วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ หน้าที่ ๖ - ๑๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้า 6)



ความเสื่อมชื่อว่า อปายะ ความเสื่อมแม้นั้นมี ๒ ทาง คือทางเสื่อม


จากประโยชน์ ๑ ทางที่ไม่เกิดประโยชน์ ๑ ความฉลาดใน ๒ ทางนั้น ชื่อว่า


อปายโกศล ดังพระบาลีว่า ในโกศล ๓ นั้น อปายโกศล เป็นไฉน ? ผู้มี


ปัญญารู้ว่า เมื่อเรามนสิการธรรมเหล่านี้อยู่ กุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดก็


ไม่เกิดขึ้น ดังนี้เป็นต้น ๑



ส่วนว่า ความฉลาดอันเป็นไปทันที คือเกิดขึ้นฉับพลันในอุบาย


คือเหตุแห่งความสำเร็จแห่งธรรมทั้งหลายนั้น ๆ ทุกสถาน ชื่อว่า อุปายโกศล


ดังพระบาลีว่า ปัญญาอันเป็นอุบายในการละอกุศลธรรมและเจริญกุศลธรรมนั้น


ทุกอย่าง ชื่อว่า อุปายโกศล ดังนี้ ๒


ปัญญาเป็น ๓ อย่าง คือ อายโกศล อปายโกศล และอุปายโกศล


ดังกล่าวมาฉะนี้



ในติกะที่ ๔ ปัญญาเป็น ๓ อย่าง มีอัชฌัตตาภินิเวสเป็นต้นอย่างนี้


คือ วิปัสสนาปัญญา ที่ปรารภถือเอาขันธ์ของตนเป็นอัชฌัตตาภินิเวสปัญญา


ที่ปรารภถือเอาขันธ์ของผู้อื่นหรือรูปภายนอกที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ เป็น


พหิทธาภินิเวสปัญญา (ปัญญาอันมุ่งมั่นข้างนอก) ที่ปรารภถือเอาทั้งสอง เป็น


อัชฌัตตพหิทธาภินิเวสปัญญา (ปัญญาอันมุ่งมั่นทั้งข้างในทั้งข้างนอก)




ปัญญา ๔ อย่าง



ในจตุกกะ ปัญญาเป็น ๔ อย่างมีอธิบายดังนี้



ในจตุกกะที่ ๑ ปัญญาเป็น ๔ อย่าง คือญาณในสัจจะ ๔ อย่างนี้


คือ ความรู้ปรารภ ทุกขสัจจะเป็นไป เป็นญาณในทุกข์ ความรู้ปรารภ


ทุกขสมุทัยเป็นไป เป็นญาณในทุกขสมุทัย ความรู้ปรารภทุกขนิโรธเป็นไป


เป็นญาณในทุกขนิโรธ ความรู้ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไป เป็นญาณ


ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา



ในจตุกกะที่ ๒ ความรู้ ๔ อย่างที่ถึงความแตกฉานในวัตถุ ๔ มี


อรรถเป็นต้น ชื่อว่าปฏิสัมภิทา ๔ ดังพระบาลีว่า ความรู้ในอรรถชื่อว่า


อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในธรรมชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในการกล่าว


อรรถและธรรมตามหลักภาษา (คือภาษาที่ดี ภาษาที่ถูกต้อง) ชื่อว่า


นิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้ในญาณทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา ดังนี้



(หน้า 7)



อัตถปฏิสัมภิทา

ในวัตถุ ๔ นั้น คำว่า “อรรถ” โดยสังเขปเป็นคำเรียกผลที่เกิดจากเหตุ จริงอยู่ ผลที่เกิดจากเหตุ ท่านเรียกว่า “อรรถ” เพราะเหตุที่ถึง คือบรรลุโดยทำนองแห่งเหตุ แต่ว่าโดยประเภท ธรรม ๕ อย่างนี้คือ สิ่งที่เกิดเพราะปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง นิพพาน เนื้อความแห่งภาษิต วิบาก และกิริยา พึงทราบว่า ชื่อว่าอรรถ ความรู้อันถึงความแตกฉานในอรรถนั้น แห่งบุคคลผู้พิจารณาอรรถนั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา


ธัมมปฏิสัมภิทา

คำว่า “ธรรม” นั้นเล่า โดยสังเขป เป็นคำเรียกปัจจัย จริงอยู่ ปัจจัยท่านเรียกว่า “ธรรม” เพราะเหตุที่จัดแจงผล คือยังผลนั้น ๆ ให้เป็นไป หรืออำนวยให้ถึงผลนั้น ๆ โดยประเภท ธรรม ๕ อย่างนี้ คือ เหตุที่ยังผลให้เกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง อริยมรรค ภาษิต กุศล และอกุศล พึงทราบว่า ชื่อว่าธรรม ความรู้อันถึงความแตกฉานในธรรมนั้นแห่งบุคคลผู้พิจารณาธรรมนั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
แท้จริง อรรถนี้แหละ ท่านจำแนกแสดงไว้ในอภิธรรมโดยนัยว่า “ความรู้ในทุกข์เป็นอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในทุกขสมุทัยเป็นธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในทุกขนิโรธเป็นอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นธัมมปฏิสัมภิทา”


