท่านั้น เป็นความแปลกในอรูปกุศลนั้น
ในโลกุตตรวิญญาณทั้งหลาย สังขารในมัคควิญญาณที่มีปฐมฌาน พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในปฐมรูปาวจรวิญญาณ เป็นข้อแรก (ข้อต่อไป) สังขารในมัคควิญญาณอันต่างโดยเป็นมัคควิญญาณที่มีทุติยฌานเป็นต้น ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในวิญญาณเป็นลำดับไปมีทุติยรูปาวจรวิญญาณเป็นต้นเหมือนกัน แต่นี่เป็นความแปลกในโลกุตตรวิญญาณนี้ คือกรุณาและมุทิตาไม่มี ๑ วิรัติเป็นนิยตะ ๑ เป็นโลกุตระ ๑
สังขารทั้งหลายที่เป็นกุศลเท่านั้น บัณฑิตพึงทราบโดยประการที่กล่าวมาฉะนั้น เป็นอันดับแรก


อกุศลสังขารโลภมูล ๑๗

ในอกุศลสังขารทั้งหลาย ก่อนอื่น สังขารที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ ในโลภมูล (คือวิญญาณที่เป็นโสมนัสสหรคต ทิฏฐิคตสัมปยุต อสังขาร) มี ๑๗ คือเป็นนิยตะมาโดยรูปของตน ๑๓ เป็นเยวาปนกะ ๔ ในอกุศลสังขาร ๑๗ นั้น สังขาร ๑๓ คือ ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ วิริยะ ชีวิต สมาธิ อหิริกะ อโนตตัปปะ โลภะ โมหะ มิจฉาทิฏฐิ เหล่านี้เป็นนิยตะมาโดยรูปของตน สังขาร ๔ คือ ฉันทะ อธิโมกข์ อุทธัจจะ มนสิการ นี้เป็นเยวาปนกะ


อรรถาธิบายอกุศลสังขาร โลภมูลบางข้อ

อรรถาธิบายในอกุศลสังขารเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบดังต่อไปนี้


อหิริกะ อโนตตัปปะ

บุคคลใดไม่ละอาย เหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าอหิริโก (แปลว่าผู้ไม่ละอาย) ความเป็นแห่งผู้ไม่ละอาย ชื่อว่าอหิริกํ (แปลว่าความไม่อาย) ความไม่กลัวชื่อว่าอโนตตัปปะ ใน ๒ อย่างนั้น


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]