วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๖๖ - ๗๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้า 66)


นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดาร ในการจำแนกเวทนาขันธ์โดยส่วนต่าง ๆ ที่เป็นอดีตเป็นต้น
แม้กถามุขอย่างพิสดาร ในการจำแนกสัญญาเป็นต้น ที่สัมปยุตกับเวทนานั้น ๆ ก็พึงทราบโดยนัยดังนี้แล


นัยสำหรับวินิจฉัยขันธ์ ๖ ประการ

ก็แล ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว
เพื่อความแตกฉานแห่งความรู้ในขันธ์ทั้งหลายนั้นแหละ ผู้มีปัญญาพึงทราบนัยสำหรับวินิจฉัย โดยชอบคือ โดยลำดับ โดยความแปลกกัน ด้วยไม่หย่อน ไม่ยิ่ง โดยอุปมา โดยเป็นสิ่งพึงเห็นด้วยอาการทั้ง ๒ และโดยความสำเร็จเป็นประโยชน์แก่ผู้เห็น อย่างนั้น (ต่อไป)


นัยโดยลำดับ

ในนัย ๖ ประการนั้น ในข้อว่า “โดยลำดับ” นี้มีวินิจฉัยว่า ลำดับมีมากอย่าง คือลำดับแห่งความเกิดขึ้น ลำดับแห่งการละ ลำดับแห่งการปฏิบัติ ลำดับแห่งภูมิ ลำดับแห่งการแสดง ในลำดับ ๕ อย่างนั้น ลำดับเช่นว่า รูป (เกิด) เป็นกลละก่อน ต่อกลละไปเป็นอัพพุทะดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งความเกิดขึ้น ลำดับเช่นว่า ธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยภาวนา (คือสกคาทามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับการละ ลำดับเช่นว่า “สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ” ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งการปฏิบัติ ลำดับเช่นว่า ธรรมทั้งหลายเป็นกามาวจร ธรรมทั้งหลายเป็นรูปาวจร ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งภูมิ ลำดับเช่นว่า สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ หรือว่า ทานกถา สีลกถา ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งการแสดง
ในลำดับเหล่านั้น ก่อนอื่น ลำดับแห่งความเกิดขึ้นใช้ไม่ได้ในที่นี้ เพราะขันธ์ทั้งหลาย มิได้เกิดขึ้นโดยกำหนดก่อนหลัง ดังกลลรูปเป็นต้น ลำดับแห่งการละก็ใช้ไม่ได้ เพราะขันธ์ที่เป็นกุศลและอัพยากฤตมิใช่สิ่งที่จะพึงละ ลำดับแห่งการปฏิบัติก็ใช้ไม่ได้ เพราะขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอกุศลมิใช่สิ่งที่พึงปฏิบัติ ลำดับแห่งภูมิก็ใช้ไม่ได้ เพราะขันธ์ (๔) มีเวทนาเป็นต้นเป็นสิ่งที่เนื่องในภูมิทั้ง ๔ แต่ลำดับแห่งการแสดงใช้ได้ ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า



(หน้า 67)



ทรงหวังประโยชน์ ใคร่จะโปรดเวไนยชนผู้ตกอยู่ในอัตตคาหะ (ความยึดถือว่าเป็นตน) ในขันธ์ทั้ง ๕ โดยไม่แยกกัน ให้หลุดพ้นจากอัตตคาหะด้วย (ให้) เห็นโดยกระจายกลุ่มก้อนออกไป จึงทรงแสดงรูปขันธ์อันเป็นส่วนหยาบ เป็นอารมณ์แห่งจักขุเป็นต้นก่อน เพื่อ (ให้เวไนย) ชนนั้น (กำหนด) จับเอาได้ง่าย ต่อนั้นจึงทรงแสดงเวทนาอันเป็นส่วนความรู้สึก ในรูปอันน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ทรงแสดงสัญญาอันเป็นส่วนความยึด (จำ) อาการแห่งอารมณ์ของเวทนา โดยนัยตามที่กล่าวว่า รู้สึกสิ่งใด ก็จำสิ่งนั้น ดังนี้ ทรงแสดงสังขาร อันเป็นส่วนความปรุงแต่ง (นึกคิด) ไปตามอำนาจแห่งสัญญา ทรงแสดงวิญญาณอันเป็นที่อาศัยแห่งขันธ์ ๔ มีเวทนาเป็นต้นนั้น และเป็นอธิบดีแห่งขันธ์ ๔ นั้นด้วย
นัยสำหรับวินิจฉัยโดยลำดับ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นประการแรก


