วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ หน้าที่ ๘๑ - ๘๖

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 81)


โดยลักษณะเป็นต้น

ข้อว่า โดยลักษณะเป็นต้น ความว่า วินิจฉัยโดยลักษณะ เป็นต้นแห่งธาตุมีจักขุเป็นอาทิในนิเทศนี้ บัณฑิตก็พึงทราบด้วย ก็แต่ว่าลักษณะเป็นต้นแห่งธาตุทั้งหลายนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธนิเทศเถิด


โดยลำดับ

ข้อว่า โดยลำดับ ความว่า แม้ในที่นี้ บรรดาลำดับทั้งหลาย มีลำดับแห่งความเกิดเป็นต้น ที่กล่าวแล้วในนิเทศก่อน ก็ลำดับแห่งการแสดงเท่านั้นใช้ได้ ก็แลลำดับแห่งการแสดงนี้นั้น ท่านกล่าวโดยกำหนดลำดับแห่งเหตุและผล จริงอยู่ ธาตุทั้ง ๒ นี้คือจักขุธาตุ และรูปธาตุเป็นเหตุ ธาตุ ๑ คือจักขุวิญญาณเป็นผล ลำดับอย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบในธาตุที่เหลือทั้งปวง


โดยความมีเพียงนั้น

คำว่า ตาวตวโต คือ ตาวภาวโต - โดยความมีเพียงนั้น พระพุทธาธิบายนี้ มีอยู่ว่าหากมีคำท้วงว่า “ก็แม้ธาตุทั้งหลายอื่น เช่น อาภาธาตุ สุภธาตุ อากาสานัญจายตนธาตุ วิญญานัญจายตนธาตุ อากิญจัญญายตนธาตุ เนวสัญญานาสัญญายตนธาตุ สัญญาเวทยิตนิโรธธาตุ กามธาตุ พยาปาทธาตุ วิหิงสาธาตุ เนกขัมมธาตุ อัพยาปาทธาตุ อวิหิงสาธาตุ สุขธาตุ ทุกขธาตุ โสมนัสสธาตุ โทมนัสสธาตุ อุเปกขาธาตุ อวิชชาธาตุ อารัมภธาตุ นิกกมธาตุ ปรักกมธาตุ หีนธาตุ มัชฌิมธาตุ ปณีตธาตุ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ สังขตธาตุ อสังขตธาตุ โลกมีธาตุเป็นอเนก มีธาตุต่าง ๆ ดังนี้เป็นต้น ก็ปรากฏอยู่ในบางที่แห่งพระสูตรและพระอภิธรรมนั้น ๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ เหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงทำปริจเฉท (กำหนดจัดเข้าเป็นหมวด) โดยอำนาจแห่งธาตุทั้งสิ้น มาทรงทำปริจเฉทแต่ว่าธาตุ ๑๘ เหล่านี้เล่า” ดังนี้ไซร้ คำเฉลยพึงมีว่า “เพราะธาตุทั้งปวงอันมีอยู่โดยสภาวะ ก็ตกอยู่ภายในธาตุ ๑๘ นั้นแล้ว”



(หน้าที่ 82)



แท้จริง อาภาธาตุ ก็คือรูปธาตุ ส่วนสุภธาตุก็เนื่องอยู่ในรูปธาตุเป็นต้น เพราะอะไร ? เพราะสุภธาตุก็คือสุภนิมิต จริงอยู่ สุภธาตุคือสุภนิมิต และสุภนิมิตนั้นพ้นไปจากรูปเป็นต้นหามีไม่ นัยหนึ่ง สุภธาตุก็คือธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นที่เป็นอารมณ์แห่งกุศลวิบาก เพราะเหตุนั้น สุภธาตุนั้น ก็คือรูปธาตุเป็นต้นเท่านั้นเอง


จิตในอรูปธาตุ ๔ มีอากาสานัญจายตนธาตุเป็นต้น ก็เป็นมโนวิญญาณธาตุ ธรรมทั้งหลายที่เหลือเป็นธัมมธาตุ ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธธาตุ ไม่มีโดยสภาวะ เพราะสัญญาเวทยิตนิโรธธาตุนั้น เป็นแต่ความดับแห่งธาตุ ๒ (คือมโนวิญญาณธาตุและธัมมธาตุ) เท่านั้น


