วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ หน้าที่ ๗๒ - ๗๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้า 72)


ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ[แก้ไข]

…………….


อายตนนิเทศ


อายตนะ ๑๒ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ชื่อว่า อายตนะทั้งหลาย


วินิจฉัยในอายตนะเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบโดย
อรรถ โดยลักษณะ โดยความมีเพียงนั้น โดยลำดับ
โดยสังเขป และโดยพิสดาร อนึ่ง โดยเป็นสิ่งพึงเห็น
ด้วยแล



โดยอรรถ


แก้จักษุศัพท์เป็นต้น


ในบทเหล่านั้น ว่าโดยอรรถ (แห่งศัพท์) ที่แปลกกันก่อน
ธรรมชาติใดย่อมเห็น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าจักษุ ความ (แห่งศัพท์ว่าจกฺขติ ย่อมเห็น) ว่าย่อมยินดี (ลิ้มรส) รูป และย่อมบอก (ให้รู้) รูป สิ่งใดย่อมแสดงสี เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่า รูป ความ (แห่งศัพท์รูปยติ แสดงสี) ว่า รูปเมื่อถึงความเปลี่ยนสีย่อมประกาศความในใจ


ธรรมชาติใดย่อมได้ยิน เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าโสตะ สิ่งใดถูก (ปัจจัยของตน) เลือก (ส่ง) ออกไป เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่าสัททะ ความ (แห่งศัพท์ว่า สปฺปติ ถูกส่งออกไป) ว่าถูกเปล่งขึ้น (ให้เป็นสิ่งพึงรู้ได้ทางโสตะ)
ธรรมชาติใดย่อมสูด (เอากลิ่น) ได้ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าฆานะ สิ่งใดย่อมฟุ้งไปได้ เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่าคันธะ (กลิ่น) ความ (แห่งศัพท์ว่า คนฺธยติ ย่อมฟุ้งไป) ว่า สิ่งที่อยู่ของตน



(หน้า 73)



ธรรมชาติใดย่อมเรียกชีวิต เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าชิวหา สัตว์ทั้งหลายย่อมชอบใจซึ่งวิสัยนั้น เหตุนั้นวิสัยนั้นจึงชื่อว่ารส (วิสัยเป็นที่ชอบใจแห่งสัตว์ทั้งหลาย) ความ (แห่งศัพท์ว่า รสนฺติ ชอบใจ) ว่ายินดี (รู้สึกอร่อย)
ธรรมที่ชื่อว่ากาย เพราะเป็นอายะ (ที่มา) แห่งกุจฉิตธรรม (ธรรมเลว) คือสาสวธรรม (ธรรมที่เป็นไปกับอาสวะ) ทั้งหลาย คำว่า อายะ (ที่มา) ได้แก่ที่เกิด
สิ่งใดถูกต้องได้ (ด้วยกาย) เหตุนั้น สิ่งนั้น จึงชื่อว่าโผฏฐัพพะ
สภาพใดย่อมรู้ เหตุนั้น สภาพนั้นจึงชื่อว่ามนะ สภาพทั้งหลายใดย่อมทรงไว้ ซึ่งลักษณะของตน เหตุนั้น สภาพทั้งหลายนั้นจึงชื่อว่าธรรม


