วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๕๑ - ๕๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 51)


อหิริกะมีความไม่รังเกียจแต่ทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้นเป็นลักษณะ หรือว่า มีความไม่ละอายแต่ทุจริตทั้งหลายเป็นลักษณะ (ก็ได้) อโนตตัปปะ มีความไม่พรั่นแต่ทุจริตทั้งหลายนั่นแลเป็นลักษณะ หรือว่า มีความไม่สะดุ้งกลัวแต่ทุจริตทั้งหลายนั้นเป็นลักษณะ (ก็ได้) นี่เป็นความสังเขปในอหิริกะและอโนตตัปปะนั้น ส่วนความพิสดาร พึงทราบโดยทำนองความที่ตรงกันข้ามกับความแห่งหิริและโอตตัปปะที่กล่าวแล้วนั้นเถิด


โลภะ โมหะ

สัตว์ทั้งหลายย่อมโลภด้วยเจตสิกธรรมนั้นเป็นเหตุ เจตสิกธรรมนั้นจึงชื่อว่าโลภะ (แปลว่าธรรมเป็นเหตุโลภแห่งสัตว์ทั้งหลาย) นัยหนึ่ง เจตสิกธรรมใดย่อมโลภอยู่เอง เจตสิกธรรมนั้นชื่อว่าโลภะ (แปลว่าธรรมอันโลภ) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นสักว่าเป็นอันโลภเท่านั้นเหตุนั้นจึงชื่อว่าโลภะ (แปลว่าความโลภ)
สัตว์ทั้งหลายย่อมหลงด้วยเจตสิกธรรมนั้นเป็นเหตุ เจตสิกธรรมนั้นจึงชื่อว่าโมหะ (แปลว่าธรรมเป็นเหตุหลงแห่งสัตว์ทั้งหลาย) นัยหนึ่ง เจตสิกธรรมใดย่อมหลงอยู่เอง เจตสิกธรรมนั้นชื่อว่าโมหะ (แปลว่าธรรมอันหลง) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นสักว่าเป็นอันหลงเท่านั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าโมหะ (แปลว่าความหลง)
ในโลภะและโมหะนั้น โลภะมีความยึดอารมณ์ไว้เป็นลักษณะ ดุจตังสำหรับดักลิง (ยึดลิงที่มาต้องเข้าไว้) ฉะนั้น มีอันตั้งหน้าเกาะติดไปเป็นกิจ ดุจชิ้นเนื้อที่คนโยนลงไปในกระทะอันร้อน (ก็ตั้งหน้าติดไหม้ไปในกระทะนั้น) ฉะนั้น มีอันไม่ยอมสละเป็นผล ดุจสีป้ายตามผสมน้ำมัน (ป้ายแล้วติด ล้างออกยาก) ฉะนั้น มีความเห็นว่าน่ายินดีในสัญโญชนียธรรมทั้งหลายเป็นเหตุใกล้
โลภะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เมื่อมันขยายตัวขึ้นจนเป็นแม่น้ำคือตัณหา ก็มีแต่พาไปนรกเท่านั้น ดังแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว ก็มีแต่พาไปสู่มหาสมุทรฉะนั้น
โมหะ มีความบอดแห่งจิตเป็นลักษณะ นัยหนึ่ง มีความไม่รู้เป็นลักษณะ มีความไม่เข้าใจตลอดเป็นกิจ นัยหนึ่ง มีอันปกปิดเสียซึ่งสภาพอารมณ์เป็นกิจ มีความปฏิบัติ



(หน้าที่ 52)



ไม่ชอบเป็นผล นัยหนึ่ง มีความมืด (คือโง่เขลา) เป็นผล มีความทำในใจโดยไม่แยบคายเป็นเหตุใกล้
โมหะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นมูลแห่งอกุศลทั้งปวง


มิจฉาทิฏฐิ

สัตว์ทั้งหลายย่อมเห็นผิดด้วยธรรมชาตินั้นเป็นเหตุ ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ (แปลว่าธรรมชาติเป็นเหตุเห็นผิดแห่งสัตว์ทั้งหลาย) นัยหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเห็นผิดอยู่เอง ธรรมชาตินั้นชื่อมิจฉาทิฏฐิ (แปลว่าธรรมชาติอันเห็นผิด) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นสักว่าเป็นอันเห็นผิด เหตุนั้นจึงชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ (แปลว่าความเห็นผิด)
มิจฉาทิฏฐินั้น มีความยึดมั่นโดยไม่ถูกทางเป็นลักษณะ มีการจับเอาผิด ๆ เป็นกิจ มีความปักใจผิดเป็นผล มีโทษอันมีความไม่อยากเห็นพระอริยะทั้งหลายเป็นต้นเป็นเหตุใกล้ มิจฉาทิฏฐินี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นบรมวัชชะ (มีโทษอย่างยิ่ง)


