วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๓๑ - ๑๓๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 131)


นัตถิตา (ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าขาดสูญ) อันใดในโลก นัตถิตาอันนั้นย่อมไม่มี” ดังนี้ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายอนุโลม ชื่อว่าโลกสมุทัย เพราะเป็นปัจจัยแห่งโลก เพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายอนุโลมนั้น จึงเป็นธรรมที่ทรงประกาศเพื่อถอนอุจเฉททิฏฐิ มิใช่ทรงประกาศกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น (เฉย ๆ) เหตุว่าความถอนอุจเฉททิฏฐิจะมีขึ้นด้วยการ (พิจารณา) เห็นแต่เพียงความเกิดขึ้นหาได้ไม่ แต่ย่อมมีได้ด้วยการ (พิจารณา) เห็นความสืบต่อกันแห่งปัจจัย เพราะความสืบต่อแห่งผลย่อมมีในเพราะความสืบต่อแห่งปัจจัยแล แม้ความผิดต่อกัจจานสูตรก็ต้อง (มี) แก่ผู้กล่าวว่า “กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท” ด้วยประการฉะนี้


ไม่เกิดความลึกซึ้งและนัย

ข้อว่า “เพราะไม่เกิดความลึกซึ้งและนัย” ความว่า ก็แลคำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูกรอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้งทั้งอาการที่ปรากฏก็ลึกด้วย” ดังนี้ ก็อันความลึกซึ้ง (แห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น) มี ๔ ประการ ข้าพเจ้าทั้งหลายจักพรรณนาความลึกซึ้งนั้นข้างหน้า ความลึกซึ้งนั้นหามีในกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นไม่
อนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายพรรณนาปฏิจจสมุปบาทนั้นไว้ให้ประดับด้วยนัย ๔ ประการ แม้นัยทั้ง ๔ นั้น ก็หามีในกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นไม่
กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นไม่เป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะไม่เกิดความลึกซึ้งและนัย ดังกล่าวมาฉะนี้ ประการ ๑


เป็นสัททเภท

ข้อว่า เพราะเป็นสัททเภท (ศัพท์แตก) “ความว่า ก็แล ปฏิจจศัพท์นี้ เพราะกัตตาเสมอกัน (คือหากมีกัตตาเดียวกันกับอุปปาท) ประกอบไว้ในบุพกาล (คือใช้เป็นบุพกาลกิริยา) จึงทำความสำเร็จแห่งอรรถได้ (คือได้ความเป็นภาษา) เช่นกับพากย์นี้ว่า “จกฺขุญจ ปฏิจฺจรูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ จักขุวิญญาณย่อมอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น” แต่ใน



(หน้าที่ 132)