แก้อายตนะศัพท์โดยแยกอายตนะ


แต่ (เมื่อว่า) โดยไม่แปลกกัน พึงทราบว่าทวารและอารมณ์มีจักษุและรูปเป็นต้น นั้นได้ชื่อว่าอายตนะ เพราะเป็นที่สืบต่อ ๑ เพราะแผ่อายตนะทั้งหลาย ๑ และนำอายตนะไป ๑
(อรรถนัยที่ ๑ คือ อายตนโต เพราะเป็นที่สืบต่อ) มีอธิบายว่า ก็จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย ย่อมสืบต่อ คือหมั่นเพียรพยายามไปตามกิจ (คือหน้าที่) ของตน ๆ มีการเสวย (รสอารมณ์) เป็นอาทิในทวารและอารมณ์นั้น ๆ มีจักขุและรูปเป็นต้น (เพราะเหตุนั้น ทวารและอารมณ์นั้น ๆ จึงชื่อว่า อายตนะ แปลว่า เป็นที่สืบต่อแห่งจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย)
(อรรถนัยที่ ๒ คือ อายานํ ตนนโต เพราะแผ่อายะทั้งหลาย) มีอธิบายว่า ก็แลทวารและอารมณ์ทั้งหลายนั้น ย่อมแผ่ คือขยาย (จิตเจตสิก) ธรรมเหล่านั้นอันเป็นอายตนะ (ผู้มา) เพราะเหตุนั้น ทวารและอารมณ์เหล่านั้นจึงชื่อว่า อายตนะ แปลว่า แผ่ขยายอายตนะ คือ จิต และเจตสิกธรรม
(อรรถนัยที่ ๓ อายตนสฺส นยนโต เพราะนำอายตนะไป) มีอธิบายว่า ก็ทวารและอารมณ์ทั้งหลายนั้นยังไม่กลับ (คือยังไม่ดับ) เพียงใด ก็ย่อมนำไปคือยังสังสารทุกข์ อันนำไปในสงสาร ซึ่งมีเบื้องต้น เบื้องปลายรู้ไม่ได้ เป็นอายตนะ (คือยึดเยื้อ) ยิ่งนักอยู่แล้ว ให้เป็นไปอยู่นั่นเพียงนั้น (เพราะเหตุนั้น ทวารและอารมณ์ทั้งหลายนั้น จึงชื่อว่าอายตนะ แปลว่า นำอายตนะคือสังสารทุกข์อันยืดเยื้ออยู่แล้วไป)



(หน้า 74)



ธรรมทั้งปวงนี้ ได้ชื่อว่าอายตนะ เพราะเป็นที่สืบต่อ (แห่งจิตและเจตสิก) ๑ เพราะแผ่อายตนะ (คือจิตและเจตสิกที่มาในทวารและอารมณ์นั้นๆ) ๑ เพราะนำอายตนะ (คือสังสารทุกข์อันยืดเยื้ออยู่แล้ว) ไป ๑ โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้


แก้อายตนะศัพท์โดยปริยาย

อีกนัยหนึ่ง อายตนะ (ศัพท์) พึงทราบโดยอรรถว่าเป็นสถานที่อยู่ ๑ โดยอรรถว่าเป็นบ่อเกิด ๑ โดยอรรถว่าเป็นที่ชุมนุม ๑ โดยอรรถว่าเป็นถิ่น (หรือแหล่ง) กำเนิด ๑ โดยอรรถว่าเป็นเหตุ ๑
จริงอย่างนั้น สถานที่อยู่ เรียกว่า อายตนะ (ได้) ในคำว่า อิสฺสรายตน ศาลพระอิศวร วาสุเทวายตนํ ศาลพระวาสุเทพ เป็นต้น ส่วนในพระศาสนานี้ สถานเป็นที่ชุมนุม ก็เรียกอายตนะ (ได้) ในคำว่า สุวณฺณายตนํ บ่อทอง รตนายตนํ บ่อแก้ว (เพชรพลอย) เป็นต้น ส่วนในพระศาสนานี้ สถานเป็นที่ชุมนุม ก็เรียกอายตนะ (ได้) ในคำว่า มโนรเม อายตเน เสวนฺติ นํ วิหฺงคมา ฝูงลิงในอรัญอันเป็นที่ชุมนุมที่น่ารื่นรมณ์ใจย่อมเสพต้นไม้ใหญ่นั้น เป็นต้น ถิ่น (หรือแหล่ง) ดำเนิน ก็เรียกว่าอายตนะ (ได้) ในคำว่า ทกฺขิณาปโถ คุนฺนํอายตนํ ประเทศทักขิณาบถ (แถบใต้) เป็นถิ่นกำเนิดแห่งโคทั้งหลายเป็นต้น ก็เรียกว่าอายตนะ (ได้) ในคำว่า ตตฺร ตเตฺรว สกฺขิภพฺพตํ ปาปุณาติ สติ สติ อายตเน เมื่อเหตุอยู่ เป็นอยู่ ภิกษุนั้นย่อมถึงความเป็นผู้อาจทำให้ประจักษ์ในธรรมนั้น ๆ ทีเดียว เป็นต้น
อีกปริยายหนึ่ง จิตและเจตสิกธรรมนั้น ๆ ก็ (เป็นเหมือน) อาศัยอยู่ในทวารและอารมณ์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้น เพราะมีความเป็นไปเนื่องกับจักขุเป็นต้นนั้น เหตุนั้น ทวารและอารมณ์มีจักขุเป็นต้น จึงได้ชื่อว่า เป็นที่อยู่แห่งจิตเจตสิกเหล่านั้นประการ ๑
อนึ่ง จิตเจตสิกเหล่านั้น (เป็นเหมือน) เกลื่อนกล่นอยู่ในจักขุเป็นต้น เพราะอาศัยจักขุเป็นต้นนั้น (เป็นทวาร) และเพราะมีรูปเป็นต้นนั้นเป็นอารมณ์ เหตุนั้น ทวารและอารมณ์มีจักขุเป็นต้น จึงได้ชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่งจิตและเจตสิกเหล่านั้นประการ ๑


