วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๖ อินทริยสัจจนิเทศ หน้าที่ ๑๒๑ - ๑๒๖

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 121)


โดยอุปมา

ข้อว่า โดยอุปมา ความว่า ก็แลทุกขสัจ พึงเห็นเหมือนของหนัก สมุทยสัจเหมือนการถือของหนัก นิโรธสัจเหมือนการวางของหนัก มัคคสัจเหมือนอุบาย (คือวิธี) วางของหนัก อนึ่ง ทุกขสัจเหมือนโรค สมุทยสัจเหมือนเหตุของโรค นิโรธสัจเหมือนความหายโรค มัคคสัจเหมือนยา หรือว่าทุกขสัจเหมือนขาดแคลนอาหาร สมุทยสัจเหมือนฝนไม่ดี นิโรธสัจเหมือนมีอาหารสมบูรณ์ มัคคสัจเหมือนฝนดี
สัจจะ ๔ นี้ บัณฑิตพึงทราบโดยประกอบ (ความ) อุปมาด้วยคนมีเวร มูลแห่งเวรภัย ความถอนเวรและอุบายถอนเวร ด้วยต้นไม้มีพิษ รากของต้นไม้ และอุบายตัดรากนั้นด้วยภัย มูลแห่งภัย ความปราศจากภัย และอุบายบรรลุความปราศจากภัยนั้นด้วยฝั่งในห้วงน้ำใหญ่ ฝั่งนอก และความพยามที่ให้ (ข้ามห้วงน้ำไป) ถึงฝั่งนอกนั้นบ้างก็ได้
วินิจฉัยโดยอุปมาในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


โดยจตุกกะ – เป็นและไม่เป็นอริยสัจ ๔

ข้อว่า โดยจตุกกะ ความว่า ก็ในอริยสัจ ๔ นี้ สิ่งที่เป็นทุกข์ (แต่) ไม่เป็นอริยสัจก็มี สิ่งที่เป็นอริยสัจก็มี สิ่งที่เป็นอริยสัจ (แต่) ไม่เป็นทุกข์ก็มี สิ่งที่เป็นทั้งทุกข์ทั้งอริยสัจก็มีสิ่งที่ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นอริยสัจก็มี ในอริยสัจที่เหลือมีสมุทัยเป็นต้นก็นัยนี้
ในจตุกกะนั้น ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมรรคและสามัญผลทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นสังขารทุกข์ ตามพระบาลีว่า “สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์” แต่ไม่เป็นอริยสัจ นิโรธเป็นอริยสัจ แต่ไม่เป็นทุกข์ ส่วนอริยสัจ ๒ นอกนี้ (คือสมุทัยและมรรค) พึงเป็นทุกข์ก็ได้เพราะไม่เที่ยง แต่ว่าพระโยคาวจรอยู่ (ประพฤติ) พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ใด มิใช่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์อย่างนั้น (คือว่าเป็นทุกข์เพราะไม่เที่ยง มิใช่เป็นทุกข์โดยเป็นปริญเญยยธรรม) ส่วนอุปทานขันธ์ ๕ เว้นแต่ตัณหาเป็นทั้งทุกข์ทั้งอริยสัจโดยอาการทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมรรคและสามัญผลทั้งหลาย ไม่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์สำหรับกำหนดรู้แห่งพระโยคาวจรผู้อยู่ (ประพฤติ) พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า



(หน้าที่ 122)



(คือไม่เป็นทุกข์โดยเป็นปริญเญยยธรรม แต่เป็นทุกข์โดยเป็นสังขารทุกข์ ดังกล่าวในบทแรก) (ทั้ง) ไม่เป็นอริยสัจ
วินิจฉัยในอริยสัจนี้โดยจตุกกะ โดยประกอบความเข้าตามควรในอริยสัจอื่นมีสมุทัยเป็นต้นด้วย บัณฑิตพึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง



โดยว่างเปล่า

ในสองข้อว่า “โดยว่างเปล่าและโดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น” นี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าก่อน เพราะ (เมื่อว่า) โดยปรมัตถ์ สัจจะทั้งสิ้น บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นของว่างเปล่า เพราะไม่มีผู้รู้ ผู้ทำ (คือผู้สร้าง) ผู้ดับ และผู้เดิน เหตุนั้นนักปราชญ์ จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า


