วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๑๑ - ๑๑๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 111)


ปัญจุปาทานขันธทุกข์

ส่วนข้อว่า “โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” นี้ มีวินิจฉัยว่า
ทุกข์ตั้งแต่ชาติทุกข์มาอันใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงตาทิคุณ ตรัสไว้ในทุกขนิเทศนี้แล้วก็ดี ทุกข์อันใด
ที่มิได้ตรัสไว้ในทุกขนิเทศนี้ก็ดี ทุกข์ทั้งปวงนั้น เว้น
อุปาทานขันธ์ ๕ นั่นเสีย ก็หามีไม่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น
อุปาทานขันธ์ทั้งหลายนี้ พระมหาฤษีเจ้าผู้ทรงชี้ที่
สุดทุกข์ จึงตรัสว่าเป็นทุกข์โดยย่อ
จริงอยู่อย่างนั้น ทุกขธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้น ซึ่งเบียนอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นี่แหละ โดยประการต่าง ๆ อยู่ ดังไฟเบียนเชื้อ ดังเครื่องประหารเบียนเป้า ดังแมลงทั้งหลายมีเหลือบและยุงเป็นต้น เบียนโค ดังคนเกี่ยวข้าวทั้งหลายเบียนนา ดังพวกโจรปล้นบ้านเบียนหมู่บ้าน ก็เกิดอุปาทานขันธ์ทั้งหลายนี่เอง เหมือนหญ้าและไม้เถาเป็นต้น เกิดที่พื้นดิน เหมือนดอกผลและหน่อเกิดที่ต้นไม้ทั้งหลายฉะนั้น อนึ่ง ทุกข์ในเบื้องต้นของอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ก็คือชาติทุกข์ในท่ามกลางคือชรา ทุกข์ในที่สุดคือมรณะ ทุกข์คือความรุ่มร้อน (ใจ) เพราะกระทบมรณันติกทุกข์ (ทุกข์เมื่อใกล้ตาย) เป็นโสกะ ทุกข์คือความคร่ำครวญ เพราะทนต่อทุกข์นั้นไม่ได้ เป็นปริเทวะ ต่อไปทุกข์คือการเจ็บกาย เพราะประสบอนิฏฐโผฏฐัพพะ กล่าวคือความกำเริบแห่งธาตุเป็นทุกขะ ทุกข์คือความเจ็บใจ เพราะเกิดปฏิฆะในทุกข์กายนั้นแห่งปุถุชนทั้งหลายผู้ถูกความเจ็บกายนั้นเบียนเอา เป็นโทมนัส ทุกข์คือความหมกไหม้ของบุคคลทั้งหลายผู้มีความเศร้าสลดที่ความเพิ่มมากขึ้นแห่งทุกข์ที่กล่าวแล้วมีโสกะเป็นต้นทำให้เกิดขึ้นเป็นอุปายาส ทุกข์คือความไม่สมปรารถนาของบุคคลทั้งหลาย ผู้ได้รับความคาดหวังเป็นอิจฉิตาลาภะ เพราะเหตุนั้นอุปาทานขันธ์ทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งเมื่อพิจารณาดูโดยประการต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ ย่อมเป็นทุกข์แท้แล
ใคร ๆ ไม่อาจกล่าว (พรรณนา) ทุกข์แต่ละอย่างนี้ได้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแสดงไว้มิให้ (หลง) เหลือโดยกาลแม้หลายกัปป์ได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงแสดง



(หน้าที่ 112)



(โดย) ย่นทุกข์ทั้งปวงนั้นเข้าไปในอุปาทานขันธ์ ๕ ทุกอย่าง ดุจย่นรสน้ำทะเล ทั้งสิ้นทิ้งไว้ในหยดน้ำหยดเดียว จึงได้ตรัสว่า “โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ดังนี้
นี่เป็นวินิจฉัยในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย


ทุกขสมุทยนิเทศ

ส่วนในสมุทยนิเทศ มีวินิจฉัยว่า คำว่า ยายํ ตณฺหา ความว่า ตัณหานี้ใด คำว่า โปโนพฺภวิกา ความว่า การก่อภพ (ใหม่) อีกชื่อว่าปุนัพภวะ การก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติของตัณหานั่น เหตุนั้นตัณหานั้นจึงชื่อ โปโนพฺภวิกา (มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ) ตัณหานั้นชื่อ นนฺทิราคสหคต เพราะไปด้วยกันกับนันทิราคะ (ความยินดีอย่างเพลิดเพลิน) มีอธิบายว่า ถึงซึ่งความเป็นอันเดียวกันกับนันทิราคะโดยอรรถ คำว่า ตตฺรตฺตราภินนฺทินี ความว่า มันเกิดในอัตภาพใด ๆ ก็มีปกติมุ่งเพลิดเพลินไปในอัตภาพนั้น ๆ คำว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต นี่เป็นความของนิบาตนั้น คือ หากถามว่า “ตัณหานั้นเป็นไฉน” ธรรมทั้งหลายนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา จักมีแจ้งในปฏิจจสมุปปาทนิเทศ ส่วนในที่นี้ตัณหาทั้ง ๓ อย่างนี้ พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวกเข้าเป็นอันเดียว ตรัสว่า เป็นทุกขสมุทยอริยสัจ โดยอรรถว่าเป็นเหตุยังทุกขสัจให้เกิด


ทุกขนิโรธนิเทศ

ในทุกขนิโรธนิเทศ มีวินิจฉัยว่า โดยนัยว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย เป็นต้น เป็นอันตรัสความดับแห่งสมุทัย หากถามว่า เหตุไรจึงตรัสความดับแห่งสมุทัย ? คำแก้พึงมีว่า ความดับแห่งทุกข์ย่อมมีเพราะความดับแห่งสมุทัย แท้จริง ทุกข์ย่อมดับเพราะความดับไปแห่งสมุทัยมิใช่เหตุอื่น เหตุนั้นจึงตรัสไว้ (ในธรรมบท) ว่า


ต้นไม้ เมื่อโคนยังมั่นอยู่ ไม่มีอุปัทวะ แม้ถูกตัด (ส่วน
บน) แล้วก็งอกได้อยู่อีกนั่น ฉันใดก็ดี แม้ทุกข์นี้ก็ฉันนั้น
เมื่อตัณหานุสัยยังมิได้ถูกถอนทิ้งแล้ว ก็เกิดได้ร่ำไป



(หน้าที่ 113)



เพราะเหตุที่ทุกข์ย่อมดับ เพราะความดับไปแห่งสมุทัยดังกล่าวมานั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงความดับแห่งทุกข์ จึงทรงแสดงโดยความดับแห่งสมุทัยนั่นเอง
อันพระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีความประพฤติเสมอด้วยสีหะ ท่านจะดับทุกข์และจะแสดงความดับแห่งทุกข์ ย่อมปฏิบัติในเหตุมิได้ปฏิบัติในผล ส่วนเดียรถีย์ทั้งหลาย มีความประพฤติเสมอด้วยสุวาน เขาจะดับทุกข์และแสดงความดับแห่งทุกข์ ย่อมปฏิบัติในผล โดยแสดงอัตตกิลมถานุโยคเป็นต้น หาปฏิบัติในเหตุไม่ด้วยประการฉะนี้
ประโยชน์ (ความมุ่งหมาย) แห่งการแสดงความดับแห่งทุกข์ ด้วยอำนาจความดับแห่งสมุทัย บัณฑิตพึงทราบ โดยนัยดังนี้ก่อน


แก้อรรถบาลีทุกขนิโรธ

ส่วน (ต่อไป) นี้ เป็น (แก้) อรรถ (แห่งบาลีทุกขนิโรธ)
คำว่า ตสฺสาเยว ตณฺหาย ความว่า แห่งตัณหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส (ลักษณะ) ว่า “โปโนพภวิกา มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ” เป็นอาทิ แล้วทรงจำแนกโดยประเภทมีกามตัณหาเป็นต้นนั้น


มรรค เรียกว่า วิราคะ ความสำรอกออก เพราะพระบาลีว่า “วิราคา ย่อมหลุดพ้นเพราะวิราคะ” ความดับโดยสำรอกออกชื่อว่าวิราคนิโรธ ความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่เหลือ เพราะถอนอนุสัยได้ชื่อว่า อเสสวิราคนิโรธ อีกนัยหนึ่ง การละก็เรียกว่า วิราคะ เพราะฉะนั้น ในบทว่า อเสสวิราคนิโรโธ นี้ บัณฑิตพึงเห็น (ว่า) ประกอบความว่า “การละอย่างไม่เหลือ ความดับอย่างไม่เหลือ” ดังนี้ก็ได้ แต่ (เมื่อว่า) โดยเนื้อแท้ บททั้งปวงนั่น เมื่อไวพจน์ของนิพพานทั้งนั้น เพราะพระนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ โดยปรมัตถ์ ก็เหตุใดตัณหาสำรอกออกและดับไปได้ก็เพราะ (พระโยคาวจร) อาศัย (หน่วง) พระนิพพานนั้น (เป็นอารมณ์) เพราะเหตุนั้น พระนิพพานนั้น จึงตรัสเรียกว่า วิราคะ และว่า นิโรธะ ด้วย อนึ่ง เหตุใดธรรมทั้งหลายมีความสละไปแห่งตัณหานั้นเป็นต้นย่อมมีขึ้นได้ก็เพราะอาศัยพระนิพพานนั้นนั่นแหละ อนึ่งเล่าบรรดาอาลัยทั้งหลายมีกามคุณาลัยเป็นต้น อาลัยแม้อย่างเดียว ย่อมไม่มีในพระนิพพานนั้น เพราะเหตุนั้น