ทวารและอารมณ์มีจักขุเป็นต้น ได้ชื่อว่าเป็นที่ชุมนุมแห่งจิตและเจตสิกเหล่านั้น เพราะ



(หน้า 75)



(จิตและเจตสิกเหล่านั้นเป็นเหมือน) ประชุมกันอยู่ในทวารและอารมณ์นั้น ๆ โดย (มีจักขุเป็นต้นนั้น) เป็นวัตถุ (ที่ตั้งอยู่) เป็นทวารและเป็นอารมณ์ประการ ๑
ทวารและอารมณ์มีจักขุเป็นต้น ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งกำเนิดแห่งจิตและเจตสิกเหล่านั้น เพราะ (จิตและเจตสิกเหล่านั้น) เกิดขึ้นแต่ในจักขุเป็นต้นนั้นเท่านั้น โดยมีจักขุเป็นต้น เป็นที่อาศัยและมีรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ประการ ๑
ทวารและอารมณ์มีจักขุเป็นต้น ได้ชื่อว่าเป็นเหตุแห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายนั้น เพราะเมื่อทวารและอารมณ์เหล่านั้นไม่มี (จิตและเจตสิก) ก็ไม่มีประการ ๑
ธรรมทั้งหลาย (มีจักขุและรูปเป็นต้น) นั้นได้ชื่อว่าอายตนะ โดยเหตุเหล่านี้คือ โดยอรรถว่า เป็นสถานที่อยู่ ๑ โดยอรรถว่าเป็นบ่อเกิด ๑ โดยอรรถว่าเป็นที่ชุมนุม ๑ โดยอรรถว่าเป็นถิ่น (หรือแหล่ง) กำเนิด ๑ โดยอรรถว่าเป็นเหตุ ๑ โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้แล
เพราะเหตุนั้น วินิจฉัยในอายตนะเหล่านี้ พึงทราบโดยอรรถอย่างนี้ก่อนว่า จักขุนั้นเป็นอายตนะโดยอรรถตามที่กล่าวมาแล้วด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่าจักขายตนะ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายด้วย ธรรมเหล่านั้นเป็นอายตนะโดยอรรถตามที่กล่าวแล้วด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่าธัมมายตนะ


โดยลักษณะ

คำว่า ลักษณะ คือวินิจฉัยในอายตนะเหล่านี้ พึงทราบโดยลักษณะแห่งจักขุเป็นต้นด้วย ก็แลลักษณะทั้งหลายแห่งจักขุเป็นต้นเหล่านั้น ๆ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธนิเทศเถิด


โดยมีเพียงนั้น

คำว่า ตาวตวโต คือ ตาวภาวโต โดยความมีเพียงนั้น พระพุทธาธิบายนี้มีอยู่ว่า หากมีคำท้วงว่า ก็ธรรมทั้งหลายมีจักขุเป็นอาทิก็คือธรรมนั่นแหละ เมื่อเช่นนั้น เหตุไฉนจึงไม่ตรัสว่า ธัมมายตนะ แต่เท่านั้น (แต่) ตรัสอายตนะถึง ๑๒ เล่า คำเฉลยพึงมีว่า เพราะในที่นี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]