วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๔๑ - ๑๔๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 141)


ปุถุชนผู้ถูกอวิชชาครอบงำแล้ว ย่อมริทำกรรมที่เป็นทุคติคามีเป็นอเนกประการ มีปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งทั้งไม่มี (อะไร) ที่น่าพอใจ เพราะเร่าร้อนด้วยกิเลส ทั้งนำมาซึ่งอนัตถะแก่ตนเอง เพราะทำให้ตกไปสู่ทุคติเหมือนโคที่เขาจะฆ่า ซึ่งถูกความเหนื่อยหอบเพราะลนด้วยไฟและถูกทุบด้วยไม้ค้อนครอบงำ ย่อมรนดื่มน้ำร้อน (ที่เขาตั้งให้) ซึ่งทั้งไม่อร่อยทั้งนำมาซึ่งความพินาศแก่ตน (ทั้งนี้ก็) เพราะกระสับกระส่ายอยู่ด้วยความเหนื่อยหอบนั้น ฉะนั้น
ส่วนภวตัณหาเป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นสุคติคามีเพราะอะไร เพราะปุถุชนที่ภวตัณหาครอบงำแล้ว ย่อมพยายามทำกรรมอันเป็นสุคติคามีเป็นอเนกประการ มีเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งเป็นกรรมมีคุณน่าชื่นใจ เพราะปราศจากความเร่าร้อนด้วยกิเลส และเป็นกรรมที่บรรเทาเสียซึ่งความทุรนทุรายด้วยทุกข์ในทุคติของตน เพราะยังทำให้ถึงสุคติ ดุจโคมีอาการดังกล่าวแล้วนั้น (ไม่ยอมดื่มน้ำร้อน) พยายาม (หา) ดื่มน้ำเย็นซึ่งมีรสอร่อยและบรรเทาความเหนื่อยหอบของตนได้ด้วย (ทั้งนี้ก็) เพราะความกระหายในน้ำเย็น ฉะนั้น


แต่ในธรรม (ทั้งสอง) ทีเป็นสีสะในวัฏฏกถานั้น ในบางสูตรพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนา ยกธรรมข้อเดียวเป็นมูล นี่เช่นอย่างไร เช่นว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นสาเหตุ วิญาณมีสังขารเป็นสาเหตุ” ดังนี้เป็นต้น นัยเดียวกันเช่นว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหาย่อมงอกงามแก่บุคคลที่เห็นแก่ส่วนที่น่าพอใจในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน อุปาทานมีขึ้นเพราะปัจจัยคือตัณหา” ดังนี้เป็นอาทิ ในบางสูตรก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนายกธรรมทั้งสองข้อเป็นมูลก็มี นี่เช่นอย่างไรเช่นว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายอันนี้ของคนเขลาผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ประกอบไปด้วยตัณหาเป็นไปแล้ว (คือเกิดขึ้น) ด้วยเหตุฉะนี้ กายดังกล่าวนี้ด้วย นามรูปกายนอกด้วย ทั้งสองนั่นเป็นทวยะ (คือเป็นคู่กันอย่างนี้ เพราะอาศัยทวยธรรม คืออายตนะ ๖ นั้นแล ผัสสะก็เกิดขึ้น คนเขลาถูกธรรมมีผัสสะเป็นต้นเล่า กระทบเอาแล้ว ย่อมเสวยสุขและทุกข์” ดังนี้เป็นอาทิ
ในเทศนาเหล่านั้น เทศนาว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา” เป็นต้นนี้ เฉพาะในที่นี้พึงทราบว่าเป็นเทศนาที่เป็นธรรมข้อเดียวเป็นมูล โดย (ยก) อวิชชา (เป็นสีสะ)
วินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนาในบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก



(หน้าที่ 142)



วินิจฉัยโดยอรรถ

คำว่า “โดยอรรถ” คือ โดยความ (แปล) แห่งบททั้งหลาย มีบทว่า อวิชชา เป็นต้น อรรถนี้อย่างไรบ้าง



อรรถแห่งบทอวิชชาปัจจยา


อวิชชา

๑. อกุศลธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่า อวินทิยะ แปลว่า ไม่ควรได้ เพราะอรรถว่าไม่ควรบำเพ็ญ ธรรมชาติใดย่อมได้อวินทิยะนั้น เหตุนั้นธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ได้สิ่งที่ไม่ควรได้)
๒. กุศลธรรมมีกายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า วินทิยะ (แปลว่าควรได้) เพราะอรรถตรงกันข้าม (คือควรบำเพ็ญ) ธรรมชาติใดย่อมไม่ได้ ซึ่งวินทิยะนั้น เหตุนั้นธรรมชาติจึงชื่อว่า อวิชชา (ไม่ได้สิ่งที่ควรได้)
๓. ธรรมชาติใดทำอรรถคือความเป็นกองแห่งขันธ์ทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นเครื่องต่อแห่งอายตนะทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความว่างเปล่าแห่งธาตุทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความจริงแท้แห่งสัจจะทั้งหลายมิให้ปรากฏ เหตุนี้ ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อวิชชา (ทำอรรถแห่งขันธ์เป็นต้นมิให้ปรากฏ)
๔. ธรรมชาติใดทำอรรถ ๔ อย่าง (ในอริยสัจ ๔) ที่กล่าวโดยอรรถ คือบีบคั้นเป็นต้นแห่งสัจจะมีทุกขสัจเป็นอาทิมิให้ปรากฏ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ทำอรรถแห่งอริยสัจมิให้ปรากฏ)
๕. ธรรมชาติใดยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด คติ ภพ วิญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง ในสงสารอันปราศจากที่สิ้นสุด เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ยังสัตว์ให้แล่นไปในสงสารอันปราศจากที่สิ้นสุด)