กามธาตุ ก็เป็นแต่ธัมมธาตุ ดังพระบาลีว่า “ในธาตุเหล่านั้นกามธาตุเป็นอย่างไร ? กามธาตุคือความคิด ความตรึก ฯลฯ ความดำริผิดอันเกี่ยวเนื่องด้วยกาม” ดังนี้ หรือมิฉะนั้น ก็เป็นธาตุทั้ง ๑๘ ดังพระบาลีว่า “เบื้องต่ำทำอเวจีนรกให้เป็นที่สุด เบื้องสูงทำพวกเทพปรนิมมิตวสวัตดีไว้ภายในขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ท่องเที่ยวอยู่ในภพทั้งหลายนั่น ที่เนื่องอยู่ในภพทั้งหลายนั่น ในระหว่าง (ที่กำหนด) นั้นอันใด อันนี้เรียกว่า กามธาตุ” ดังนี้


เนกขัมมธาตุ เป็นธัมมธาตุแท้ แม้จะเป็นมโนวิญญาณธาตุก็ได้เหมือนกัน เพราะ (มี) บาลีว่า “ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลทั้งปวง ชื่อว่าเนกขัมมธาตุ”


พยาปาทธาตุ วิหิงสาธาตุ อัพยาปาทธาตุ อวิหิงสาธาตุ สุขธาตุ ทุกขธาตุ โสมนัสสธาตุ โทมนัสสธาตุ อุเปกขาธาตุ อวิชชาธาตุ อารัมภธาตุ นิกกมธาตุ และปรักกมธาตุ ก็เป็น ธัมมธาตุเหมือนกัน


หีนธาตุ มัชฌิมธาตุ ปณีตธาตุ ก็คือธาตุ ๑๘ นั่นเอง จริงอยู่ ธาตุมีจักขุธาตุ เป็นต้น ที่เลว ก็เป็นหีนธาตุ ที่ปานกลางและที่ประณีต ก็เป็นมัชฌิมธาตุและปณีตธาตุ แต่ (เมื่อว่า) โดยนิปริยาย (สิ้นเชิง) ธัมมธาตุและมโนวิญญาณธาตุทั้งหลายฝ่ายอกุศลจัดเป็นหีนธาตุ ธาตุทั้งสอง (นั้น) ฝ่ายกุศลและอัพยากฤตที่เป็นโลกิยะ มีจักขุธาตุเป็นต้น จัดเป็นมัชฌิมธาตุ ส่วนธัมมธาตุและมโนวิญญาณธาตุที่เป็นโลกุตตระ จัดเป็นปณีตธาตุ


ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ก็ได้แก่โผฏฐัพพธาตุ อาโปธาตุและอากาสธาตุจัดเป็นธัมมธาตุ วิญญาณธาตุก็เป็นสังเขปแห่งวิญญาณธาตุ ๗ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นนั่นแหละ



(หน้าที่ 83)



ธาตุ ๑๗ และเอกเทสแห่งธัมธาตุ เป็นสังขตธาตุ ส่วนอสังขตธาตุ ได้แก่ เอกเทสแห่งธัมมธาตุอย่างเดียว
ส่วนโลกที่เป็นอเนกธาตุและนานาธาตุ ก็เป็นเพียงความแตกออกไป (เป็นหลายอย่างต่างชนิด) แห่งธาตุ ๑๘ เท่านั้นเองแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธาตุแต่ ๑๘ เพราะธาตุทั้งปวงอันมีอยู่โดยสภาวะ ตกอยู่ภายในธาตุ ๑๘ นั้นแล้ว ดังกล่าวมาฉะนี้


อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธาตุแต่ ๑๘ เพื่อถอนสัญญาของบุคคลจำพวกชีวสัญญี (มีความสำคัญว่ามีชีวะ) ในวิญญาณ อันมีความรู้เป็นสภาพด้วย จริงอยู่ บุคคลจำพวกชีวสัญญีในวิญญาณ อันมีความรู้เป็นสภาพ มีอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธประสงค์จะทรงประกาศความที่วิญญาณนั้นมีเป็นอเนก โดยแตกออกเป็นจักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ ดังกล่าวมานั้น และความที่วิญญาณนั้นเป็นของไม่เที่ยง เพราะมีความเป็นไปเนื่องอยู่ด้วยปัจจัยมีจักขุและรูปเป็นต้น ทรงถอนชีวสัญญาอันนอนเนื่อง (อยู่ในสันดาน) มานานของบุคคลเหล่านั้นเสีย จึงทรงประกาศธาตุ ๑๘
แถมอีกหน่อย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธาตุแต่ ๑๘ เท่านั้น ก็ด้วยอำนาจแห่งอัชฌาสัยของสัตว์ที่จะพึงฝึกสอนได้ด้วยประการอย่างที่กล่าวมานั้นประการหนึ่ง อนึ่งสัตว์เหล่าใดเป็นสัตว์จำพวกที่จะพึงฝึกสอนได้ด้วยเทศนาอันไม่ย่อและไม่พิสดารนัก อันนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งอัชฌาสัยของสัตว์จำพวกนั้นประการหนึ่ง


จริงอยู่ ความมืด ในหทัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย

อันเดชแห่งพระสัทธรรมของพระองค์กำจัดแล้ว ย่อมถึง

ซึ่งความสลายไปโดยพลัน ด้วยประการใด ๆ พระองค์

ย่อมทรงประกาศธรรมโดยนัยสังเขปบ้าง พิสดารบ้าง

ด้วยประการนั้น ๆ แล


วินิจฉัยโดยความมีเพียงนั้นในธาตุทั้งหลายนั่น บัณฑิตพึงทราบด้วยกล่าวมาฉะนี้



(หน้าที่ 84)



โดยการนับจำนวน

ข้อว่า โดยการนับ (จำนวน) ความว่า อันดับแรก จักขุธาตุ ว่าโดยชาติก็ถึงซึ่งการนับว่าเป็นธรรมจำนวน ๑ คือเป็นจักขุประสาท โสตธาตุ ฆานธาตุ ชิวหาธาตุ กายธาตุ รูปธาตุ สัททธาตุ คันธธาตุ และรสธาตุ ก็อย่างนั้น คือถึงซึ่งการนับว่าเป็นธรรมจำนวน ๑ โดยเป็นโสตประสาทเป็นต้น แต่โผฏฐัพพธาตุถึงซึ่งการนับว่าเป็นธรรมจำนวน ๓ ด้วยอำนาจแห่ง ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ถึงซึ่งการนับว่าเป็นธรรมจำนวน ๒ โดยเป็นกุศลวิปากวิญญาณและอกุศลวิปากวิญญาณ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ และกายวิญญาณธาตุ ก็อย่างนั้น ส่วนมโนธาตุถึงซึ่งการนับว่าเป็น ธรรมจำนวน ๓ โดยเป็นปัญจทวาราวัชชนะ กุศลวิปากวิญญาณ อกุศลวิบาก และสัมปฏิจฉนะ ธัมมธาตุถึงซึ่งการนับว่าเป็นธรรมจำนวน ๒๐ ด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์ ๓ สุขุมรูป ๑๖ และอสังขตธาตุ มโนวิญญาณถึงซึ่งการนับว่าเป็นธรรมจำนวน ๗๖ ด้วยอำนาจแห่งกุศลวิญญาณ อกุศลวิญญาณและอัพยากฤตวิญญาณที่เหลือแล
วินิจฉัยแม้โดยการนับ (จำนวน) ในธาตุทั้งหลายนั้น บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


