วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๒๗ - ๑๓๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 127)


ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ[แก้ไข]

เพราะเหตุที่ในธรรมทั้งหลายที่เป็นภูมิแห่งปัญญานี้ ท่านกล่าวไว้ว่า “ธรรมทั้งหลายต่างโดยขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ สัจจะ และปฏิจจสมุปบาทเป็นอาทิ เป็นภูมิ (แห่งปัญญา)” ดังนี้ ปฏิจจสมุบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลายที่รวมเข้าไว้ด้วยอาทิศัพท์ยังเหลืออยู่ (ยังมิได้พรรณนา) เพราะเหตุนั้น บัดนี้ จึงถึงลำดับแห่งการสังวรรณนาปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมนั้น


ในธรรมสองอย่างนั้น ธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อปฏิจจสมุปบทาเป็นอันดับแรก จริงอยู่ คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย


สังขารทั้งหลาย มีเพราะปัจจัยคือ อวิชชา
วิญญาณ มีเพราะปัจจัยคือ สังขาร
นามรูป มีเพราะปัจจัยคือ วิญญาณ
สฬายตนะ มีเพราะปัจจัยคือ นามรูป
ผัสสะ มีเพราะปัจจัยคือ สฬายตนะ
เวทนา มีเพราะปัจจัยคือ ผัสสะ
ตัณหา มีเพราะปัจจัยคือ เวทนา
อุปาทาน มีเพราะปัจจัยคือ ตัณหา
ภพ มีเพราะปัจจัยคือ อุปทาน
ชาติ มีเพราะปัจจัยคือ ภพ
ชรามรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัส อุปายาส มีเพราะปัจจัยคือ ชาติ



(หน้าที่ 128)



ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้นย่อมมีดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า ปฎิจจสมุปบาท”
ส่วนธรรมทั้งหลายมีชรามรณะเป็นต้น พึงทราบว่าชื่อ ปฎิจจสมุปปันนธรรม จริงอยู่ คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฎิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลายเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะ เป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นปฎิจจสมุปปันนธรรม (อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น) เป็นธรรมมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชาติ ฯลฯ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา เป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นปฎิจจสมุปปันนธรรม (อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น) เป็นธรรมมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ปฎิจจสมุปปันนธรรม” ดังนี้


ความหมายของคำปฎิจจสมุปบาท

ส่วนความ (ต่อไป) นี้ เป็นความหมายสังเขปในปฎิจจสมุปบาทและปฎิจจสมุปปันนธรรมนั้น
ธรรมที่เป็นปัจจัยทั้งหลาย พึงทราบว่าชื่อว่า ปฎิจจสมุปบาท ธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยทั้งหลายนั้น ๆ พึงทราบว่า ชื่อว่าปฎิจจสมุปปันนธรรม หากมีคำถามว่า “ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไร” พึงแก้ว่า ทราบได้โดยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า” จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงปฎิจจสมุปบาทในพระสูตรอันว่าด้วยการแสดงปฎิจจสมุปบาทและปฎิจจสมุปันนธรรมไว้ดังนี้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฎิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม เพราะความไม่เกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม ธาตุอันนั้น ธัมมฐิตตา (ความตั้งอยู่เป็นธรรมดา) อันนั้น ธัมมนิยามตา (ความแน่นอนแห่งธรรมดา) อันนั้น อิทัปปัจจยตา (ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้) อันนั้น ก็คงตัวอยู่นั่น ตถาคตรู้ถึงธาตุอันนั้นเข้า ครั้นรู้ถึง



(หน้าที่ 129)



เข้าแล้วจึงบอกจึงแสดงจึงบัญญัติแต่งตั้งเปิดเผยจำแนกออก ทำให้ง่ายขึ้น ท่านทั้งหลายจงดูเถิด” ดังนี้เป็นต้น และตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะ มีเพราะปัจจัยคือชาติ ชาติมีเพราะปัจจัยคือภพ ฯลฯ สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม เพราะความไม่เกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม ฯลฯ จำแนกออกทำให้ง่ายขึ้น ท่านทั้งหลายจงดูเถิด” และตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา ตถาคต (ความมีเพราะปัจจัยเหล่านั้น) อย่างนี้ แลอันใด อวิตถตา (ความไม่มีที่จะไม่มีเพราะปัจจัยอย่างนั้น) อย่างนี้ แลอันใด อิทัปปัจจยตา (ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้) อย่างนี้ แลอันใดในธรรมนั้น อันนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท” ดังนี้เป็นต้น ก็เป็นอันตรัสธรรมที่เป็นปัจจัยทั้งหลายนั่นเองว่าเป็นปฏิจจสมุปบาท โดยคำทั้งหลายที่เป็นไวพจน์ (ของปฏิจจสมุปบาท) มีตถตาเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ปฏิจจสมุบาท บัณฑิตพึงทราบว่ามีความเป็นปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายมีชรามรณะเป็นต้นเป็นลักษณะ มีการผูกพันทุกข์ไว้เป็นรส มีความเป็นทางผิดเป็นปัจจุปัฏฐาน ก็แลปฏิจจสมุปบาทนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าตถตา (ความมีเพราะปัจจัยอย่างนั้น) เพราะความมีขึ้นแห่งธรรมนั้น ๆ ก็เพราะปัจจัยทั้งหลายนั้น ๆ อันไม่ขาดไม่เกินนั่นเทียว ตรัสเรียกว่า อวิตถตา (ความไม่มีที่จะไม่มี เพราะปัจจัยอย่างนั้น) ก็เพราะเมื่อปัจจัยทั้งหลายถึงความพร้อมเข้ากันแล้ว เป็นไม่มีละที่ธรรมทั้งหลาย อันเกิดเพราะปัจจัยนั้นจะไม่มีขึ้นแม้แต่ครู่หนึ่ง ตรัสเรียกว่า อนัญญถตา (ความไม่มีธรรมอื่นเพราะปัจจัยอื่น) ก็เพราะธรรม (ที่เป็นผล) อย่างหนึ่งไม่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยของธรรม (ที่เป็นผล) อีกอย่างหนึ่ง ตรัสเรียกว่าอิทัปปัจจยตา (ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนั้น) ก็เพราะความเป็นปัจจัยหรือเพราะเป็นประชุมแห่งปัจจัยของธรรม (ที่ เป็นผล) ทั้งหลายมีชรามรณะเป็นอาทิตามที่กล่าวมาแล้วนั้น