“อันทุกข์มีอยู่แท้ แต่ใคร ๆ ผู้รับทุกข์ไม่มี ผู้ทำ
ไม่มี แต่การกระทำมีอยู่แท้ ความดับมีอยู่ แต่คนผู้ดับ
ไม่มี ทางมีอยู่ แต่ผู้เดินไม่มี”


อีกนัยหนึ่ง ความว่างในสัจจะ ๔ นั้น พึงทราบดังนี้
คือสัจจะสองข้างต้น ว่างจากความยั่งยืน ความงาม
ความสุข และความเป็นตัวตน อมตบท (คือ นิโรธ) ว่าง
จากความเป็นตัวตน มรรคเว้นจากความยั่งยืน ความสุข
และความเป็นตัวตน


หรือว่าสัจจะ ๓ ว่างจากนิโรธ และนิโรธก็ว่างจากสัจจะ ๓ ที่เหลือ หรือว่าในสัจจะ ๔ นี้ สัจจะ ที่เป็นเหตุ ว่างจากสัจจะที่เป็นผล เพราะไม่มีทุกข์ในสมุทัย และไม่มีนิโรธในมรรค (เหตุ) หาร่วมครรภ์กับผล ดังเช่นปกติ (หรือประพฤติ) ของพวกปกติวาทีไม่ และผลเล่าก็ว่างจากเหตุ เพราะทุกข์กับสมุทัยและนิโรธกับมรรคร่วมกลุ่มกันไม่ได้ (ผล) หาร่วมอยู่ในเหตุ เป็นเหตุผล ผลร่วมเหตุ ดังเช่น ทวิอณุกผล (ผลเกิดแต่อนู ๒) เป็นต้นของพวกสมวายวาทีไม่ เพราะเหตุนั้น นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์ไว้ว่า



(หน้าที่ 123)



ในสัจจะ ๔ นี้ สัจจะ ๓ ว่างจากนิโรธ นิพพุติ (คือ
นิโรธ) เล่า ก็ว่างจากสัจจะ ๓ นั้น สัจจะที่เป็นเหตุว่าง
จากสัจจะที่เป็นผล สัจจะที่เป็นผลนั้นเล่าก็ว่างจากสัจจะ
ที่เป็นเหตุ
พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน


โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น

ข้อว่า โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น ความว่า ก็แลในสัจจะ ๔ นี้ ทุกข์ทั้งหมดเป็นอย่างเดียว โดยเป็นปวัตติ (ความหมุนไปแห่งสงสาร) เป็น ๒ โดยเป็นนามและรูป เป็น ๓ โดยต่างแห่งอุปปัติภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็น ๔ โดยแยกตามอาหาร ๔ (ที่เป็นปัจจัย) เป็น ๕ โดยแยกเป็นอุปาทานขันธ์ ๕
แม้สมุทัย ก็เป็นอย่างเดียวกัน โดยเป็นปวัตตกะ (ผู้ยังสงสารให้หมุนไป) เป็น ๒ โดยเป็นสัมปยุตกับทิฎฐิและไม่สัมปยุตกับทิฎฐิ เป็น ๓ โดยต่างแห่งกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็น ๔ โดยเป็นโทษที่พึงละด้วยมรรค ๔ เป็น ๕ โดยแยกเป็นความมุ่งยินดีในอารมณ์ ๕ มีมุ่งยินดีในรูปเป็นต้น เป็น ๖ โดยแยกเป็นกองตัณหา ๖
ส่วนนิโรธเป็นอย่างเดียว โดยเป็นอสังขตธาตุ แต่โดยปริยายเป็น ๒ โดยเป็นสอุปาทิเสสและอนุปาทิเสส เป็น ๓ โดยเป็นความสูญไปแห่งภพ ๓ เป็น ๔ โดยเป็นธรรมที่พึงบรรลุด้วยมรรค ๔ เป็น ๕ โดยเป็นความหายไปแห่งความมุ่งยินดี ๕ เป็น ๖ โดยเป็นความทำลายไปแห่งกองตัณหา ๖
ส่วนมรรคเป็นอย่างเดียวโดยเป็นภาเวตัพพธรรม เป็น ๒ โดยแยกเป็นสมถะและวิปัสสนา หรือโดยแยกเป็นทัสสนะ (คือโสดาปัตติมรรค) และภาวนา (คือสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) เป็น ๓ โดยต่างแห่ง (ธรรม) ขันธ์ ๓ แท้จริง มรรคนี้เพราะเหตุที่มีองค์เป็นส่วนย่อย ท่านจึงสงเคราะห์ (คือรวมเข้า) ด้วย (ธรรม) ขันธ์ ๓ ซึ่งเป็นส่วนรวม เหมือนเมืองรวมเข้าด้วยแคว้นฉะนี้ ดังพระธรรมทินนาเถรีกล่าว (แก้ปัญหาของวิสาขอุบาสก) ว่า “ดูกรอาวุโส วิสาขะ ขันธ์ ๓ ท่านมิได้สงเคราะห์เข้าด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ดอก แต่ว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ ต่างหากท่านสงเคราะห์เข้าด้วยขันธ์ ๓ ดูกรอาวุโส วิสาขะ สัมมาวาจาใดด้วย สัมมากัมมันตะใดด้วย สัมมาอาชีวะใดด้วย ธรรม



