วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๓๖ - ๑๔๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 136)


คำว่า “ด้วยบททั้งสอง” เป็นต้น ความว่า ความถูกต้องนี้คือ มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) ความละเสียซึ่งวาทะว่า “ผู้นั้นทำ ผู้นั้นได้รับผล (คือใครทำใครได้เรื่อยไปไม่มีจบสิ้น)” ความละเสียซึ่งวาทะว่า “คนอื่นทำ คนอื่นได้รับผล (คือคนหนึ่งทำ คนหนึ่งได้)” ความไม่ยึดมั่นในภาษาของท้องถิ่น ความไม่ล่วงเลยเสียซึ่งสมัญญา (คือชื่อคนและสัตว์สิ่งของที่ชาวโลกเรียกรู้กัน) เป็นอันทรงแสดงด้วยคำว่าปฏิจจสมุปบาทหมดทั้งคำ เพราะธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ตัด (คือไม่เว้น ?) ความสืบเนื่องกับความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยนั้น ๆ นี่เป็นความหมายของคำเพียงแต่ว่า “ปฏิจจสมุปบาท” เท่านั้น
ส่วนว่า แบบที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ได้ทรงวางไว้โดย นัยว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชาเป็นต้นนี้ใด บัณฑิตเมื่อจะทำสังวรรณนาความแห่งแบบที่ทรงวางไว้นั้น ลงสู่วิภัชชวาทีแล้วไม่กล่าวตู่อาจารย์ทั้งหลาย ไม่ดิ่งลงสู่สกสมัย (คือไม่ยึดแต่ความรู้ฝ่ายตน) ไม่ขึ้นคร่อมปรสมัย (คือไม่ข่มขี่ความรู้ฝ่ายอื่น) ไม่ค้านพระสูตรอนุโลมพระวินัย มองดูมหาปเทสไว้ ชี้ข้อธรรม (คือพระบาลี) ได้ (ถูกต้อง) ถือเอาอรรถ (คือความอธิบายแห่งบาลีนั้น) ได้ (ไม่ผิด) และยักเยื้องอรรถนั้นนั่นแหละ อธิบายไปโดยบรรยายอื่นอีกก็ได้ (ดังนี้) จึงควรทำอรรถสังวรรณนาได้ อนึ่งเล่า โดยปกติ อรรถสังวรรณนาแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ทำยากอยู่แล้ว ดังโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า:-


ธรรม ๔ ประการ คือสัตตยะ สัตวะ ปฏิสนธิและ
ปัจจยาการ นี่แหละ เป็นธรรมที่เห็นได้ยาก ทั้งยากที่จะ
แสดงด้วย


ดังนี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น การสังวรรณนาแห่งปฏิจจสมุปบาท อันใคร ๆ เว้นเสียแต่ท่านผู้สำเร็จอาคม (คือพระปริยัติ) และอธิคม (คือมรรคผล) จะทำได้มิใช่ง่าย เหตุดังนี้ ข้าพเจ้าชั่งใจดูแล้ว


บัดนี้ ใคร่จะกล่าวพรรณนาปัจจยาการ (ทั้ง ๆที่)
ยังไม่ได้ (นัยอันเป็น) ที่ตั้ง (ที่อาศัย ด้วยกำลังปัญญาตน)
ดังก้าวลงสู่สาครยังไม่ได้เหยียบยัน ฉะนั้น ก็แต่ว่า



(หน้าที่ 137)