อุทธัจจะ

ความที่จิตฟุ้งซ่านชื่อว่าอุทธัจจะ อุทธัจจะนั้นมีความไม่สงบราบเป็นลักษณะ ดุจน้ำกระเพื่อมเพราะลมตีฉะนั้น มีความไม่หยุดนิ่งเป็นกิจ ดุจธงและผืนผ้าอ้นโบกสะบัดเพราะลมต้องฉะนั้น มีอาการหมุน (กระจัดกระจาย) ไปเป็นผล ดุจเถ้าอันฟุ้งกระจายเพราะถูกทุ่มด้วยก้อนหินฉะนั้น มีความทำในใจโดยไม่แยบคาย เพราะความไม่สงบลงแห่งใจเป็นผล
อุทธัจจะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นความซัดส่าย (ไปมา) แห่งจิต
อกุศลสังขารที่เหลือ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในกุศลสังขารเถิด ด้วยว่าความเป็นอกุศลและความเป็นเจตสิกธรรมเลวทรามด้วยความเป็นอกุศลเท่านั้น เป็นความแปลกของมันจากกุศลสังขารเหล่านั้น



(หน้าที่ 53)



สังขารอะไรสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงไหน

สังขาร ๑๗ ดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่า ถึงความสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ (ในโลภมูลคือวิญญาณที่เป็นโสมนัสสหรคต ทิฏฐิคตสัมปยุต อสังขาร) ก็แลสังขารที่สัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ (นี้) เป็นฉันใด แม้ที่สัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๒ ก็เป็นฉันนั้น ส่วนว่าความต่างในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๒ นี้ ก็คือความเป็นสสังขาร และถีนมิทธะ เป็นอนิยตะ


ถีนมิทธะ

ในถีนมิทธะนั้น ความท้อแท้ชื่อว่าถีนะ ความง่วงงุนชื่อว่ามิทธะ ขยายความว่า กิริยาที่ม้วนกลับ (คือถอย) เสีย ด้วยหมดอุตสาหะ (มิทธะก็คือ) ทลายลง (คือเลิกล้ม) เสียด้วยหมดความสามารถ ถีนะด้วยมิทธะด้วย (รวมกัน) ชื่อว่าถีนมิทธะ ในสองอย่างนั้น ถีนะมีความไม่มีอุตสาหะเป็นลักษณะ มีอันคลายความเพียรเสียเป็นกิจ มีอันจมอยู่เป็นผล มิทธะมีอันไม่ควรแก่การงาน (คือไม่คล่องแคล่ว) เป็นลักษณะ มีอันปิด (ทวาร) ลงเป็นกิจมีอันหู่เข้าเป็นผล หรือว่า มีอันหลับโงกเป็นผล (ก็ได้) ทั้งสองอย่างด้วยกันมีความทำในใจโดยไม่ถูกทาง ในเพราะความไม่ยินดี (ในกุศลธรรม) และความคร้านกายเป็นต้นเป็นเหตุใกล้
ในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ สังขาร เว้นมิจฉาทิฏฐิที่เหลือ (๑๖) พึงทราบว่า สัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๓ (คือโสมนัสสหรคต ทิฏฐิคตวิปยุต อสังขาร) แต่มานะในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๓ นี้เป็นอนิยตะ นี่เป็นความแปลก


มานะ

มานะนั้น มีความหยิ่งเป็นลักษณะ มีความยกตัวเป็นกิจ มีความใคร่เป็นเช่นธง (คืออยากเดิน) เป็นผล
มานะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นดังความบ้า
ในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๒ (คือโสมนัสสหรคต ทิฏฐิคตสัมปยุต สสังขาร) สังขารที่เหลือเว้นมิจฉาทิฏฐิพึงทราบว่า สัมปโยคกับอกุศลวิญญาณ



(หน้าที่ 54)



ดวงที่ ๔ (คือโสมนัสสหรคต ทิฏฐิคตวิปยุต สสังขาร) แม้ในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๔ นี้เล่า มานะก็เป็นสังขารในจำพวกอนิยตะเหมือนกัน ส่วนว่าในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ สังขารที่เหลือเว้นปีติถึงความสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๕ (คืออุเบกขาสหรคต ทิฏฐิคตสัมปยุต อสังขาร) และแม้สังขารที่สัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๖ (คืออุเบกขาสหรคต ทิฏฐิคตสัมปยุต สสังขาร) ก็เหมือนสังขารที่สัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๕ แปลกกันแต่ในดวงที่ ๖ นี้เป็นสสังขารและถีนมิทธะเป็นอนิยตะในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๕ สังขารที่เหลือเว้นทิฏฐิพึงทราบว่าสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๗ (คืออุเบกขาสหรคต ทิฏฐิคตวิปยุต อสังขาร) แต่ในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๗ นี้ มานะเป็นอนิยตะ ในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๖ สังขารที่เหลือเว้นทิฏฐิพึงทราบว่า สัมปโยคกับอกุศลวิญญาณดวงที่ ๘ (คืออุเบกขาสหรคต ทิฏฐิคตวิปยุต สสังขาร) แม้ในอกุศลวิญญาณดวงที่ ๘ นี้เล่า มานะก็เป็นสังขารในจำพวกอนิยตะเหมือนกันแล


