วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๕๖ - ๖๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้า56)


สังขาร ๑๘ ที่กล่าวมานี้แล บัณฑิตพึงทราบว่า ถึงความสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณที่เป็นโทสมูลดวงที่ ๑ ก็แลสังขารที่ถึงความสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณโทสมูลดวงที่ ๑ ก็แลสังขารที่ถึงความสัมปโยคกับอกุศลวิญญาณโทสมูลดวงที่ ๑ เป็นฉันใด แม้ที่ถึงความสัมปโยคกับโทสมูลดวงที่ ๒ ก็ฉันนั้น แต่ความแปลก (ในดวงที่ ๒ นี้) ก็คือเป็นสสังขารและในพวกอนิยตะมีถีนมิทธะด้วย


อกุศลสังขารโมหมูล ๑๓

ส่วนในโมหมูล ๒ (ว่า) ทางวิจิกิจฉาสัมปยุตก่อน สังขาร (เป็นวิจิกิจฉาสัมปยุต) ๑๓ คือ (เป็นนิยตะ) มาโดยรูปของตน ๑๑ คือ ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร วิริยะ ชีวิต จิตตฐิติ (ความหยุดแห่งจิต) อหิริกะ อโนตตัปปะ โมหะ วิจิกิจฉา และเป็นเยวาปนกะ ๒ คือ อุทธัจจะและมนสิการ ในคำเหล่านั้น คำว่า จิตตฐิติ หมายเอาอาการสักว่าความหยุดแห่งปวัตติจิต (เป็นขณะ ๆ) ไก้แก่ สมาธิอย่างอ่อน


ความแน่ใจปราศไปแล้ว เหตุนั้นจึงชื่อว่าวิจิกิจฉา วิจิกิจฉานั้นมีความสงสัยเป็นลักษณะ มีอันไหวไปเป็นกิจ มีอันไม่ชี้ขาดเป็นผล นัยหนึ่งว่า มีอันถือเอาหลายอย่างเป็นผล มีความทำในใจโดยไม่ถูกทางในเพราะความลังเลเป็นเหตุใกล้
วิจิกิจฉานี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นธรรมชาติอันทำอันตราย (ขัดขวาง) แก่การปฏิบัติ
สังขาร (วิจิกิจฉาสัมปยุต) ที่เหลือ ก็มีประการดังกล่าวแล้วนั่นแล


(ว่า) ทางอุทธัจจสัมปยุต ในสังขารทั้งหลายที่กล่าวในวิจิกิจฉาสัมปยุต เว้นวิจิกิจฉาสังขารที่เหลือ ๑๒ เป็นอุทธัจจสัมปยุต แต่เพราะในอุทธัจจสัมปยุตนี้ ไม่มีวิจิกิจฉาอธิโมกข์ (ความตัดสินใจ) จึงเกิดขึ้น รวมกับอธิโมกข์นั้นก็เป็น ๑๓ เหมือนกัน และเพราะมีอธิโมกข์ร่วม (จิตตฐิติ) จึงเป็นสมาธิมีกำลังมากกว่า อนึ่ง อุทธัจจะใดในอุทธัจจสัมปยุตนี้ อุทธัจจะนั้นมาโดยรูปของตนแท้ อธิโมกข์และมนสิการ มาโดยเป็นเยวาปนกะแล
สังขารที่เป็นอกุศลทั้งหลาย พึงทราบโดยประการที่กล่าวมาฉะนี้



(หน้า 57)