นัยโดยแปลกกัน

ข้อว่า โดยแปลกกัน คือโดยแปลกกันแห่งขันธ์ทั้งหลายและแห่งอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ก็ความแปลกกันแห่งขันธ์และอุปาทานขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นคืออะไร ? (คือ) ในขันธ์และอุปาทานขันธ์ทั้งหลายทั้งสองนั้น ก่อนอื่น ขันธ์ทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยไม่มีอะไรแปลก (ส่วน) อุปาทานขันธ์ตรัสไว้แปลก โดยความเป็นขันธ์ที่เป็นไปกับอาสวะและเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ดังตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ ๕ (และ) อุปาทานขันธ์ ๕ แก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังเรื่องขันธ์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ขันธ์ ๕ เป็นอย่างไร ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรืออยู่ในที่ใกล้ก็ตาม กลุ่มรูปนี้เรียกว่ารูปขันธ์ เวทนาทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มเวทนานี้ เรียกว่า เวทนาขันธ์ สัญญาทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มสัญญา นี้เรียกว่า สัญญาขันธ์ สังขารทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มสังขารนี้เรียกว่า สังขารขันธ์ วิญญาณทุกอย่างทั้งที่เป็น อดีตอนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มวิญญาณนี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายกลุ่มเหล่านี้เรียกว่า เรียกว่าขันธ์ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นอย่าง ๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรืออยู่ในที่ใกล้ก็ตาม เป็นไปกับอาสวะ



(หน้า 68)



เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี่เรียกว่า รูปูปาทานขันธ์ เวทนาทุกอย่าง ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ เป็นไปกับอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า เวทนูปาทานขันธ์ สัญญาทุกอย่าง ฯลฯ เป็นไปกับอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า สัญญูปาทานขันธ์ สังขารทุกอย่าง ฯลฯ เป็นไปกับอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณทุกอย่าง ฯลฯ เป็นไปกับอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี่เรียกว่า วิญญาณูปาทานขันธ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ดังนี้
ก็แล ในขันธ์ทั้งหลายนี้ ขันธ์ ๔ มีเวทนาเป็นต้น เป็นอนาสวะบ้างก็มี เป็นสาสวะบ้างก็มี ฉันใด รูปหาเป็นฉันนั้นไม่ แต่เพราะเหตุที่รูปนั้นเป็นขันธ์ก็ถูก ด้วยอรรถว่าเป็นกอง เหตุนั้นจึงตรัสไว้ในพวกขันธ์ (แท้) (และ) เพราะรูปนั้น เป็นอุปาทานขันธ์ก็ถูก ด้วยอรรถว่าเป็นกองด้วย ด้วยอรรถว่าเป็นสาสวะด้วย เหตุนั้นจึงตรัสไว้ในพวกอุปาทานขันธ์ ส่วนขันธ์ ๔ มีเวทนาเป็นต้น ที่เป็นอนาสวะตรัสไว้ในพวกขันธ์ (แท้) เท่านั้น ที่เป็นสาสวะตรัสไว้ในพวกอุปาทานขันธ์
ก็แล เนื้อความในคำว่า “อุปาทานขันธ์” นี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า “ขันธ์ทั้งหลายเป็นที่โคจรแห่งอุปาทาน ชื่อว่า อุปาทานขันธ์” ดังนี้เถิด
แต่ในปกรณ์วิสุทธิมรรคนี้ หมายเอาทั้งขันธ์ (แท้) ทั้งอุปาทานขันธ์ หมดนั้นรวมกันเข้าว่า “ขันธ์”


นัยโดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง

ข้อว่า “โดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง” มีวินิจฉัยว่า ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสขันธ์แต่ ๕ เท่านั้นไม่หย่อนไม่ยิ่ง ? แก้ว่า เพราะทรงสงเคราะห์ (รวบรวม) สังขตธรรมทั้งปวงเข้าด้วยกันตามที่เป็นสภาคกัน ๑ เพราะวัตถุแห่งความยึดถือว่าเป็นตน เป็นของตนมีเพียงนั้น ๑ เพราะรวบเอาธรรมที่จัดเป็นขันธ์อื่น ๆ ไว้ในนั้นได้ ๑
ด้วยว่า ในบรรดาสังขตธรรมทั้งหลาย อันมีประเภทเป็นเอนก เมื่องสงเคราะห์เข้าตามที่เป็นสภาคกัน รูปจัดเป็นขันธ์อันหนึ่ง โดยที่สงเคราะห์เอาธรรมที่เป็นสภาคกับรูปเข้าด้วยกัน เวทนาก็จัดเป็นขันธ์อันหนึ่ง โดยที่สงเคราะห์เอาธรรมที่เป็นสภาคกับเวทนาเข้าด้วยกัน ในขันธ์



(หน้า 69)



ที่เหลือมีสัญญาเป็นต้น ก็นัยนี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสขันแต่ ๕ เท่านั้น เพราะทรงสงเคราะห์สังขตธรรมทั้งปวง เข้าด้วยกันตามที่เป็นสภาคกัน
อนึ่ง วัตถุแห่งความยึดถือว่า เป็นตน เป็นของของตนนั่น มีเพียงนั้นคือ มี ๕ มีรูปเป็นต้น สมพระบาลีว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปแหละมีอยู่ ความเห็น (ผิด) อาศัยรูปบดรูป จึงเกิดขึ้น อย่างนี้ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวของเรา เมื่อเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณมีอยู่ ความเห็น (ผิด) อาศัยวิญญาณ ยึดวิญญาณ จึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวของเรา ดังนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่ามี ๕ เท่านั้น เพราะวัตถุแห่งความยึดถือว่าเป็นตน เป็นของตน มีเพียงนั้นประการ ๑
อนึ่งเล่า ธรรมขันธ์ ๕ อื่นมีศีลเป็นต้นอันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ แม้ธรรมขันธ์ทั้งหลายนั้น ก็ถึงซึ่งความรวบรวมเข้าในขันธ์ ๕ นี้แหละได้ เพราะธรรมขันธ์ทั้งหลายนั้น นับเข้าในสังขารขันธ์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสขันธ์แต่ ๕ เท่านั้น เพราะรวบเอาธรรมที่จัดเป็นขันธ์อื่น ๆ ไว้ในนั้นได้ประการ ๑
นัยสำหรับวินิจฉัย โดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


