วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๕ อายตนธาตุนิเทศ หน้าที่ ๘๖ - ๙๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<


หน้า 86


(สองหน้า) รูปธาตุเหมือนหน้าจักขุวิญญาณธาตุเหมือนเงาหน้าอีกนัยหนึ่ง จักขุธาตุเหมือน (ท่อน) อ้อยและเมล็ดงา รูปธาตุเหมือนเครื่องบีบอ้อยและไม้บีบงา จักขุวิญญาณธาตุเหมือนน้ำอ้อยและน้ำมันงา นัยเดียวกันนั้น จักขุธาตุเหมือนไม้สีไฟอันล่าง รูปธาตุเหมือนไม้สีไฟ อันบนจักขุวิญญาณธาตุเหมือนไฟ ในธาตุที่เหลือ ๔ มีโสตธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้ ส่วนมโนธาตุ พึงเห็นเหมือนปุเรจร (ผู้นำหน้า) และอนุจร (ผู้ตามหลัง) แห่งวิญญาณธาตุทั้งหลายมี จักขุวิญญาณธาตุทั้งหลายมี จักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น โดยความตามที่มันเป็นไป ในธัมมธาตุ เวทนาขันธ์พึงเห็นเหมือนลูกศรและเหมือนหลาว สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์เหมือนคนที่อาดูรเพราะต้องศรและหลาว คือเวทนาเข้า นัยหนึ่ง สัญญาของปุถุชนทั้งหลายเหมือนกำมือเปล่า เหตุทำทุกข์เพราะความหวังให้เกิด เหมือนเนื้อป่า เพราะทำให้ถือเอานิมิตโดยความไม่เป็นจริง สังขาร (ขันธ์) เหมือนบุรุษผู้วุด (คนอื่น) ลงหลุมถ่านเพลิงเพราะซัด (สัตว์) ไปในปฏิสนธิ เหมือนโจรที่ราชบุรุษติดตาม (จับ) เพราะถูกชติทุกข์ติดตาม เหมือนพืชต้นไม้มีพิษเพราะเป็นเหตุแห่งขันธสันดานอันนำอนัตถะทั้งปวงมาให้ รูปพึงเห็นเหมือนกงจักรอันคมเพราะเหตุแห่งอุปัทวะนานาชนิดส่วนอสังขตธาตุทั้งหลาย บัณฑิตพึงเห็นโดยความเป็นอมตะ เป็นสันตะ (สงบระงับ) เป็นเขมะ (พ้นภัย) เพราะอะไร ? เพราะเป็นฝ่ายตรงข้ามต่ออนัตถะทั้งปวง มโนวิญญาณธาตุพึงเห็นเหมือนลิงในป่า เพราะไม่มีความหยุดอยู่ในอารมณ์ทั้งหลาย เหมือนม้าเลวเพราะฝึกได้ยาก เหมือนท่อนไม้ที่ขว้างขึ้นฟ้า เพราะมันตกไปตามที่มันปรารถนา เหมือนนักฟ้อนรำในโรงฟ้อนรำ (อันแต่งกายหลากๆ) เพราะประกอบด้วยเพศ (เครื่องแต่งกาย) คือกิเลสมีประการต่าง ๆ มีโลภะ โทสะ เป็นต้นแล


ปริเฉทที่ ๑๕ ชื่ออายตนธาตุนิเทศ

ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวอสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้


หน้า 87



ปริเฉทที่ ๑๖

อินทริยสัจจนิเทศ

……………

อินทริยนิเทศ

ส่วนว่า อินทรีย์ ๒๒ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนันทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชิวิตินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญาตัญยัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัยยาตาวินทรีย์ ชื่อว่า อินทรีย์ที่ยกขึ้นแสดงไว้ถัดจากธาตุ


บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในอินทรีย์ทั้งหลายนั้น

โดยอรรถ โดยลักษณะเป็นต้น และโดยลำดับ อนึ่ง โดย

แยกประเภท และไม่แยกประเภท โดยกิจ และโดยภูมิ


โดยอรรถ

ในอินทรีย์ทั้งหลายนั้น เบื้องแรก อรรถแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้น ชัดแจ้งตามนัย (ที่กล่าวมาแล้วในอายตนนิเทศ) ว่า “ธรรมชาติใดย่อมเห็น เหตุนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่าจักขุ” ดังนี้เป็นต้น


ส่วนอินทรีย์ ๓ ข้างท้าย ข้อรกตรัสเรียกว่า อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพราะเกิดแก่บุคคลผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งอย่างนี้ว่า เราจักรู้ซึ่งอมตบทหรือว่าสัจธรรม ๔ ที่ยังไม่รู้ในบุพภาค (คือก่อนโสดาปัติมรรค) และเพราะมีอรรถ (คือสภาวะ) แห่งความเป็นอินทรีย์ (ใหญ่ยิ่ง) อยู่พร้อมด้วยข้อ ๒ ตรัสเรียกว่าอัญญินทรีย์ เพราะรู้ชัด (ด้วยมรรค) และเพราะมีอรรถแห่งความเป็นอิทรีย์อยู่พร้อมด้วย ข้อ ๓ ตรัสเรียกว่า อัญญาตาวินทรีย์ เพราะเกิดแก่พระขีณาสพผู้รู้ทั่วถึงคือมีญาณกิจในสัจจะ ๔ สำเร็จแล้ว และเพราะมีอรรถแห่งความเป็นอินทรีย์อยู่พร้อมด้วย


หน้า 88


ถามว่า “อะไรเล่า ชื่อว่าอรรถแห่งความเป็นอินทรแห่งอินทรีย์เหล่านั้น ?” แก้ว่า อรรถแห่งเครื่องหมายของสิ่งที่เป็นใหญ่ยิ่ง (คือกรรม) ชื่อว่าอรรถแห่งความเป็นอินทร อรรถแห่งสิ่งที่ท่านผู้เป็นใหญ่ยิ่ง (คือพระพุทธเจ้า) แสดงไว้ ชื่อว่าอรรถแห่งความเป็นอินทร อรรถแห่งสิ่งที่ท่านผู้เป็นใหญ่ยิ่ง (คือพระพุทธเจ้า) ได้เห็น (คือรู้) ชื่อว่าอรรถแห่งความเป็นอินทร อรรถแห่งสิ่งที่เป็นใหญ่ยิ่ง คือ (กรรม) จัด (ให้เกิด) ขึ้น ชื่อว่าอรรถแห่งความเป็นอินทร อรรถแห่งสิ่งที่ท่านผู้เป็นใหญ่ยิ่ง (คือพระพุทธเจ้า) ใช้สอย ชื่อว่าอรรถแห่งความเป็นอินทร อรรถทั้งปวงนั้นใช้ได้ตามที่ควรใช้ในอินทริยนิเทศนี้


แท้จริง พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าอินทร เพราะทรงมีความเป็นใหญ่ยิ่ง อนึ่ง กุศลกรรมและอกุศลกรรม ก็ชื่อว่าอินทร เพราะไม่มีใคร ๆ เป็นใหญ่ในกรรมทั้งหลาย (แต่กรรมเป็นใหญ่ยิ่ง) เพราะเหตุนั้น ในอินทรีย์ทั้งหลายนั้น (ว่าถึง) อินทรีย์ทั้งหลายกรรมให้เกิดก่อน (อินทรีย์ที่กรรมให้เกิดนั้น) ย่อมส่อ (ให้รู้) กรรมทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม และมันก็เป็นสิ่งที่กรรมนั้นจัด (ให้เกิด) ขึ้นด้วย เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าส่อ (ให้รู้ถึง) สิ่งเป็นใหญ่ยิ่ง (คือกรรม) จัด (ให้เกิด) ขึ้นด้วย อนึ่ง อินทรีย์ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นสิ่งอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศขึ้น และเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้เองด้วยตามที่เป็นจริง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งอันท่านเป็นผู้ใหญ่ยิ่ง (คือพระพุทธเจ้า) แสดงขึ้นไว้ด้วย เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งอันท่านผู้เป็นใหญ่ยิ่ง (คือพระพุทธเจ้า) ได้เห็น (คือ ตรัสรู้) ด้วยอนึ่ง อินทรีย์เหล่านั้นบางอย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นมุณีใหญ่ยิ่งพระองค์นั่นแหละทรงใช้สอย โดยใช้เป็นโคจร (คือเป็นอารมณ์) บางอย่างทรงใช้สอยโดยใช้ทางภาวนา (คือทรงทำให้มีขึ้นเช่นสัทธินทรีย์เป็นต้น) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่ท่าน ผู้เป็นใหญ่ยิ่งใช้สอยด้วยประการหนึ่ง