อัพยากฤตสังขารฝ่ายวิบาก


อเหตุกวิบาก

ในอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย อันดับแรก อัพยากฤตสังขารฝ่ายวิบากมี ๒ โดยแยกเป็นอเหตุกะและสเหตุกะ ใน ๒ อย่างนั้น อัพยากฤตสังขารที่สัมปยุตด้วยอเหตุกวิปากวิญญาณจัดเป็นอเหตุกสังขาร ในอเหตุกสังขารทั้งหลายนั้น ข้อแรก สังขารที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณทั้งที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบากมี ๕ คือ สังขารที่มาโดยรูปของตน ๔ คือ ผัสสะ เจตนา ชีวิต จิตตฐิติ ที่เป็นเยวาปนกะมีแต่มนสิการอย่างเดียว แม้ที่สัมปยุตด้วย โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ ก็ ๕ นั่นแหละ ในมโนธาตุที่เป็นวิบากทั้งสองฝ่าย (คือทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล) มี ๘ คือสังขาร ๕ นั้น และ วิตก วิจาร อธิโมกข์ด้วย แม้ในอเหตุกมโนวิญญาณธาตุทั้ง ๓ (คืออุเบกขาสหรคต สุขสหรคต โสมนัสสหรคต) ก็อย่างนั้น แต่ในอเหตุกมโนวิญญาณธาตุนี้ มโนวิญญาณธาตุใดเป็นโสมนัสสหรคต ปีติ (ที่เกิด) พร้อมกับมโนวิญญาณธาตุนั้น พึงทราบว่า เป็นอธิกปีติ (ปีติยิ่ง)


สเหตุกวิบาก

ส่วนอัพยากฤตสังขารที่สัมปยุตด้วยสเหตุกวิปากวิญญาณ จัดเป็นสเหตุกสังขาร ในสเหตุกสังขารทั้งหลายนั้น ข้อแรก สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรวิปากวิญญาณ ๘ ก็เป็นเช่นเดียวกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศลวิญญาณ ๘ นั่นเอง แต่กรุณาและมุทิตาใดในจำพวกนิยตสังขาร กรุณาและมุทิตานั้นไม่มีในพวกวิปากสังขาร เพราะกรุณาและมุทิตาเป็นสัตตารมณ์ (มีสัตว์เป็นอารมณ์) ฝ่ายกามาวจรวิปากสังขารทั้งหลาย เป็นปริตตารมณ์ (มีกามาวจรธรรมเป็นอารมณ์) ส่วนเดียว และมิใช่แต่กรุณาและมุทิตาเท่านั้น แม้วิรัติทั้งหลาย ก็ไม่มีในพวกวิปากสังขาร เพราะท่านกล่าวว่า “สิกขาบท ๕ เป็นกุศลเท่านั้น” ส่วนอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยวิปากวิญญาณ ที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตตระ ก็เป็นเช่นเดียวกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณแห่งวิปากวิญญาณเหล่านั้นนั่นเอง



(หน้า 58)



อัพยากฤตสังขารฝ่ายกิริยา

แม้อัพยากฤตสังขารฝ่ายกิริยาก็เป็น ๒ โดยแยกเป็นอเหตุกะและสเหตุกะ ในสองอย่างนั้น อัพยากฤตสังขารทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอเหตุกกิริยาวิญญาณจัดเป็นอเหตุกะ อเหตุกกิริยาสังขารเหล่านั้น ก็เสมอกับสังขารที่ประกอบด้วยกุศลวิปากมโนธาตุ และอเหตุกมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่ แต่วิริยะ (ที่ประกอบ) ด้วยมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่เป็นอธิกวิริยะ (วิริยะยิ่ง) และสมาธิก็เป็นสมาธิถึงซึ่งความมีกำลังเพราะมีวิริยะร่วม นี่เป็นความแปลกในสังขารที่ประกอบด้วยมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่นั้น
ส่วนอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยสเหตุกกิริยาวิญญาณจัดเป็นสเหตุกะในสเหตุกกิริยาสังขารเหล่านั้น ข้อแรก สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกิริยาวิญญาณ ๘ เว้นวิรัติ ก็เป็นเช่นกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศล ๘ สังขารที่สัมปยุตด้วยรูปาวจรกิริยาวิญญาณและอรูปาวจรกิริยาวิญญาณเล่า ก็เป็นเช่นสังขารที่สัมปยุตกับตัวกุศลวิญญาณแห่งกิริยาวิญญาณเหล่านั้นทุกประการเหมือนกันแล
สังขารทั้งหลายแม้ที่เป็นอัพยากฤต บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาฉะนี้
นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารในสังขารขันธ์
นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารในขันธ์ทั้งหลายตามนัยแห่งภาชนีย์ในพระอภิธรรมเท่านี้ก่อน