คำสอนข้อนี้เป็นคำสอนที่ประดับประดาไปด้วยนัย
เทศนาเป็นนานา (วิธี) ทั้งแนวทาง (พรรณนาคืออรรถ
กถา) ของท่านบุรพาจารย์เล่าก็ยังไม่ขาดสาย เป็นไปอยู่
(จนทุกวันนี้) เหตุใด เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจักอาศัย
นัยทั้งสองนั้นลงมือพรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น
(ดู) ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำพรรณนานั้นเถิด
ด้วยพระบุรพาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งหาก
สนใจฟังข้าพเจ้า จะพึงได้รับคุณ (คือความรู้) วิเศษ
อันมีอยู่แต่ต้นไปจนปลาย ครั้นได้รับคุณ (คือความรู้)
วิเศษอันมีอยู่แต่ต้นไปจนปลายแล้ว ก็จะพึงลุถึงฐานะ
ที่มัจจุราชมองไม่เห็น” ดังนี้ ก็แลในคำบาลีปฏิจจ
สมุปบาทมีคำว่า “อวิชชาปจจยา สงขารา” เป็นต้น
บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนาโดยอรรถ
โดยลักษณะ (เป็นต้น) โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียว
เป็นต้น และโดยกำหนดองค์ทั้งหลายแต่ต้นไปทีเดียว
ดังนี้ก่อน


วินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนา

ในบทเหล่านั้น บทว่า “โดยประเภทแห่งเทศนา” มีวินิจฉัยว่า ก็การแสดงปฏิจจสมุปบาทแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้ามี ๔ อย่างคือทรงแสดงตั้งแต่ต้นไปถึงปลายบ้าง ตั้งแต่กลางไปจนถึงปลายบ้าง นัยเดียวกันนั้น ทรงแสดงแต่ปลายมาถึงต้นบ้าง แต่กลางมาถึงต้นบ้าง ดุจการ (ชัก) เอาเถาวัลย์แห่งคนหาเถาวัลย์ ๔ คนฉะนั้น


แสดงแต่ต้นถึงปลาย

เหมือนอย่างว่า ในคนหาเถาวัลย์ ๔ คน คนหนึ่งพบโคนเถาวัลย์เข้าก่อน เขาก็ตัดมันที่โคน แล้วชักเอามาจนหมด นำไปใช้งานฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ทรงแสดง



(หน้าที่ 138)



ปฏิจจสมุปบาท ตั้งแต่ต้นไปจนปลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย มีเพราะปัจจัยคืออวิชชา ฯลน ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ” ดังนี้ก็มี


แสดงแต่กลางถึงปลาย

อนึ่ง ในคนพวกนั้น คนหนึ่งพบตอนกลางเถาวัลย์เข้าก่อน ก็ตัดมันตรงกลาง ชักเอาส่วนบนเท่านั้นนำไปใช้งานฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) ตั้งแต่กลางไปถึงปลายว่า “เมื่อกุมารนั้นตั้งหน้ายินดีเวทนานั้นอยู่ พร่ำชมเชยเวทนานั้นอยู่ ยึดเวทนานั้นติดอยู่ นันทิ (ความเพลิดเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น นันทิในเวทนาทั้งหลายอันใด อันนั้นเป็นอุปาทาน ภพย่อมมีแก่เขา เพราะปัจจัยคืออุปาทาน ชาติย่อมมีเพราะปัจจัยคือภพ” ดังนี้ เป็นต้นก็มี


แสดงแต่ปลายถึงต้น

อนึ่ง ในคนพวกนั้น คนหนึ่งพบปลายเถาวัลย์เข้าก่อน เขาก็จับมันเข้าที่ปลายแล้วชักเอาหมด จนถึงโคน โดยสาวไปแต่ปลายนั่นแหละนำไปใช้งานฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่ปลายไปจนถึงต้นว่า “ก็แลคำที่เรากล่าวว่า ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ ดังนี้นี่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติหรือหนอ หรือว่ามิใช่ หรือว่าความสำคัญของท่านทั้งหลายในข้อนี้มีอย่างไร” (ภิกษุทั้งหลายกลาบทูลว่า) “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชรามรณะย่อมมีเพราะปัจจัยคือชาติ ความสำคัญของข้าพระองค์ทั้งหลายในข้อนี้มีอย่างนี้ว่า ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ” (ตรัสต่อไปว่า) “คำที่เรากล่าวว่า ชาติมีเพราะปัจจัยคือภพ ฯลฯ สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา ดังนี้นี่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชาหรือหนอ หรือว่ามิใช่ หรือว่าความสำคัญของท่านทั้งหลายในข้อนี้มีอย่างไร” ดังนี้เป็นต้นก็มี