อีกอย่างหนึ่ง จักษุเป็นต้น ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถแห่งความเป็นใหญ่ที่ได้แก่ความเป็นอธิบดี (คือเป็นอินทรียปัจจัยสนับสนุน โดยความเป็นใหญ่) จริงอยู่ ความเป็นอธิบดีแห่งจักษุเป็นต้น ชื่อว่า สัมฤทธิผลในความเป็นไปแห่งจักขุวิญญาณเป็นอาทิ เพราะเมื่อมันกล้า วิญญาณก็กล้า และเพราะเมื่อมันอ่อน วิญญาณก็อ่อนแล


นี่เป็นวินิจฉัยโดยอรรถในอินทรีย์ทั้งหลายนั้น เป็นอันดับแรก


หน้า 89


โดยลักษณะเป็นต้น

ข้อว่า โดยลักษณะเป็นต้น ความว่า พึงทราบวินิจฉัยแห่งจักษุเป็นต้น โดยลักษณะรส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานด้วย ก็แลลักษณะเป็นต้นของจักษุเป็นอาทินั้น ได้กล่าวไว้แล้วในขันธนิเทศ ส่วนอินทรีย์ ๔ (ข้างท้าย) มีปัญญินทรีย์เป็นต้น โดยความก็คืออโมหะนั่นเอง อินทรีย์ที่เหลือก็มาแล้วโดยสรุปในขันธนิเทศนั้นเหมือนกันแล


โดยลำดับ

แม้ลำดับในข้อว่า โดยลำดับ นี้ ก็เป็นลำดับแห่งการแสดงเหมือนกัน


ในอินทรีย์ทั้งหลายนั้น อินทรีย์ (๖) มีจักขุนทรีย์เป็นต้น อันนับเข้าในอัตภาพ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงก่อน เหตุว่า ความได้อริยภูมิย่อมมีเพราะกำหนดรู้ธรรมภายใน (ตนของตน) อัตภาพนั้นเล่า ถึงซึ่งการนับว่าหญิงก็ดี ว่าชายก็ดี เพราะอาศัยธรรมอันใดเพื่อจะทรงชี้ว่า “นี่ธรรมอันนั้น” จึงทรงแสดงอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์เป็นลำดับไป ต่อนั้นทรงแสดงชิวิตินทรีย์ เพื่อให้ทราบว่า “แม้ธรรมทั้งสองอย่างนั้น ก็มีความเป็นไปเนื่องด้วยชิวิตินทรีย์” ถัดไปทรงแสดงอินทรีย์ (๕) มีสุขินทรีย์เป็นต้น เพื่อให้ทราบว่า “ความเป็นไปแห่งชีวิตินทรีย์นั้นยังมีอยู่ตราบใด ความไม่กลับ (คือไม่ดับ) แห่งความเสวยอารมณ์เหล่านั้นก็ยังมีอยู่ ตราบนั้น และความเสวยอารมณ์ทุกอย่างนั้นก็ล้วนเป็นทุกข์” ต่อนั้นทรงแสดงอินทรีย์ (๕) มีสัทินทรีย์เป็นอาทิ เพื่อชี้ข้อปฏิบัติว่า “อันธรรม (มีสัทธาเป็นต้น) นั่น พึงบำเพ็ญขึ้นเพื่อความดับแห่งความเสวยอารมณ์นั้น” ลำดับนั้นทรงแสดงอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพื่อแสดงความไม่เปล่าประโยชน์แห่งการปฏิบัติว่า “ด้วยการปฏิบัตินี้ ธรรมนั่นจึงเกิดปรากฏขึ้นในตนเป็นปฐม” แต่นั้นทรงแสดงอัญญินทรีย์ เพราะเป็นผลของอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้นเอง และเพราะธรรมพึงบำเพ้ญติดต่อกันไปด้วย ในที่สุดทรงแสดงอัญญาตาวินทรีย์ อันเป็นบรมอัสสาสะ (ที่โล่งใจอย่างยิ่ง) เพื่อให้ทราบว่า “ความบรรลุธรรม อันนี้นย่อมมีได้ด้วยภาวนาต่อนั้นไป ก็แลครั้นธรรมอันนี้ พระโยคีได้บรรลุก็ไม่มีกิจที่จะต้องทำยิ่งขึ้นไป อะไรอีกเลย” แล