นัยโดยอุปมา

ก็แลวินิจฉัยในข้อว่า “โดยอุปมา” นี้ บัณฑิตพึงทราบ (ดังนี้) ว่า รูปูปาทานขันธ์ เปรียบเหมือนโงพยาบาล เพราะเป็นที่อาศัย อยู่แห่งวิญญาณูปาทานขันธ์เอาเปรียบเหมือนคนไข้ โดยเป็นวิถี (พื้นฐาน) เป็นทวารและอารมณ์ (แห่งวิญญาณนั้น) เวทนูปาทานขันธ์ เปรียบเหมือนความไข้ เพราเป็นธรรมชาติอาพาธ สัญญูปาทานขันธ์เปรียบเหมือนสมุฏฐานแห่งความไข้ เพราะเป็นแดนเกิดแห่งเวทนาที่ประกอบด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น โดยเป็นสัญญา (อกุศล) มีกามสัญญาเป็นอาทิ สังขารูปาทานขันธ์ เปรียบเหมือนการเสพของแสลง เพราะเป็นเหตุแห่งความไข้ คือเวทนา สมพระบาลี “สังขารทั้งหลายย่อมปรุงแต่งเวทนาเพื่อ (ให้คง) เป็นเวทนา (ตามสภาวะ)” นัยเต็มเท่านั้น วิญญาณูปาทานขันธ์ เปรียบเหมือนคนไข้ เพราะไม่พ้นจากความไข้คือเวทนา โดยพระบาลีว่า “เพราะอกุศลกรรมอันบุคคลทำไว้สั่งสมไว้ กายวิญญาณที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้น เป็นวิญญาณที่ร่วมไป (คละเคล้าไป) กับทุกข์” ดังนี้



(หน้า 70)



อีกนัยหนึ่ง อุปาทานขันธ์ทั้งหลายนั้น เปรียบเหมือนคุกและการลงโทษ เจ้าหน้าที่ผู้ลงโทษ นักโทษ และเหมือนภาชนะแห่งโภชนะ (ข้าว) กับข้าว ผู้เลี้ยง (พ่อครัว) และผู้กิน (ก็ได้)
นัยสำหรับวินิจฉัยโดยอุปมาบัณฑิต พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


นัยโดยความเป็นสิ่งพึงเห็นโดยอาการ ๒

ข้อว่า "โดยเป็นสิ่งพึงเห็นโดยอาการ ๒" ความว่า ก็นัยสำหรับวินิจฉัยในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยเป็นสิ่งพึงเห็นโดยอาการ ๒ อย่างนี้ คือโดยสังเขป ๑ โดยพิสดาร ๑ จริงอยู่ โดยสังเขป อุปาทานขันธ์ ๕ พึงเห็นโดยเป็นข้าศึกผู้เงื้อดาบ (จ้องจะฆ่า) ตามนัยที่ตรัสไว้ในอาสีวิสูปมสูตร โดยเป็นของหนัก ตาม (ที่ตรัสใน) ขัชชนียปริยาย โดยเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นสังขตะ และเป็นผู้ฆ่า ตาม (ที่ตรัสใน) ยมกสูตร ส่วนว่าโดยพิสดารในที่นี้ รูปพึงเห็นเหมือนก้อนฟองน้ำ เพราะไม่ทนต่อการบีบคั้น เวทนาพึงเห็นเหมือนต่อมน้ำ เพราะเป็นสิ่งน่ายินดี (คือดูงาม) อยู่ครู่เดียว สัญญาพึงเห็นเหมือนพยับแดดเพราะล่อใจ สังขารพึงเห็นเหมือนต้นกล้วย เพราะไม่มีแก่น วิญญาณพึงเห็นเหมือนกลเพราะเป็นสิ่งลวง
ว่าโดยพิเศษอีกนัยหนึ่ง อัชฌัตติกรูป (รูปภายในคือรูปของตน) แม้โอ่อา ก็พึงเห็นว่าเป็นของไม่งาม เวทนาพึงเห็นว่าเป็นทุกข์ เพราะไม่พ้นจากความเป็นทุกข์ สัญญาและสังขารพึงเห็นว่าเป็นอนัตตา เพราะไม่เชื่อฟัง วิญญาณพึงเห็นว่าเป็นอนิจจัง เพราะมีสภาวะเกิดขึ้นเสื่อมไป