(หน้าที่ 114)



จึงตรัสเรียกว่า จาคะ ปฏินิสสัคคะ มุตติ อนาลยะ พระนิพพานนี้นั้น มีความสงบเป็นลักษณะ มีความไม่เคลื่อน (คือไม่เปลี่ยนสภาพ เป็นกิจ หรือว่ามีอันทำความโล่งใจเป็นกิจ (ก็ได้) มีความไม่มีนิมิต (คือไม่มีเครื่องหมายแห่งทุกข์) เป็นผล หรือว่ามีความไม่มีเครื่องหน่วงเหนี่ยว (จิต) เป็นผล (ก็ได้)


ปัญหาซับซ้อนในเรื่องพระนิพพาน

หากมีคำยืนยันว่า “ไม่มีดอก พระนิพพานน่ะ เพราะไม่ใช่สิ่งที่จะพึง (หา) ได้ ดุจเขากระต่ายฉะนั้น” ดังนี้ไซร้ พระนิพพานไม่มี หามิได้ เพราะพระนิพพานนั้นเป็นธรรมชาติที่พึง (หา) ได้ด้วยอุบาย แท้จริง พระนิพพานนั้น ย่อม (หา) ได้ด้วยอุบาย กล่าวคือ ความปฏิบัติอันสมควรแก่พระนิพพานนั้น ดุจโลกุตตรจิตของคนอื่น ๆ พระอริยะย่อมรู้ได้ด้วย เจโตปริยญาณฉะนั้น เหตุนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า พระนิพพานไม่มี เพราะมิใช่สิ่งที่จะพึงได้ “อันจะว่า ปุถุชนโง่ ๆ ไม่ได้ (ประสบ) สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมไม่มี” ดังนี้ หาควรจะว่าไม่ (เพราะท่านผู้ได้ประสบมีอยู่) อนึ่ง ไม่ควรกล่าวว่าพระนิพพานไม่มี เพราะอะไร เพราะต้อง (คือเป็นผิดต่อ) ความไม่เป็นหมันแห่งความปฏิบัติ จริงอยู่เมื่อพระนิพพานไม่มี ความปฏิบัติชอบที่สงเคราะห์ในธรรมขันธ์ ๓ มีสีลขันธ์เป็นต้น อันมีสัมมาทิฏฐินำหน้า ก็ต้องเป็นหมัน แต่ว่า ความปฏิบัติชอบนี้หาเป็นหมันไม่ เพราะเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานได้แล”
หากมีคำแย้งว่า “ความต้อง (คือเป็นผิดต่อ) ความไม่เป็นหมันแห่งความปฏิบัติ ไม่มีดอก เพราะความปฏิบัตินั้น ก็เป็นเหตุให้ถึงความไม่มี (อย่างไรล่ะ)” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า “(ความไม่มีเป็นนิพพาน) หามิได้ เพราะไม่มีการบรรลุพระนิพพาน ในเพราะความไม่มี (ขันธ์) อดีตและอนาคต (ไม่มีขันธ์ อดีต อนาคตก็บรรลุพระนิพพานได้แล)”
หากแย้งอีกว่า “(มิใช่แต่ขันธ์อดีตอนาคตเท่านั้น) แม้ความไม่มีวัตตมานขันธ์ (คือขันธ์ปัจจุบัน) ทั้งหลาย ก็เป็นนิพพานด้วย” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า “หามิได้ เพราะพระนิพพานหาได้มีเพราะความไม่มีวัตตมานขันธ์เหล่านั้นไม่ อนึ่ง เพราะเมื่อวัตตมานขันธ์ไม่มีพระนิพพานถึงซึ่งความไม่เป็นไป (ด้วย) (มิใช่ไม่มีวัตตมานขันธ์แล้วเป็นนิพพานดอก) และเพราะโทษคือไม่มีการบรรลุสอุปาทิเสสนิพพานธาตุในขณะแห่งมรรคจิตซึ่งอาศัยวัตตมานขันธ์ด้วย (คือว่าในขณะแห่งมรรคจะบรรลุนิพพานไม่ได้)”