ความรู้ในเหตุเป็นธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในผลที่เกิดจากเหตุเป็นอัตถปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว เกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ความรู้ในธรรมเหล่านี้เป็นอัตถปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว เกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว จากธรรมใด ความรู้ในธรรมเหล่านั้นเป็นธัมมปฏิสัมภิทา
ความรู้ในชรามรณะเป็นอัตถปฏสัมภิทา ความรู้ในชรามรณสมุทัย เป็นธัมมปฏิสัมภิทา ฯลฯ ความรู้ในสังขารนิโรธเป็นอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในสังขารนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นธัมมปฏิสัมภิทา




(หน้า 8)



ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรมอันเป็น สุตตะ เคยยะ เวทัลละ ความรู้ธรรมนี้เรียกว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ภิกษุนั้น ย่อมรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆว่า “นี้เป็นความแห่งภาษิตนี้ นี้เป็นความแห่งภาษิตนี้” ความรู้เนื้อความแห่งภาษิตนี้ เรียกว่าอัตถปฏิสัมภิทา
ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน ? สมัยใดจิตเป็นกามาวจรกุศลเกิดขึ้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ความรู้ในธรรมเหล่านี้เป็นธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น เป็นอัตถปฏิสัมภิทา
ข้อว่า “ความรู้ในการกล่าวอรรถและธรรมตามหลักภาษา” มีอรรถาธิบายว่า สภาวนิรุตติ (ภาษาแท้) คือถ้อยคำที่ใช้กันตายตัว ไม่วิปริตคลาดเคลื่อน ในอรรถและธรรมนั้น ความรู้ในการกล่าวถ้อยคำในการพูด การเปล่งถ้อยคำ ได้แก่ ความรู้อันถึงซึ่งความแตกฉานในมูลภาษาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ ภาษามคธ ที่เป็นสภาวนิรุตติ (ภาษาแท้) ซึ่งได้ชื่อว่าธรรมนิรุตติ (ภาษาดี) นั้นโดยนัยว่า พอได้ยินถ้อยคำที่พูด หรือเปล่ง ก็รู้ว่า “นี่เป็นสภาวนิรุตติ นี่ไม่ใช่สภาวนิรุตติ” ดังนี้ เป็นนิรุตติปฏิสัมภอทา จริงอยู่ ผู้ถึงนิรุตติปฏิสัมภิทา พอได้ยินคำว่า “ผสโส เวทนา” ดังนี้เป็นต้น ก็รู้ได้ว่า นี่เป็นสภาวนิรุตติ แต่พอได้ยินคำว่า “ผสสา เวทโน” ดังนี้เป็นต้น ก็รู้ได้ว่า นี้ไม่เป็นสภาวนิรุตติ


ปฏิภาณปฏิสัมภิทา

ข้อว่า “ความรู้ในญาณทั้งหลาย” มีอรรถธิบายว่า ความรู้อันมีความรู้เป็นอารมณ์ แห่งบุคคลผู้พิจารณา ทำความรู้ในความรู้ทั้งปวงให้เป็นอารมณ์ หรือว่าความรู้อย่างกว้างขวางด้วยอำนาจอารมณ์และกิจของตนเป็นต้น ในความรู้ทั้งหลาย ตามที่กล่าวมานั้น เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา


ภูมิปฏิสัมภิทา

ก็แลปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ นั่น ย่อมถึงความแตกฉานในภูมิ ๒ คือ ในเสขภูมิ ๑ ในอเสขภูมิ ๑ ในภูมิ ๒ นั้น ปฏิสัมภิทาของพระอัครสาวกและของพระมหาสาวกทั้งหลายถึงความ



(หน้า 9)



แตกฉานในอเสขภูมิ ปฏิสัมภิทาของพระเสขอริยสาวกทั้งหลาย เช่น พระอานนทเถระ (เมื่อยังเป็นพระเสขะ) ท่านจิตตคฤหบดี และขุชชุตตราอุบาสิกา ถึงความแตกฉานในเสขภูมิ


ปฏิสัมภิทาแจ่มใสด้วยอาการ ๕ อย่าง

อนึ่ง ปฏิสัมภิทาแม้ถึงความแตกฉานในภูมิ ๒ อย่างนี้ จะแจ่มใสขึ้นก็ด้วยอาการ ๕ เหล่านั้น คือด้วยอธิคม ด้วยปริยัติ ด้วยสวนะ ด้วยปริปุจฉา และด้วยปุพพโยคะ ในอาการเหล่านั้น การบรรลุพระอรหัต ชื่อว่าอธิคม การเล่าเรียนพระพุทธวจนะ ชื่อว่าปริยัติ การสนใจฟังพระสัทธรรมโดยเคารพ ชื่อว่าสวนะ การกล่าววินิจฉัยคัณฐีบทและอรรถบทในคัมภีร์ทั้งหลายมีบาลีและอรรถกถาเป็นต้น ชื่อว่าปริปุจฉา การประกอบเนือง ๆ ซึ่งวิปัสสนาถึงชั้นใกล้อนุโลมญาณ และโคตรภูญาณ โดยภาวะแห่งพระโยคาวจรผู้มีการไป ๆ มา ๆ อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ชื่อว่าปุพพโยคะ