แสดงแต่กลางถึงต้น

อนึ่ง ในคนพวกนั้น คนหนึ่งพบตอนกลางเถาวัลย์เข้าก่อน เขาก็ตัดมันตรงกลางแล้ว สาวลงไปส่วนล่างจนถึงโคน นำไปใช้งานฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ฉันนั้น ทรงแสดง



(หน้าที่ 139)



(ปฏิจจสมุปบาท) เริ่มแต่กลางไปถึงต้นว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลอาหาร ๔ นี้มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ? อาหาร ๔ นี้มีตัณหาเป็นต้นเหตุ มีตัณหาเป็นสมุทัย มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด ตัณหามีอะไรเป็นต้นเหตุ เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร มีอะไรเป็นต้นเหตุ สังขารมีอวิชชาเป็นต้นเหตุ ฯลฯ มีอวิชชาเป็นแดนเกิด” ดังนี้ก็มี


เหตุที่ทรงแสดงเช่นนี้

ถามว่า ก็เพาะเหตุไฉนจึงทรงแสดงอย่างนี้ ? แก้ว่า เพราะปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรม (สมันตภัทร) มีความงามรอบตัว และเพราะพระองค์เองก็ทรงถึงซึ่ง (เทสนาวิลาส) ความงามใน (กระบวน) เทศนาด้วย จริงอยู่ ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมมีความงามรอบตัว จึงเป็นไปเพื่อแทงตลอดซึ่งธรรมที่ถูกต้อง เพราะ (กระบวน) เทศนานั้น ๆ โดยแท้ พระผู้มีพระภาคเล่าก็ทรงถึงซึ่งความงามใน (กระบวน) เทศนา เพราะทรงประกอบด้วยพระเวสารัชชญาณ ๔ และพระปฏิสัมปิทาญาณ ๔ และเพราะทรงถึงซึ่งพระคัมภีรภาพ ๔ ประการด้วย เพราะทรงถึงซึ่งความงามใน (กระบวน) เทศนา พระองค์จึงทรงแสดงธรรมได้โดยนัยต่าง ๆ แท้
แต่ (เมื่อว่า) โดยความแปลกกัน (แห่งเทศนาทั้ง ๔) อนุโลมเทศนา (การแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลม) ตั้งแต่ต้นไปอันใด อนุโลมเทศนานั้นบัณฑิตพึงทราบว่าเป็นไปแก่พระองค์ผู้ทรงพิจารณาเห็นเวไนยชนซึ่งยังเขลาอยู่ในการจำแนกเหตุแห่งปวัตติ (ความหมุนไป) ตามเหตุทั้งหลายที่เป็นของตน และเพื่อทรงชี้แจงลำดับแห่งความเกิดขึ้นด้วย
ปฏิโลมเทศนา (การแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลม) ตั้งแต่ปลายเข้ามาอันใด ปฏิโลมเทศนานั้นพึงทราบว่าเป็นไปแก่พระองค์ผู้ทรงเล็งเห็นสัตว์โลกที่ต้องทุกข์ยาก โดยนัย (พระพุทธรำพึง) ว่า “สัตว์โลกนี้ต้องทุกข์ยากหนอ เกิดอยู่ด้วย แก่อยู่ด้วย ตายอยู่ด้วย” ดังนี้เป็นต้น เพื่อทรงชี้แจงเหตุของทุกข์นั้น ๆ มีชรามรณะเป็นต้น ซึ่งพระองค์ได้ทรง (ค้น) พบตามแนวความตรัสรู้ในตอนแรก (คือแรกตรัสรู้)
เทศนาที่เป็นไปตั้งแต่กลางถึงต้นอันใด เทศนานั้นพึงทราบว่าเป็นไปเพื่อทรงชี้แจงซึ่งลำดับแห่งเหตุและผล ตั้งต้นแต่ข้ามอดีตอัทธาเสีย ไปจนถึงอดีตอัทธาอีกตามแนวกำหนดเหตุแห่งอาหาร