อกุศลสังขารโทสมูล ๑๘

ส่วนในโทสมูล ๒ อันดับแรก สังขารที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ (คือ โทมนัสสหรคต ปฏิฆสัมปยุต อสังขาร) มี ๑๘ คือเป็นนิยตะมาโดยรูปของตน ๑๑ เป็นเยวาปนกะ ๔ เป็นอนิยตะ ๓ ในอกุศลสังขาร ๑๘ นั้น สังขาร ๑๑ คือ ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร วิริยะ ชีวิต สมาธิ อหิริกะ อโนตตัปปะ โทสะ โมหะ เหล่านี้ เป็นนิยตะมาโดยรูปของตน สังขาร ๔ คือ ฉันทะ อธิโมกข์ อุทธัจจะ มนสิการ นี้เป็นเยวาปนกะ สังขาร ๓ คือ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ นี้เป็นอนิยตะ


อรรถาธิบายอกุศลสังขารโทสมูลบางข้อ

โทสะ

พึงทราบอรรถในบทเหล่านั้น (ดังนี้) สัตว์ทั้งหลายย่อมประทุษร้ายด้วยเจตสิกธรรมนั้น เหตุนั้น เจตสิกธรรมนั้น จึงชื่อว่าโทสะ (แปลว่าธรรมเป็นเหตุประทุษร้ายแห่งสัตว์ทั้งหลาย) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นสักว่าเป็นประทุษร้ายเท่านั้นจึงชื่อว่าโทสะ (แปลว่าความประทุษร้าย)



(หน้า 55)



โทสะนั้น มีความดุเป็นลักษณะ ดังอสรพิษที่ถูกตี มีความพลุ่งพล่านไปเป็นกิจ ดังถูกพิษแทรก นัยหนึ่ง มีอันเผาที่อาศัยของตนเสียเป็นกิจ ดังไฟป่า มีความประทุษร้ายเป็นปัจจุปัฏฐาน ดังข้าศึกได้โอกาส มีอาฆาตวัตถุ (เรื่องที่จะให้เกิดอาฆาต) เป็นปทัฏฐาน
โทสะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นเหมือนน้ำมูตรเน่าระคนยาพิษฉะนั้น


อิสสา

ความประพฤติหึงหวงชื่อว่าอิสสา (ริษยา) อิสสานั้นมีความทนไม่ได้ต่อสมบัติ (ความได้ดี) ของคนอื่นเป็นลักษณะ มีความไม่ยินดีด้วยในสมบัติของผู้อื่นนั้นแหละเป็นกิจ มีความเบือนหน้าจากสมบัติของผู้อื่นนั้นเป็นผล มีสมบัติของผู้อื่นเป็นเหตุใกล้
อิสสานี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นสังโยชน์ (เครื่องผูกมัดจิต)


มัจฉริยะ

ความตระหนี่ชื่อว่ามัจฉริยะ มัจฉริยะนั้น มีการปิดซ่อนสมบัติทั้งหลายของตนที่ได้มาแล้ว หรือ ที่พึงได้ก็ตามไว้เป็นลักษณะ มีความทนไม่ได้ต่อความที่สมบัติทั้งหลายของตนนั้น จะเป็นของที่ไปกับคนอื่น ๆ เป็นกิจ มีความสยิ้วเป็นผล นัยหนึ่ง มีความเป็นเสื้อเกราะที่รัดกุม (คือความเหนียวแน่น) เป็นผล มีสมบัติของตนเป็นเหตุใกล้
มัจฉริยะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่าเป้นความผิดรูป (คือพิการ) แห่งใจ


กุกกุจจะ

การทำ (ทางใจ) อันบัณฑิตเกลียด (คือไม่ดี) ชื่อว่ากุกตะ ภาวะแห่งกุกตะนั้นชื่อว่ากุกกุจจะ (แปลว่า ความเป็นการทำ (ทางใจ) อันบัณฑิตเกลียด) กุกกุจจะนั้น มีความทำให้ร้อนใจในภายหลังเป็นลักษณะ มีความเศร้าใจถึงการที่ทำและการที่มิได้ทำเป็นกิจ มีความเดือดร้อนเป็นผล มีการที่ทำและการที่มิได้ทำเป็นเหตุใกล้
กุกกุจจะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เหมือนความเป็นทาส
อกุศลสังขารที่เหลือ ก็มีประการดังกล่าวแล้วนั่นแล


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]