นี่เป็นลำดับในอินทรีย์ทั้งหลายนี้


หน้า 90


โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภท

ก็ในข้อว่า โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภท นี้ ชิวิตินทรีย์อย่างเดียว มีการแยกประเภท เพราะชิวิตินทรีย์นั้นมี ๒ คือ รูปชิวิตินทรีย์ อรูปชิวิตินทรีย์ อิทรีย์ที่เหลือไม่มีการแยกประเภทเลยแล


พึงทราบวินิจฉัย โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภทในอินทรีย์ทั้งหลายนี้ ดังกล่าวฉะนี้


โดยกิจ

ข้อว่า โดยกิจ มีความว่า หากมีคำถามว่า “อะไรเป็นกิจแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ?” ดังนี้ไซร้คำเฉลยพึงมีว่า “โดยบาลีว่า จักขายตนะเป็นปัจจัย (คือเป็นอุปการธรรม) โดยเป็นอินทรีย์ปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น ดังนี้การที่ยังธรรมทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นอาทิให้เป็นไปตามอาการของตน ที่ได้แก่อาการกล้าและอ่อนเป็นต้น อันจะพึงให้สำเร็จด้วยความเป็นอินทรีย์ปัจจัย และด้วยความที่ตนมีอาการกล้าและอ่อนเป็นอาทิด้วยนั้นใดเป็นกิจแห่งจักขุนทรีย์เป็นอันดับแรก กิจแห่งโสตินทรีย์ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ก็มีนัยอย่างนั้น แต่ว่าการยังสหชาตธรรมทั้งหลายให่เป็นไปในอำนาจของตนเป็นกิจแห่งมนินทรีย์ การที่คอยเลี้ยงสหชาตธรรมไว้เป็นกิจแห่งชิวิตินทรีย์ การที่คอยจัดแจงเครื่องหมายเพศและอาการแห่งจริตและการแต่งกายแห่งหญิงและชายเป็นกิจแห่งอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ การที่คอยครอบงำสหชาตธรรมทั้งหลายไว้เสีย (มีให้ปรากฏ) แล้วยังสหชาตธรรมนั้นให้ถึงซึ่งอาการหยาบ (คือปรากฏชัดออกมา) ตามหน้าที่ของตน ๆเป็นกิจแห่งสุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ และโทมนัสสินทรีย์ การที่คอยยังสหชาตธรรมทั้งหลายให้ถึงซึ่งอาการเป็นกลาง ๆ อันเป็นอาการที่ละเอียดปราณีต เป็นกิจแห่งอุเปกขินทรีย์ การครอบงำเสียซึ่งปฏิปักขธรรม (ธรรมฝ่ายตรงข้าม มีอสัทธิยเป็นต้น) และยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้ถึงซึ่งความมีอาการเลื่อมใสเป็นอาทิ เป็นกิจแห่งอินทรีย์ ๕ มีสิทธินทรีย์เป็นต้น การละสังโยชน์ ๓ (ข้างต้น) และการทำสัมปยุตธรรม



ดูเพิ่ม[แก้ไข]