(หน้าที่ 140)



ส่วนเทศนาที่เป็นไปเริ่มแต่กลางถึงปลายอันใด เทศนานั้นพึงทราบว่า เป็นไปเพื่อทรงชี้แจงซึ่งธรรมอันจักมีในอนาคตอัทธา (กลางอนาคต) เริ่มแต่ความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันเป็นเหตุแห่ง (ผลอันจักมีใน) อนาคตอัทธาในกาลปัจจุบัน (นี้เอง)
ในเทศนา (๔) นั้น อนุโลมเทศนาเริ่มแต่ต้นไป เพื่อทรงชี้แจงปวัตติ (ความหมุนไป) ตามเหตุทั้งหลายที่เป็นของตน และเพื่อทรงชี้แจงลำดับแห่งความเกิดขึ้นแก่เวไนยชนผู้ยังเขลาใน (การจำแนก) เหตุแห่งปวัตติ (ความหมุนไป) อันใด อนุโลมเทศนานั้นบัณฑิตพึงทราบว่า เป็นแบบที่ทรงวางไว้ในที่นี้


อวิชชาก็มีเหตุ

ถามว่า ก็เพราะเหตุไฉน ในปัจจยาการนี้ อวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้เป็นข้อต้น แม้อวิชชาก็เป็นสิ่งไม่มีเหตุ (แต่) เป็นตัวมูลเหตุของโลก ดังปกติ (ประกฤติ) ของพวกปกติวาทีด้วยหรือ ? แก้ว่า อวิชชาเป็นสิ่งไม่มีเหตุหามิได้ เพราะว่าเหตุของอวิชชาก็ได้ตรัสไว้ (ในพระบาลี) ว่า “อาสวสมุทยา อวิชฺชาสมุทโย ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชามีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ” ดังนี้ แต่ปริยาย (คือเหตุโดยอ้อม) ซึ่งเป็นมูลเหตุ (ใหกล่าวได้ว่าอวิชชาเป็นตัวมูลเหตุก็มีอยู่) ถามว่า ก็ปริยายนั้นคืออะไร ? แก้ว่า คือความที่อวิชชาเป็นสีสะ (เป็นยอดเหตุ) ในวัฏฏกถา (คือพระธรรมเทศนาด้วยว่าวัฏฏะ) จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสวัฏฏกถาย่อมตรัสโดยทรงยกธรรม ๒ ประการเป็นสีสะ คืออวิชชาบ้าง ดังที่ตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ หากใคร ๆ กล่าวว่า ก่อนนี้ อวิชชาไม่มี ดังที่ตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ หากใคร ๆกล่าวว่า ก่อนนี้ อวิชชาไม่มี มาภายหลังมันจึงเกิด ดังนี้ไซร้ แต่ที่แท้อวิชชามีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัยก็ปรากฏอยู่” ฉะนี้ ภวตัณหาบ้าง ดังที่ตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งภวตัณหาไม่ปรากฏ หากใคร ๆ กล่าวว่า ก่อนนี้ภวตัณหาไม่มี มาภายหลังมันจึงเกิดดังนี้ไซร้ แต่ที่แท้ภวตัณหามีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัยก็ปรากฏอยู่” ฉะนี้
ถามว่า ก็เพราะเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสวัฏฏกถา จึงตรัสโดยยกธรรม ๒ประการนี้เป็นสีสะ ? แก้ว่า เพราะธรรม ๒ ประการนี้ เป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นสุคติคามีและทุคติคามี จริงอยู่ อวิชชาเป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นทุคติคามี เพระอะไร เพราะ


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]