ขันธวิภาคอีกนัยหนึ่ง

แจกขันธ์โดยกาลเป็นต้นตามนัยพระสูตร

ก็แลขันธ์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า (ทรงจำแนก) ให้พิสดารอย่างนี้ว่า “รูปทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรืออยู่ในที่ใกล้ก็ตาม กลุ่มรูปนี้เรียกว่า รูปขันธ์ เพราะรวบรวมรูป (ที่แจงมา) นั้นเข้าด้วยกัน เวทนาทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มเวทนานี้ เรียกว่า เวทนาขันธ์ เพราะรวบรวมเวทนา (ที่แจ้งมา) นั้นเข้าด้วยกัน สัญญา



(หน้า 59)



ทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มสัญญานี้เรียกว่า สัญญาขันธ์ เพราะรวบรวมสัญญา (ที่แจ้งมา) นั้นเข้าด้วยกัน สังขารทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มสังขารนี้เรียกว่า สังขารขันธ์ เพราะรวบรวมสังขาร (ที่แจงมา) นั้นเข้าด้วยกัน วิญญาณทุกอย่าง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือเป็นภายนอกก็ตาม ฯลฯ กลุ่มวิญญาณนี้เรียกว่าวิญญาณขันธ์ เพราะรวบรวมวิญญาณ (ที่แจงมา) นั้นเข้าด้วยกัน” ดังนี้


อรรถาธิบายรูปวิภาค

ในบทบาลีเหล่านั้น บทว่า ยงฺกิญฺจิ ทุกอย่าง เป็นคำ (มีความหมายว่า) ถือเอาหมดไม่มีเหลือ บทว่า รูป รูปเป็นคำจำกัดสิ่งที่ประสงค์โดยเฉพาะด้วยบททั้งสอง ดังนี้ ก็เป็นอันได้ทรงทำความกำหนดเอารูปอย่างไม่เหลือหลอ ต่อนั้นจึงทรงเริ่มจำแนกรูปนั้น โดยกาลมีอดีตเป็นอาทิ จริงอยู่ รูปนั้น บ้างก็เป็นอดีต บ้างก็แตกต่างเป็นอนาคตเป็นต้นแล นัยแม้ในขันธ์ที่เหลือมีเวทนาเป็นต้น ก็ดุจนัยนี้


รูปขันธ์

ในขันธ์ทั้งหลายนั้น ข้อแรก รูปจัดเป็นอดีตโดยส่วน ๔ ด้วยอำนาจแห่งอัทธาสันตติ สมัย และขณะ ที่เป็นอนาคตและปัจจุบันก็อย่างนั้น
ในส่วน ๔ นั้น ว่าโดยอัทธาก่อน ในภพหนึ่ง รูปของบุคคลผู้หนึ่งในกาลก่อนแต่ปฏิสนธิ จัดเป็นอดีต รูปในกาลต่อแต่จุติไปเป็นอนาคต รูปในระหว่างกาลทั้งสองนั้นจัดเป็นปัจจุบัน
ว่าโดย สันตติ รูปอันมีอุตุ ที่เป็นสภาคอันหนึ่งเป็นสมุฏฐาน และมีอาการ (ที่เป็นสภาค) อันหนึ่งเป็นสมุฏฐาน แม้เป็นไปด้วยอำนาจระยะกาลเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลายก็ดีจัดเป็นปัจจุบัน รูปที่อุตุและอาหารเป็นวิสภาคเป็นสมุฏฐาน ในกาลก่อนแต่นั้นจัดเป็นอดีตภายหลังแต่นั้นจัดเป็นอนาคต ฝ่ายรูปที่เกิดแต่จิต มีวิถีจิตหนึ่ง ชวนจิตหนึ่ง และสมาปัตติจิตหนึ่งเป็นสมุฏฐานจัดเป็นปัจจุบัน รูปในกาลก่อนแต่นั้นจัดเป็นอดีต รูปในกาลภายหลังนั้น