โดยปัจจัย

ในข้อว่า ปัจจัย นี้มีวินิจฉัยว่า ก่อนอื่น จักขุธาตุเป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๖ คือเป็น วิปยุตปัจจัย ๑ ปุเรชาตปัจจัย ๑ อัตถิปัจจัย ๑ อวิคตปัจจัย ๑ นิสสยปัจจัย ๑ อินทริยปัจจัย ๑ รูปธาตุเป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๔ คือเป็นปุเรชาตปัจจัย ๑ อัตถิปัจจัย ๑ อวิคตปัจจัย ๑ อารัมมณปัจจัย ๑ แก่จักขุวิญญาณธาตุ ธาตุที่เหลือ (อีก ๔ คู่) มีโสตธาตุ และสัททธาตุเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยแก่วิญญาณธาตุที่เหลือ มีโสตวิญญาณธาตุเป็นอาทิอย่างนั้น ส่วนอาวัชชนมโนธาตุเป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๕ คือเป็นสมนันตรปัจจัย ๑ อนันตรปัจจัย ๑ นัตถิปัจจัย ๑ วิคตปัจจัย ๑ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ๑ แก่วิญญาณธาตุทั้ง ๕ นั้น วิญญาณธาตุทั้ง ๕ นั้นเล่าก็เป็นปัจจัยแก่สัมปฏิจฉนมโนธาตุ ฉันเดียวกันนั้น สัมปฏิจฉนมโนธาตุ ก็เป็นปัจจัยแก่สันตีรณมโนวิญญาณธาตุ สันตีรณมโนวิญญาณธาตุนั้นเล่า ก็เป็นปัจจัย



(หน้าที่ 85)



แก่โวฏฐัพพนมโนวิญญาณธาตุ โวฏฐัพพนมโนวิญญาณธาตุเล่า ก็เป็นปัจจัยแก่ชวนมโนวิญญาณธาตุ ส่วนชวนมโนวิญญาณธาตุก็เป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๖ คือโดยปัจจัย ๕ นั้น และเป็นอาเสวนปัจจัยแก่ชวนมโนวิญญาณธาตุเป็นลำดับ ๆ ไป นี่เป็นนัยในปัญจทวารก่อน ส่วนในมโนทวาร ภวังคมโนวิญญาณธาตุ เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนมโนวิญญาณธาตุ และอาวัชชนมโนวิญญาณธาตุก็เป็นปัจจัยแก่ชวนมโนวิญญาณธาตุ โดยปัจจัย ๕ (มีสมนันตรปัจจัยเป็นต้น) ที่กล่าวมาก่อนนั่นแล ส่วนธัมมธาตุเป็นปัจจัยมากอย่างโดยปัจจัยเป็นต้นว่า สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย แห่งวิญญาณธาตุทั้ง ๗ ส่วนธาตุทั้งหลาย (๑๗) มีจักขุธาตุเป็นต้น และธัมมธาตุบางอย่าง เป็นปัจจัยแม้โดยปัจจัยมีอารัมมณปัจจัยเป็นต้นแก่มโนวิญญาณธาตุบางอย่าง อนึ่ง ใช่แต่จักขุและรูปเป็นต้นเท่านั้น เป็นปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุเป็นอาทิก็หาไม่ ที่แท้แม้สิ่งอื่นมีแสงสว่างเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยด้วย เพราะเหตุนั้น บุรพาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวไว้ว่า “อาศัย จักษุ รูป แสงสว่าง และมนสิการ (คืออาวัชชนะ) เกิดจักขุวิญญาณขึ้น อาศัยโสตะ เสียง ช่อง (หู) และมนสิการ เกิดโสตวิญญาณขึ้น อาศัยฆานะ กลิ่น ลม และมนสิการ เกิดฆานวิญญาณขึ้น อาศัยชิวหา รส น้ำ (ลาย) และมนสิการ เกิดชิวหาวิญญาณขึ้น อาศัยกายโผฏฐัพพะ ปฐวี และมนสิการ เกิดกายวิญญาณขึ้น อาศัยภวังคมนะ (คือภวังคจิต ที่ไหวแล้ว ๒ ครั้ง) ธรรมและมนสิการเกิดมโนวิญญาณขึ้น” ดังนี้
นี่เป็นความสังเขปในข้อว่า ปัจจัยนี้ ส่วนประเภทปัจจัยโดยพิสดาร จักมีแจ้งในนิเทศ แห่งปฏิจจสมุปบาท วินิจฉัยแม้โดยปัจจัยธาตุทั้งหลายนั่น บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