(หน้าที่ 124)



๓ ประการนี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ สัมมาวายามะใดด้วย สัมมาสติใดด้วย สัมมาสมาธิใดด้วย ธรรม ๓ นี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์ สัมมาทิฏฐิใดด้วย สัมมาสังกัปปะใดด้วย ธรรม (๒) นี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยปัญญาขันธ์ ดังนี้


เพราะในอริยมรรคนี้ ธรรม ๓ ประการ มีสัมมาวาจาเป็นต้น เป็นศีลแท้ เพราะเหตุนั้น ธรรม ๓ ประการนั้น ท่านจึงสงเคราะห์เข้าด้วยศีลขันธ์โดยความมีชาติเสมอกัน


ก็แลในบาลี ท่านทำนิเทศไว้โดยภุมมวจนะว่า “สีลกฺขนฺเธ” ก็จริง แต่ก็พึงทราบเนื้อความโดยเป็นกรณวจนะ (คือเป็นสีลกฺขนฺเธน) เถิด
ส่วนในธรรม ๓ ประการ มีสัมมายาวามะเป็นต้น สมาธิมิอาจแนบแน่นโดยความเป็นหนึ่ง ในอารมณ์โดยธรรมดาของตนได้ ต่อเมื่อวิริยะทำกิจคือประคอง (จิต) ไว้ให้สำเร็จ และสติทำกิจคือไม่ฟั่นเฟือนไปให้สำเร็จอยู่ (สมาธิ) เป็นธรรมได้รับอุปการะ (ดังนั้น) แล้ว จึงอาจ (แนบแน่นได้)
(ต่อไป) นี้เป็นอุปมาในธรรม ๓ ประการนั้น เหมือนอย่างว่าในสหาย ๓ คน ผู้เข้าไปสู่อุทยานด้วยประสงค์ว่า จักเล่นนักขัตฤกษ์ ต่างว่าสหายผู้หนึ่งเห็นต้นจำปามีดอกบานงาม ก็เอื้อมมือขึ้นไป แต่เก็บไม่ถึง คนที่สองจึงก้มตัวลงให้หลังแก่สหายผู้นั้น สหายผู้นั้นแม้ยืนอยู่บนหลังสหายผู้หนึ่ง เหยียบยันไหล่สหายผู้หนึ่ง จึงเลือกเก็บดอกไม้ตามชอบใจมาประดับกายเล่นนักขัตฤกษ์ได้ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็พึงเห็นฉันนั้น อันธรรม ๓ ประการ มีสัมมาวายามะเป็นต้น เป็นธรรมเกิดร่วมกัน เปรียบเหมือนสหาย ๓ คน ผู้เข้าสู่อุทยานด้วยกัน อารมณ์ (ของสมาธิ) เหมือนต้นจำปามีดอกบานงาม สมาธิที่ไม่อาจแนบแน่น โดยความเป็นหนึ่งแน่ในอารมณ์ โดยธรรมดาของตนได้เหมือนสหายผู้แม้เอื้อมมือขึ้นไปแล้วแต่เก็บไม่ถึง วายามะเหมือนสหายผู้ก้มหลังให้ สติเหมือนสหายผู้ยืนเอียงไหล่ให้ เมื่อวิริยะยังกิจคือการประคอง (จิต) ให้สำเร็จ และเมื่อสติยังกิจคือไม่ฟั่นเฟือนไปให้สำเร็จอยู่ สมาธิเป็นธรรมได้รับอุปการะ (ดังนั้น) แล้ว จึงอาจแนบแน่นโดยความเป็นหนึ่งแน่ในอารมณ์ได้ เปรียบเหมือนในสหาย ๓ คนนั้น อีกผู้หนึ่งยืนหลัง อีกคนหนึ่งเหยียบยันไหล่ของคนหนึ่ง จึงสามารถเก็บดอกไม้ได้ตามชอบใจฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ในธรรม ๓ ประการนั้น สมาธิอย่างเดียวท่านสงเคราะห์เข้าด้วยสมาธิขันธ์โดยความมีชาติเสมอกัน ส่วนวายามะและสติเป็นธรรมที่ท่านสงเคราะห์เข้าโดยกิริยา (คือเป็นธรรมอุดหนุนสมาธิ)