คำของเกจิอาจารย์นี้ ปฏิจจศัพท์นั้นประกอบเข้ากับอุปปาทศัพท์อันเป็นภาวสาธนะ (คือ แปลว่าความเกิดขึ้น) จึงถึงซึ่งความเป็นสัททเภท เพราะไม่มีกัตตาเสมอกัน และไม่ยังอรรถอะไร ๆ ให้สำเร็จด้วย เพราะฉะนั้น กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นจึงไม่เป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นสัททเภทประการ ๑ ฉะนี้
ในข้อนั้น พึงมีคำแย้ง “พวกข้าพเจ้าจักประกอบเข้ากับ โหติ ศัพท์ว่า “ปฏิจจสมุปฺปาโท โหติ” ดังนี้ก็ได้ คำแก้พึงมีว่า “คำนั้นก็ไม่ชอบ เพราะอะไร ? เพราะไม่มีความที่ควรประกอบประการ ๑ (เพราะโทษคือต้องกลายเป็นความว่า) ความเกิดขึ้นแห่งความเกิดขึ้นไปประการ ๑ ด้วยว่าในบททั้งหลายเหล่านี้ คือ “ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ กตโม จ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท” (ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาทแก่ท่านทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท) โหติ ศัพท์ก็ไม่ถึงซึ่งความควรประกอบเข้ากับบท (ไหน) แม้แต่บทเดียว ทั้งไม่เป็นความเกิดขึ้นด้วย (เพราะไม่ประกอบด้วยลักษณะแห่งความเกิด) ถ้าหากเป็น ก็จะต้อง (กลายเป็น) ความเกิดขึ้นแห่งความเกิดขึ้นไปอีกประการ ๑
แม้อาจารย์เหล่าใดสำคัญเอาว่า “ภาวะแห่งอิทัปปัจจยธรรมทั้งหลาย ชื่อ อิทัปปัจจยตาและอันภาวะ (นั้น) ก็ได้แก่อาการที่เป็นเหตุแห่งปัจจยธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นอาทิ ในเพราะความปรากฎขึ้นแห่งสังขาร (สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น) เป็นต้น และชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท (นั้นเล่าก็มีขึ้น) ในเพราะความมีแปลกๆ แห่งสังขารนั้นแหละ” ดังนี้ ความสำคัญเอาแห่งอาจารย์เหล่านั้นก็ไม่ชอบ เพราะอะไร เพราะกล่าวเหตุของปัจจยธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ที่จริงปัจจยธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นตัวเหตุโดยนัยพระสูตรว่า “เพราะเหตุนั้นนั่นแล อานนท์ สิ่งนั้นแลเป็นเหตุ สิ่งนั้นเป็นนิทาน สิ่งนั้นเป็นสมุทัย สิ่งนั้นเป็นปัจจัยแห่งชรามรณะ สิ่งนี้คืออะไร คือชาติ ฯลฯ สิ่งนั้นเป็นเหตุ แห่งสังขารทั้งหลาย สิ่งนี้คืออะไร คืออวิชชา ดังนี้ หาใช่ความมีแปลก ๆ แห่งสังขารเป็นต้นนั้น (เป็นปฏิจจสมุปบาท) ไม่ เพราะเหตุนั้น พึงทราบเถิดว่าปัจจยธรรมทั้งหลาย (นั้นแหละ) ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท คำนั้นที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ดังนี้ คำนั้นพึงทราบว่าเป็นคำกล่าวชอบแล้ว



(หน้าที่ 133)


ส่วนความเข้าใจไปอันใดเกิดขึ้นในบทปฏิจจสมุปบาทนั้นว่า ความเกิดขึ้นนี่เองเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (ไม่ใช่เหตุ) ด้วยฉายาแห่งพยัญชนะว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้ ความเข้าใจ ไปอันนั้นอาจารย์ทั้งหลายพึงถือเอาอรรถแห่งบทนี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้น แล้วระงับเสียเถิดด้วยว่า
ในกลุ่ม (ปัจจุบัน) ธรรมอันเป็นไปเพราะกลุ่ม
ปัจจยธรรมนั้น คำ (ปฏิจจสมุปบาท) นี้ (ท่านประสงค์) โดย
ส่วน ๒ (คือทั้งส่วนผลและส่วนเหตุ) เหตุใด เพราะเหตุนั้น
(แม้) ปัจจัยแห่งกลุ่มธรรมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัส
เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท โดยอุปจาร (คือโวหาร) แห่งผล


จริงอยู่ กลุ่มธรรม (ปัจจัยที่เป็นผล) อันเป็นไป (คือเกิดขึ้น) เพราะกลุ่มปัจจัยอันนี้ใด ในกลุ่มธรรมนั้น บัณฑิตทั้งหลายประสงค์เอาคำว่าปฏิจสมุปบาทนี้เป็น ๒ ส่วน ขยายความว่า