โดยเป็นสิ่งพึงเห็น

ข้อว่า โดยเป็นสิ่งพึงเห็น ความว่า อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยโดยเป็นสิ่งพึงเห็นในธาตุทั้งหลายนั่น แท้จริง สังขตธาตุทั้งหมดเทียว บัณฑิตพึงเห็นโดยความเป็นของว่างจากส่วนเบื้องต้น (คืออดีต) และส่วนเบื้องปลาย (คืออนาคต) โดยความเป็นของเปล่าจากความยั่งยืน ความงาม ความสุข ความเป็นตนและโดยมีความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย แต่ (เมื่อว่า) โดยความแปลกกันในธาตุทั้งหลายนั้น จักขุธาตุพึงเห็นเหมือนหน้ากลอง รูปธาตุเหมือนไม้ (ตีกลอง) จักขุวิญญาณธาตุเหมือนเสียง (กลอง) โดยนัยอย่างนั้น จักขุธาตุเหมือนหน้าแว่น



(หน้าที่ 86)



(สองหน้า) รูปธาตุเหมือนหน้าจักขุวิญญาณธาตุเหมือนเงาหน้า อีกนัยหนึ่ง จักขุธาตุเหมือน (ท่อน) อ้อยและเมล็ดงา รูปธาตุเหมือนเครื่องบีบอ้อยและไม้บีบงา จักขุวิญญาณธาตุเหมือนน้ำอ้อยและน้ำมันงา นัยเดียวกันนั้น จักขุธาตุเหมือนไม้สีไฟอันล่าง รูปธาตุเหมือนไม้สีไฟ อันบน จักขุวิญญาณธาตุเหมือนไฟ ในธาตุที่เหลือ ๔ มีโสตธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้ ส่วนมโนธาตุ พึงเห็นเหมือนปุเรจร (ผู้นำหน้า) และอนุจร (ผู้ตามหลัง) แห่งวิญญาณธาตุทั้งหลายมีจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น โดยความตามที่มันเป็นไป ในธัมมธาตุ เวทนาขันธ์พึงเห็นเหมือนลูกศรและเหมือนหลาว สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์เหมือนคนที่อาดูรเพราะต้องศรและหลาว คือเวทนาเข้า นัยหนึ่ง สัญญาของปุถุชนทั้งหลายเหมือนกำมือเปล่า เหตุทำทุกข์เพราะความหวังให้เกิด เหมือนเนื้อป่า เพราะทำให้ถือเอานิมิตโดยความไม่เป็นจริง สังขาร (ขันธ์) เหมือนบุรุษผู้ซัด (คนอื่น) ลงหลุมถ่านเพลิงเพราะซัด (สัตว์) ไปในปฏิสนธิ เหมือนโจรที่ราชบุรุษติดตาม (จับ) เพราะถูกชาติทุกข์ติดตาม เหมือนพืชต้นไม้มีพิษเพราะเป็นเหตุแห่งขันธสันดานอันนำอนัตถะทั้งปวงมาให้ รูปพึงเห็นเหมือนกงจักรอันคมเพราะเหตุแห่งอุปัทวะนานาชนิดส่วนอสังขตธาตุทั้งหลาย บัณฑิตพึงเห็นโดยความเป็นอมตะ เป็นสันตะ (สงบระงับ) เป็นเขมะ (พ้นภัย) เพราะอะไร ? เพราะเป็นฝ่ายตรงข้ามต่ออนัตถะทั้งปวง มโนวิญญาณธาตุ พึงเห็นเหมือนลิงในป่า เพราะไม่มีความหยุดอยู่ในอารมณ์ทั้งหลาย เหมือนม้าเลวเพราะฝึกได้ยาก เหมือนท่อนไม้ที่ขว้างขึ้นฟ้า เพราะมันตกไปตามที่มันปรารถนา เหมือนนักฟ้อนรำในโรงฟ้อนรำ (อันแต่งกายหลาก ๆ) เพราะประกอบด้วยเพศ (เครื่องแต่งกาย) คือกิเลสมีประการต่าง ๆ มีโลภะ โทสะ เป็นต้นแล


ปริเฉทที่ ๑๕ ชื่ออายตนธาตุนิเทศ

ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]