(หน้าที่ 125)



แม้ในสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะเล่า ปัญญาก็มิอาจตัดสินอารมณ์ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาโดยธรรมดาของตนได้ ต่อเมื่อวิตกแคะ ๆ ให้จึงอาจตัดสินได้ ข้อนี้อย่างไร ? เหมือนอย่างว่าเหรัญญิกวางเหรียญกษาปณ์ลงที่ (ฝ่า) มือแล้ว แม้เป็นผู้ใคร่จะตรวจดูในทุกส่วน (ของเหรียญ) ก็มิอาจใช้เปลือกตาพลิก (ดู) ได้เลย ต่อใช้ข้อนิ้วมือ (จับ) พลิกไปมา จึงอาจดูส่วนนั้นส่วนนี้ได้ ฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน มิอาจตัดสินอารมณ์โดยว่าไม่เที่ยงเป็นต้นโดยธรรมดาของตนได้ ต่อวิตกซึ่งมีการปัก (จิต) ลงไปเฉพาะ (ในอารมณ์) เป็นลักษณะ มีการกระทบ (อารมณ์) เป็นรสดังว่าแคะเอามาให้ และดังว่าพลิกเอามาให้นั่นแหละ จึงอาจตัดสินได้เพราะเหตุนั้น แม้ในองค์มรรคทั้ง ๒ นี้ ก็สัมมาทิฏฐิเท่านั้น ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยปัญญาขันธ์โดยมีชาติเสมอกัน ส่วนสัมมาสังกัปปะ เป็นธรรมที่ท่านสงเคราะห์เข้าโดยเป็นกิริยา (คือเป็นองค์อุดหนุน)
มรรคถึงความสงเคราะห์เข้าด้วย (ธรรม) ขันธ์ ๓ นี้ ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงว่า “มรรคเป็น ๓ โดยต่างแห่ง (ธรรม) ขันธ์ ๓“
มรรคนั้นเป็น ๔ ด้วยอำนาจแห่งมรรค ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น
อีกนัยหนึ่ง สัจจะทุกข้อจัดว่าเป็นอย่างเดียว เพราะเป็นธรรมไม่กลายเป็นไม่จริง หรือ เพราะเป็นอภิญเญยยธรรม เป็น ๒ โดยโลกิยะและโลกุตตระ หรือโดยเป็นสังขตะและอสังขตะ เป็น ๓ โดยเป็นธรรมที่ต้องละด้วยทัสสนะและภาวนา และโดยเป็นธรรมที่ไม่ต้องละ เป็น ๔ โดยต่างแห่งกิจมีเป็นธรรมที่พึงกำหนดรู้เป็นต้นแล
วินิจฉัยโดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้นในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


โดยมีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน

ข้อว่า “โดย (สภาคและวิสภาค) มีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน” ความว่า สัจจะทุกข้อมีส่วนเสมอกันและกัน โดยเป็นธรรมไม่กลายเป็นไม่จริง ๑ โดยเป็นธรรมว่าเปล่าจากอัตตา ๑ และโดยการแทงตลอดที่ทำได้ยาก ดังพระผู้มีพระภาคตรัส (ถามพระอานนท์) ว่า “ดูกรอานนท์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่บุคคลจะพึงใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น ๗ ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์ (ที่เป็นเป้า) ข้อไหนทำได้ยากกว่า สำเร็จได้ยากกว่า” พระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่บุคคลพึงจะใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น ๗ ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์



(หน้าที่ 126)



(ที่เป็นเป้า) นั่นแหละ ทำได้ยากกว่าสำเร็จได้ยากกว่า” ตรัสว่า “ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ที่แทงทะลุตามเป็นจริงว่านี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ยังแทงให้ทะลุได้ยากยิ่งกว่ายิงขนสัตว์ด้วยขนสัตว์นั้นไปอีกนะ” ดังนี้ (แต่) สัจจะทุกข้อนั้นมีส่วนไม่เสมอกัน โดยกำหนดต่างกันไปตามลักษณะของตน ๆ อนึ่งสัจจะ ๒ ข้างต้นจัดว่ามีส่วนเสมอกัน เหตุเป็นสภาพลึก เพราะอรรถว่ายากที่จะหยั่ง เหตุเป็นโลกียธรรมและเป็นสาสวธรรมด้วยกัน (แต่) มีส่วนไม่เสมอกัน โดยแยกกันเป็นผล (ฝ่ายหนึ่ง) และโดย (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นปริญเญยยธรรม (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นปหาตัพพธรรม สัจจะ ๒ ข้างปลายเล่า นับว่ามีส่วนเสมอกัน เหตุเป็นธรรมหยั่งได้ยาก เพราะเป็นธรรมลึก เหตุเป็นโลกุตตรธรรมและเป็นอนาสวธรรมด้วยกัน (แต่) มีส่วนไม่เสมอกัน โดยแยกกันเป็นวิสยะ (คือแดนดับทุกข์ฝ่ายหนึ่ง) และเป็นวิสยี (คือทางไปสู่แดนนั้น ฝ่ายหนึ่ง) และโดย (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นภาเวตัพพธรรม อนึ่งเล่าสัจจะที่ ๑ กับที่ ๓ มีส่วนเสมอกันโดยเป็นข้อนี้ว่า เป็นผลด้วยกัน (แต่) มีส่วนไม่เสมอกันโดย (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นสังขตธรรม และ (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นอสังขตธรรม ข้างฝ่ายสัจจะที่ ๒ กับที่ ๔ มีส่วนเสมอกัน โดยเป็นข้อที่ถูกชี้ว่าเป็นเหตุด้วยกัน (แต่) มีส่วนไม่เสมอกัน โดย (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นกุศลส่วนเดียว และ (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นอกุศลส่วนเดียว ฝ่ายข้างสัจจะที่ ๑ กับที่ ๔ มีส่วนเสมอกัน โดยเป็นสังขตธรรมด้วยกัน (แต่) มีส่วนไม่เสมอกัน โดย (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นโลกียธรรมและ (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นโลกุตตรธรรม แม้สัจจะที่ ๒ กับที่ ๓ เล่า ก็มีส่วนเสมอกัน โดยเป็นเนวเสกขธรรม (ธรรมของเสกขะก็มิใช่ของพระอเสกขะก็มิใช่) ด้วยกัน (แต่) มีส่วนไม่เสมอกัน โดย (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นสารัมมณธรรม (ธรรมมีอารมณ์) และ (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นอนารัมมณธรรม (ธรรมไม่มีอารมณ์)


ผู้มีสติปัญญาพึงทราบความที่อริยสัจมีส่วนเสมอกัน
และไม่เหมือนกัน โดยประการและโดยนัยดังกล่าวมา
ฉะนี้แล



ปริเฉทที่ ๑๖ ชื่ออินทรียสัจจนิเทศ

ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]