แก้อิทัปปัจจยตา

(ต่อไป) นี้เป็นความหมายแห่งคำในคำอิทัปปัจจยตานั้น ธรรมทั้งหลายใดเป็นปัจจัยของธรรมเหล่านี้ ธรรมทั้งหลายนั้นชื่อว่า อิทัปปัจจยา อิทัปปัจจยตา ก็อิทัปปัจจยานั่นเอง นัยหนึ่ง ประชุมแห่งอิทัปปัจจยา ชื่อว่า อิทัปปัจจยตา
ก็แลลักษณะในคำว่าอิทัปปัจจยตานี้ พึงค้นดูจากศัพทศาสตร์เถิด



(หน้าที่ 130)



ค้านความหมายปฏิจจสมุปบาทในลัทธิเดียรถีย์

เจ้าลัทธิบางพวกกล่าวกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น (เฉย ๆ ไม่มีเหตุ) ว่าเป็นปฏิจจสมุปบาท โดยนัยดังนี้ว่า “ความอิง (สิ่งต่าง ๆ) เกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างถูกต้องด้วย (โดย) ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุ เช่นความเกิดแห่งปกติ (ประพฤติ – มูลเดิม) และปุริส (อาตมัน) เป็นต้น ซึ่งเดียรถีย์กำหนดขึ้น ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท” คำของเจ้าลัทธินั้นไม่ชอบ เพราะอะไร ? เพราะไม่มีพระสูตร (อ้าง) เพราะผิดต่อพระสูตร เพราะไม่เกิดความลึกซึ้งและนัย และเพราะเป็นสัททเภท (ศัพท์แตก) ด้วย


ไม่มีพระสูตรอ้างและผิดต่อพระสูตร

จริงอยู่ พระสูตรว่า “กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น (ไม่มีเหตุ) ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท” ดังนี้หามีไม่ และความผิดต่อปเทสวิหารสูตร (พระสูตรที่กล่าวถึงปเทสวิหารธรรม) ก็ต้อง (มี) ก็ผู้ที่กล่าวว่า กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นนั้นชื่อว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นปฐมาภิสัมพุทธวิหาร (วิหารธรรมเมื่อแรกตรัสรู้) แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยบาลีว่า “ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลมตลอดปฐมยามแห่งราตรี” ดังนี้ เป็นอาทิ อนึ่ง วิหารธรรมเป็นส่วนหนึ่งปฏจจสมุปบาทนั้น ชื่อว่าปเทสวิหารธรรม ดังที่ตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นแรกตรัสรู้ พักผ่อนอยู่ด้วยวิหารธรรมใด เราพักผ่อนอยู่แล้วด้วยปเทส (ส่วนหนึ่ง) แห่งวิหารธรรมนั้น” ก็แลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพักผ่อนอยู่ในปเทสวิหารธรรมนั้น ก็โดยทรง (พิจารณา) ดูปัจจยาการ (อาการแห่งปัจจยธรรม) หาใช่ทรง (พิจารณา) ดูกิริยาจักว่าความเกิดขึ้นไม่แล ดังที่ตรัสว่า “เรานั้นรู้ทั่วถึงอย่างนี้ว่า ความเสวยอารมณ์มีเพราะปัจจัยคือมิจฉาทิฏฐิก็มี ความเสวยอารมณ์มีเพราะปัจจัยคือสัมมาทิฏฐิก็มี ความเสวยอารมณ์มีเพราะปัจจัยมิจฉาสังกัปปะก็มี ดังนี้เป็นต้น คำบาลีทั้งปวงบัณฑิตพึง (นำมากล่าว) ให้พิสดารเถิด ความผิดต่อปเทสวิหารสูตร ต้อง (มี) แก่ผู่กล่าวว่ากิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท” ด้วยประการฉะนี้
นัยเดียวกัน ผิดต่อกัจจานสูตรด้วย จริงอยู่ แม้ในกัจจานสูตรก็กล่าวว่า “ดูกรกัจจานะ อนึ่ง เมื่อบุคคลเห็นโลกสมุทัย (เหตุเกิดขึ้นแห่งโลก)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอยู่


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]