ปฏิจจสมุปบาทส่วนผล

กลุ่มธรรมนั้น อันบัณฑิตอาศัย (ดำเนินญาณ) อยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุข (ที่เป็นโลกุตตระ) เหตุใด เพราะเหตุนั้น กลุ่มธรรมนั้นจึงชื่อปฏิจจะ เพราะเป็นที่บัณฑิตควรอาศัย และกลุ่มธรรมนั้นชื่อสมุปบาทด้วย เหตุว่าเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยกันและ (เกิดขึ้น) โดยชอบ เพราะมิได้เกิดขึ้นทีละอย่าง ทั้งมิได้เกิดขึ้น โดยหาเหตุมิได้ด้วย เหตุฉะนั้น กลุ่มนั้นจึงชื่อปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นที่บัณฑิตควรอาศัยด้วย เกิดขึ้นด้วยกันและโดยชอบด้วยโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ อีกนัยหนึ่ง กลุ่มธรรม (ที่เป็นผล) ชื่อสมุปบาทเพราะเกิดขึ้นด้วยกัน อนึ่งกลุ่มธรรมนั้นอาศัย คือไม่ปฏิเสธความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยเกิดขึ้น เหตุฉะนี้ กลุ่มธรรมนั้นจึงชื่อว่า ปฏิจสมุปบาท เพราะกลุ่มธรรมนั้นอาศัย (ปัจจัย) ด้วยเกิดขึ้นด้วยกันด้วย ดังกล่าวมาฉะนี้ อีกนัยหนึ่ง


ปฏิจจสมุปบาทส่วนเหตุ

ส่วนว่ากลุ่มเหตุนี้เล่า ก็เป็นปัจจัยของกลุ่มธรรมนั้น เหตุนี้ กลุ่มเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าตัปปัจจยะ เพราะความที่กลุ่มเหตุเป็นตัปปัจจยะ (นั่นแล) แม้กลุ่มเหตุนี้ บัณฑิตก็พึงทราบ



(หน้าที่ 134)


เถิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันโดยโวหารแห่งผล ดังเช่นในทางโลก ก้อนน้ำอ้อยอันเป็นปัจจัยแห่งเสมหะ เขาเรียกกันเสียว่า ก้อนเสมหะ และเหมือนอย่างในทางศาสนา ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งความสุข ท่านก็กล่าวเสียว่า ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งความสุข ฉะนั้น อีกนัยหนึ่ง
กลุ่มเหตุนี้เรียกว่าปฏิจจะ เพราะอรรถว่า ถึง
เฉพาะหน้ากัน และกลุ่มเหตุนั้นเรียกว่าสมุปบาทด้วย
เพราะอรรถว่ายังธรรมทั้งหลายที่ไปด้วยกันให้เกิด


จริงอยู่กลุ่มเหตุของความปรากฏ (เกิดขึ้น) แห่งธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นอาทิ ที่ทรงแสดงไว้โดยหัวข้อเหตุเป็นข้อ ๆ มีอวิชชาเป็นต้นนั้นใด กลุ่มเหตุนั้นเรียกว่า “ปฏิจจะ” เพราะทำอรรถวิเคราะห์ว่า บรรดาปัจจยธรรมที่เป็นองค์แห่งความรวมกลุ่ม ต่างถึงเฉพาะหน้ากันและกัน คือไปพบหน้ากันและกัน (หมด) โดยอรรถว่า (ร่วมกัน) ยังผลทั่วไปให้สำเร็จ และโดยอรรถว่าไม่มี (ผลอะไร) ขาดตกบกพร่องไป (และ) กลุ่มเหตุนี้นั้นยังธรรมทั้งหลายที่ไปด้วยกัน คือธรรมที่มีความเป็นไปไม่แยกกันและกันนั่นแลให้เกิดขึ้น เพราะฉะนี้ กลุ่มเหตุนั้น จึงเรียกว่า “สมุปบาท” ด้วย (ดังนี้) กลุ่มเหตุจึงได้ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาทเพราะกลุ่มเหตุนั้นถึงเฉพาะหน้ากันด้วย ยังธรรมที่ไปด้วยกันให้เกิดด้วย ดังกล่าวมาฉะนี้อีกนัยหนึ่ง


นัยอื่นอีกยังมี กลุ่มปัจจัยนี้อาศัยกันและกัน (เป็น
เหตุร่วม) ยังธรรมทั้งหลาย (ที่เป็นผลของตน) ให้เกิด
ขึ้นเสมอกันและด้วยกัน เหตุใด แม้เพราะเหตุนั้นกลุ่ม
ปัจจัยนี้ พระมุนีเจ้าจึงตรัสไว้ในบทปฏิจจสมุปบาทนี้
ด้วยเหมือนกัน