(หน้าที่ 115)



พวกแย้งอีกว่า “โทษไม่มี เพราะในขณะ (แห่งมรรค) นั้นกิเลสทั้งหลายก็ไม่เป็นไปอยู่(แล้ว)”ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า “หามิได้ เพราะ (หากในกิเลสแห่งมรรคกิเลสไม่เป็นไปละก็) อริยมรรคก็ต้องถึงความไม่มีประโยชน์” นะซิ จริงทีเดียว เมื่อเป็นอย่างนั้น กิเลสทั้งหลายก็ (เป็นอัน) ไม่มีมา แต่ก่อนขณะแห่งอริยมรรค เพราะฉะนั้น อริยมรรคก็ถึงความไม่มีประโยชน์
เพราะเหตุดังกล่าวมานั้น ข้อที่ว่าพระนิพพานไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ดุจเขากระต่าย และว่าความปฏิบัติไม่เป็นหมัน เพราะความปฏิบัตินั้นเป็นเหตุให้ถึงความไม่มี และว่าโทษคือบรรลุพระนิพพานในขณะมรรคไม่ได้นั้นไม่มี เพราะในขณะแห่งมรรค กิเลสก็ไม่เป็นไปอยู่แล้ว นั้นจึงมิใช่เหตุ (คือไม่ชอบแก่เหตุ)
หากมีคำยืนยันอีกว่า ขโย ความสิ้นไปเป็นนิพพาน โดยบาลีว่า “โย โข อาวุโส ราคกฺขโย ดูกรอาวุโส ความสิ้นไปแห่งราคะใดแล”เป็นต้นดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า หามิได้ เพราะเพียงแต่ความสิ้น หมายถึงพระอรหัตก็ได้ ด้วยพระอรหัตนั้นท่านก็แสดงไว้โดยนัยว่า “โย โข อาวุโส ราคกขโย” เป็นต้น ด้วยเหมือนกัน ยังมี (ผิด) อะไร ๆ ต่อไปอีก คือ (การกล่าวเพียงแต่ว่าความสิ้นกิเลสเป็นนิพพานนั้นไม่ชอบ) เพราะโทษคือพระนิพพานกลายเป็น ธรรมชาติมีชั่วกาลอันสั้นเป็นไป จริงอยู่เมื่อเป็นอย่างนั้น พระนิพพานก็ถึงซึ่งความเป็นธรรมชาติมีชั่วกาลอันสั้น ความเป็นธรรมชาติมีลักษณะแห่งสังขตธรรม และความเป็นธรรมชาติที่พึงจะบรรลุได้โดยไม่แยแสถึงสัมมาวายามะไปเสียด้วย อนึ่ง เพราะความเป็นธรรมชาติมีลักษณะสังขตธรรมนั่นแล พระนิพพานก็ (เลย) ถึงซึ่งภาวะคือเป็นธรรมชาตินับเข้าในสังขตธรรมไป เพราะเป็นธรรมชาตินับเข้าในสังขตธรรม ก็ (เลย) ถึงภาวะคือเป็นธรรมชาติถูกไฟมีราคะเป็นต้นเผาเอาได้ เพราะเป็นธรรมชาติถูกเผา ก็ (เลย) ถึงซึ่งภาวะคือเป็นทุกข์ไปเสียด้วย
หากมีคำแย้งอีกว่า “โทษไม่มีเพราะความเป็นไป (แห่งกิเลส) ชื่อว่าไม่มีอีกต่อไป จำเดิมแต่ความสิ้น (ครั้งสุดท้าย) อันใด ความสิ้นอันนั้นเป็นนิพพาน” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า หามิได้เพราะไม่มีความสิ้นเช่นนั้น ประการหนึ่ง เพราะแม้มีความสิ้นนั้นก็ไม่ล่วงโทษ มีประการดังกล่าวแล้ว และเพราะอริยมรรคกลายเป็นนิพพานไปด้วย จริงอยู่ อริยมรรค ย่อมยังโทษทั้งหลายให้สิ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ขโย (ด้วย) และตั้งแต่นั้นไปความเป็นไป (แห่งโทษ)


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]