นัยโดยความสำเร็จประโยชน์แก่ผู้เห็นอย่างนั้น

ข้อว่า “โดยความสำเร็จประโยชน์แก่ผู้เห็นอย่างนั้น” มีความว่า ก็แล ความสำเร็จ ประโยชน์อันใด ย่อมมีแก่ผู้เห็นโดยอาการ ๒ โดยเป็นอย่างสังเขปและอย่างพิสดารดังกล่าวมานั้น บัณฑิตพึงทราบนัยสำหรับวินิจฉัย โดยความสำเร็จประโยชน์นั้นอีกบ้าง ข้อนี้คืออย่างไร ? คือข้อแรก โดยสังเขป พระโยคาวจรผู้เห็นอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความเป็นข้าศึกผู้เงื้อดาบ (จ้องจะฆ่าคน) เป็นต้น อยู่ ย่อมไม่เดือดร้อน เพราะขันธ์ทั้งหลายส่วนโดย



(หน้า 71)



พิสดาร ผู้เห็นขันธ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น โดยความเห็นเช่นก้อนฟองน้ำเป็นอาทิอยู่ ก็ชื่อว่าไม่เป็นผู้เห็นสาระในสิ่งที่ไม่เป็นสาระทั้งหลาย
ว่าโดยพิเศษอีกนัยหนึ่งเล่า ผู้เห็นอัชฌัตติกรูป โดยความเป็นของไม่งาม ชื่อว่ากำหนดรู้กวฬิงการาหาร ย่อมละความวิปลาสว่างามในสิ่งที่ไม่งามเสียได้ ย่อมข้ามกามโอฆะได้ ย่อมแยกตนออกจากกามโยคะได้ ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ทางกามาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะ (เครื่องร้อยรัดนามกาย) คืออภิชฌาเสียได้ ย่อมไม่ถือมั่นกามุปาทาน ผู้เห็นเวทนาโดยความเป็นทุกข์ ชื่อว่ากำหนดรู้ผัสสาหาร ย่อมละความวิปลาสว่าเป็นสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์เสียได้ ย่อมข้ามภวโอฆะ ย่อมแยกตัวออกจากกายคันถะคือพยาบาทได้ ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ทางภวาสวะย่อมเอาตัวออกจากภวโยคะ เป็นผู้หาอาสวะมิได้ทางภวาสวะย่อมทำลายกายคันถะคือพยาบาทได้ ย่อมไม่ถือมั่นสีลัพพตุปาทาน ผู้เห็นสัญญาและสังขารทั้งหลายโดยความเป็นอนัตตา ชื่อว่ากำหนดรู้มโนสัญเจตนาหาร ย่อมละความวิปลาส ว่าเป็นตนในสิ่งที่ไม่ใช่ตนเสียได้ ย่อมข้ามทิฏฐิโอฆะได้ ย่อมแยกตนออกจากทิฏฐิโยคะได้ ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ทางทิฏฐาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะคืออิทังสัจจาภินิเวส (ความปักใจว่า นี่เท่านั้นจริง) เสียได้ ย่อมไม่ถือมั่นอัตตวาทุปาทาน ผู้เห็นวิญญาณโดยความเป็นอนิจจัง ชื่อว่ากำหนดรู้วิญญาณาหาร ย่อมละความวิปลาสว่าเที่ยง ในสิ่งที่ไม่เที่ยงเสียได้ ย่อมข้ามอวิชชาโอฆะ ย่อมแยกตนออกจากอวิชชาโยคะได้ ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ทางอวิชชาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะคือลัพพตปรามาสได้ ย่อมไม่ถือมั่นทิฏฐุปาทาน


เพราะเหตุที่การเห็น (ขันธ์) โดยความเป็น
เพชฌฆาตเป็นต้น มีอานิสงส์มาก ดังนี้ เพราะเหตุนั้น
ผู้มีปัญญาพึงเห็นขันธ์ทั้งหลาย โดยความเป็น
เพชฌฆาตเป็นต้นเทอญ


ปริเฉทที่ ๑๔ ชื่อขันธนิเทศ

ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]