อาจารย์อื่นอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า
ปัจจัยเครื่องอุดหนุนของปฏิสัมภิทา มี ๘ คือ ปุพพโยคะ ๑
พาหุสัจจะ ๑ เทศภาษา ๑ อาคม ๑ ปริปุจฉา ๑ อธิคม ๑ ครุสันนิสัย ๑
และมิตตสมบัติ ๑


ในปัจจัยเหล่านั้น ปุพพโยคะก็มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ความฉลาดในคัมภีร์และกระบวนศิลปะทั้งหลาย ชื่อว่า พาหุสัจจะ ความฉลาดในโวหาร ถ้อยคำ ท้องถิ่น ชื่อว่า เทศภาษา โดยพิเศษความฉลาดในโวหารของชาวมคธ ชื่อว่า เทศภาษา การเล่าเรียนพระพุทธวจนะ โดยที่สุดแม้เพียงโอปัมมวรรค ชื่อว่า อาคม การไต่ถามถึงคำวินิจฉัย เนื้อความแห่งคาถาแม้คาถาหนึ่ง ชื่อว่า ปริปุจฉา ความเป็นพระโสดาบันก็ดี ความเป็นพระสกทาคามีก็ดี ความเป็นพระอนาคามีก็ดี ความเป็นพระอรหันต์ก็ดี ชื่อว่า อธิคม การอยู่ในสำนักของครูทั้งหลาย ผู้มีสุตปฏิภาณมาก ชื่อว่า ครุสันนิสัย การได้มิตรทั้งหลายเห็นปานนั้น นั่นแล ชื่อว่า มิตตสมบัติ ด้วยประการฉะนี้
ในปัจจัยเหล่านั้น พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย อาศัยปุพพโยคะและอธิคมเท่านั้น ก็ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา พระสาวกทั้งหลายอาศัยเหตุคือปัจจัยเหล่านั้นทุกอย่าง



(หน้า 10)



จึงได้บรรลุ อนึ่ง การประกอบกัมมัฏฐาน ภาวนาเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก สำหรับจะบรรลุปฏิสัมภิทาหามีไม่ แต่การบรรลุปฏิสัมภิทา สำหรับพระเสขะทั้งหลาย ก็มีขึ้นในที่สุดแห่งผลวิโมกข์ชั้นเสขะ สำหรับพระอเสขะทั้งหลายก็มีขึ้นในที่สุดแห่งผลวิโมกข์ชั้นอเสขะนั่นเองจริงอยู่ ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย สำเร็จแต่พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ก็ด้วยอริยผลแห่งอริยบุคคลนั่นแล เช่นเดียวกับพระทศพลญาณ
คำว่า “ปัญญา ๔ อย่าง คือปฏิสัมภิทา ๔“ ข้าพเจ้ากล่าวหมายเอาปฏิสัมภิทา เหล่านี้แล


ปัญญาจะพึงเจริญอย่างไร

ส่วนปัญหาว่า “จะพึงเจริญอย่างไร” นี้ มีพรรณนาว่า เพราะเหตุที่ธรรมทั้งหลายอันแยกประเภทเป็น ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ สัจจะ และปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น เป็น ภูมิของปัญญานี้ วิสุทธิ ๒ คือ สีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิเป็นมูลของปัญญานี้ วิสุทธิ ๕ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ ๑ กังขาวิตรณวิสุทธิ ๑ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ๑ และญาณทัสสนวิสุทธิ ๑ เป็นสรีระของปัญญานี้ เพราะเหตุนั้น ปัญญาอันภิกษุผู้ทำความสั่งสมความรู้โดยการเล่าเรียนและไต่ถามในธรรมที่เป็นภูมิเหล่านั้นแล้วยังวิสุทธิ ๒ ที่เป็นมูลให้ถึงพร้อมแล้วทำวิสุทธิ ๕ ที่เป็นสรีระให้ถึงพร้อมอยู่ จะพึงบำเพ็ญได้ นี่เป็นความสังเขปในปัญหาข้อนี้ ส่วนความพิสดาร ดังต่อไปนี้ –


ภูมิของปัญญา

คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า ธรรมทั้งหลายอันแยกประเภทเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ สัจจะ และปฏิจจสมุปบาท เป็นภูมิของปัญญานี้” ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบ วินิจฉัยความในคำนั้นเป็นอันดับแรก


ขันธ์

คำว่า ขันธ์ ได้แก่ ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ และวิญญาณขันธ์ ๑


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]