(หน้า 60)



เป็นอนาคต สำหรับรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน หามีการแยกประเภทเป็นอดีตเป็นต้น ด้วยอำนาจสันตติเป็นส่วนหนึ่งต่างหากไม่ แต่ความเป็นอดีตเป็นต้นแห่งรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานนั้น พึงทราบ (ว่าเป็น) โดยเป็นอุปถัมภกปัจจัยของรูปที่มีอุตุอาหาร และจิตเป็นสมุฏฐาน เหล่านั้นแหละ
ว่า โดยสมัย รูปสมัยนั้น ๆ อันเป็นไปโดยสืบต่อกันในสมัยทั้งหลายมีครู่หนึ่ง ตอนเช้า ตอนเย็น และตอนกลางวันเป็นต้นจัดเป็นปัจจุบัน รูปในสมัยก่อนแต่นั้นจัดเป็นอดีต รูปในสมัยหลังแต่นั้นจัดเป็นอนาคต
ว่า โดยขณะ รูปที่เนื่องอยู่ในขณะ ๓ มีอุปปาทขณะเป็นต้นจัดเป็นปัจจุบัน รูปก่อนนั้นจัดเป็นอนาคต รูปหลังจากนั้นจัดเป็นอดีต อีกอย่างหนึ่ง รูปที่มีเหตุกิจและปัจจัยกิจล่วงไปแล้วจัดเป็นอดีต รูปที่มีเหตุกิจเสร็จแล้วแต่ปัจจัยกิจยังไม่เสร็จ จัดเป็นปัจจุบัน รูปที่กิจทั้งสองยังไม่ถึงเข้าจัดเป็นอนาคต หรือว่า รูปในขณะทำกิจของตนเป็นปัจจุบัน รูปก่อนนั้นเป็นอนาคต รูปหลังนั้นเป็นอดีต
ก็แลในกถาจำแนกรูปนี้ ขณาทิกถา (ว่าด้วยขณะ) อย่างเดียว ไม่มีปริยาย กถาที่เหลือมีปริยาย


ประเภทรูปภายในและรูปภายนอก มีนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล แต่ว่า ในสุตตันตนัยนี้ พึงทราบว่า แม้รูปที่มีอยู่ภายในตนของตนก็จัดเป็นภายใน และแม้รูปที่เป็นภายในของบุคคลอื่น ก็จัดเป็นภายนอกด้วย ประเภทรูปหยาบและรูปละเอียด ก็มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกัน
ประเภทรูปเลวและรูปปราณีต เป็น ๒ คือ โดยปริยาย ๑ (คือแยกเป็นชั้นๆ) โดยนิปปริยาย ๑ (คือไม่แยกเป็นชั้นๆ) ใน ๒ อย่างนั้น ความเป็นรูปเลว และรูปประณีตโดยปริยาย พึงทราบโดยปริยาย คือรูปของเทพเหล่าสุทัสสา เลวกว่ารูปของเทพเหล่าอกนิฏฐา รูปของเทพเหล่าสุทัสสีนั้นแหละ ประณีตกว่ารูปของเทพเหล่าสุทัสสา ดังนี้ จนกระทั่งถึงรูปของพวกสัตว์นรก (เลวกว่ารูปของพวกมนุษย์) สว่นความเป็นรูปเลว และรูปประณีตโดยนิปปริยาย พึงทราบว่า อกุศลวิปากวิญญาณเกิดขึ้นในรูปใด รูปนั้นก็เป็นรูปเลว กุศลวิปากวิญญาณเกิดขึ้นในรูปใด รูปนั้นก็เป็นรูปประณีต


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]