จริงอยู่ ในปัจจัยทั้งหลายที่ทรงแสดงไว้ด้วยหัวข้อมีอวิชชาเป็นต้น ปัจจัยเหล่าใดยังธรรมมีสังขารเป็นต้นให้เกิดขึ้น ปัจจัยเหล่านั้นหาใช่ไม่อาศัยกันและกัน (เป็นเหตุร่วม) เมื่อขาดกันและกันไปเสียจะสามารถยังธรรมมีสังขารเป็นต้นนั้นให้เกิดขึ้นได้เลยไม่ เพราะฉะนั้นกลุ่มปัจจัยนี้พระมุนีเจ้าผู้ฉลาดในโวหารตามทำนองความว่า “กลุ่มปัจจัยนี้อาศัย (กันและกัน



(หน้าที่ 135)



เป็นเหตุร่วม) ยังธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเสมอกันและด้วยกัน คือมิใช่ (ให้เกิดขึ้น) เป็นส่วน ๆ ทั้งมิใช่ (ให้เกิดขึ้น) โดยเป็นก่อนและหลัง” ดังนี้ จึงตรัสไว้ในบทปฏิจจสมุปบาทนี้ด้วยเหมือนกัน หมายความว่าตรัสว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทด้วยนั่นเอง



ปฏิจจสมุปบาทเป็นมัชฌิมาปฏิปทา


ก็แล พระมุนีเจ้านั้น เมื่อตรัสอย่างนี้ ก็เป็นอัน
ทรงแสดง ความไม่เป็นสัสสตวาทะเป็นต้นด้วยบทหน้า
และทรงแสดงความแย้งต่ออุจเฉทวาทะเป็นอาทิด้วยบท
หลัง ทรงแสดงความถูกต้องด้วยบททั้งสอง


อรรถาธิบายแห่งคำประพันธ์นี้ว่า คำว่า “ด้วยบทหน้า” เป็นต้น ความว่า ความเป็น สัสสตวาทะ เป็นต้น ซึ่งแยกออกเป็นสัสสตวาทะ (กล่าวว่าอัตตาและโลกเที่ยงไม่สูญ ตายแล้วเกิด) อเหตุกวาทะ (กล่าวว่าเหตุปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง และความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลายไม่มี แล้วแต่โชคเคราะห์) วิสมเหตุวาทะ (กล่าว่าโลกเป็นไปด้วยอำนาจเหตุไม่เสมอกัน คือด้วยอำนาจประกฤต อณู และกาลเป็นต้น) วสวัตติวาทะ (กล่าวว่ามีพระอิศวร อาตมัน หรือพระปชาบดี คือพรหมเป็นผู้ครอบงำสัตว์ไว้ในอำนาจคือเป็นผู้บันดาล) เป็นต้น อันทรงแสดงด้วยบทปฏิจจะ ซึ่งส่องความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย เพราะปวัตติธรรม (ธรรมฝ่ายปวัตติ – หมุนไป) มีความเป็นไปเนื่องอยู่ในความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย จริงอยู่ ประโยชน์อะไรด้วยความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยเล่า สำหรับสิ่งที่เป็นสัสสตะเป็นต้น หรือสำหรับสิ่งที่เป็นไปด้วยอำนาจอเหตุเป็นต้น


คำว่า “และด้วยบทหลัง” เป็นต้นความว่า อุจเฉทวาทะ (กล่าวว่าตายแล้วสูญ) นัตถิกวาทะ (กล่าวว่าอะไร ๆ ไม่มี ผลของบุญบาปก็ไม่มี) อกิริยวาทะ (กล่าวว่าไม่เป็นอันทำคือทำอะไรไม่เป็นกรรม) ชื่อว่าถูกปัดออกไป เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย ก็เพราะความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย เหตุนั้นจึงอันเป็นทรงแสดงความแย้งต่ออุจเฉจวาทเป็นต้นด้วยบท สมุปบาท ซึ่งส่องความเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย จริงอยู่ในเมื่อธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นแล้ว ๆ เล่า ๆ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยก่อน ๆ อยู่ อุจเฉทวาทะ นัตถิกวาทะและอกิริยะวาทะจักมีแต่ไหนเล่า


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]