(หน้าที่ 143)



๖. ธรรมชาติใดย่อมแล่นไปในบัญญัติธรรมทั้งหลายมีหญิงและชายเป็นต้น อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ไม่แล่นไปในบัญญัติธรรมมีขันธ์เป็นอาทิ แม้มีอยู่โดยปรมัตถ์ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (แล่นไปในอวิชชมานบัญญัติ หรือไม่แล่นไปในอวิชชมานบัญญัติ)
๗. อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นชื่อว่า อวิชชา เพราะปกปิดเสียซึ่งวัตถุและอารมณ์แห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น และซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นปฏิจจสมุปบาท (คือปัจจัย) และที่เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (คือผล) (ดังนี้) ก็ได้ (โดยสภาวะ)


ปัจจัย

ผลอาศัยธรรมใดไป ธรรมนั้นชื่อว่า ปัจจัย (แปลว่า ธรรมเป็นที่อาศัยไปแห่งผล) ศัพท์ว่า “ปฏิจจะ อาศัย” หมายความว่าไม่เว้น ไม่ปฏิเสธ ศัพท์ว่า “เอติ – ไป” หมายความว่าเกิดขึ้นและเป็นไป อีกอย่างหนึ่ง อรรถว่าอุปการกะ – ผู้อุดหนุน เป็นอรรถแห่ง ปัจจย ศัพท์
อวิชชาด้วย อวิชชานั้นเป็นปัจจัยด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า อวิชชาปัจจยา (แปลว่า อวิชชา เป็นปัจจัย) บทว่า อวิชฺชาปจฺจยา แปลว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น


สังขาร

ธรรมทั้งหลายใดมุ่งแต่ปรุงแต่ง (สิ่งต่างๆ) ให้เป็น (อย่าง) สังขตะขึ้น เหตุนั้น ธรรมทั้งหลายนั้นจึงชื่อว่า สังขาร (แปลว่า ธรรมผู้ปรุงแต่ง) แต่ว่าสังขารมี ๒ อย่างคือ สังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัย ๑ สังขารที่มาโดยสังขารศัพท์ ๑
ในสังขาร ๒ อย่างนั้น สังขารเหล่านี้คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร เป็น ๓ (กับ) กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร (อีก) ๓ (รวม) เป็น ๖ จัดเป็นอวิชชาปัจจยสังขาร อวิชชาปัจจยสังขารทั้งหมดนั้น ก็ได้แก่กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาฝ่ายโลกิยะนั่นเอง ส่วนสังขาร ๔ นี้ คือ สังขตสังขาร (สังขารคือสิ่งที่ปัจจัยของตน ๆ แต่งขึ้น) อภิสังขตสังขาร (สังขารคือสิ่งที่กรรมแต่งขึ้น) อภิสังขรณกสังขาร (สังขารคือตัวกรรม



(หน้าที่ 144)



ผู้เป็นเจ้าหน้าที่แต่ง) ปโยคาภิสังขาร (สังขารคือความเพียรพยายาม) จัดเป็นสังขารที่มาโดยสังขารศัพท์ ในสังขาร ๔ นั้น ธรรมที่มีปัจจัยทั้งปวงที่กล่าวไว้ในพระบาลีทั้งหลาย มีคำว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” เป็นต้น ชื่อว่า สังขตสังขาร อภิสังขตสังขารกล่าวไว้ในอรรถาทั้งหลายว่า “รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดแต่กรรม เป็นไปในไตรภูมิ ชื่อว่าอภิสังขตสังขาร” ดังนี้ แม้อภิสังขตสังขารนั้นก็ถึงความสงเคราะห์ลง (ในสังขตสังขารที่กล่าวใน) บาลีว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา” นี้เหมือนกัน แต่อาคตสถานแห่งอภิสังขตสังขารนั้นมิได้ปรากฏ (ในพระบาลี) โดยเฉพาะ ส่วนกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา อันเป็นไปในไตรภูมิ เรียกว่า อภิสังขรณกสังขาร อาคตสถานแห่งอภิสังขรณกสังขารนั้นปรากฏในพระบาลีทั้งหลายมีพระบาลีว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลนี้ตกอยู่ในอวิชชาย่อมสร้างสุงขารที่เป็นบุญบ้าง…” ดังนี้เป็นต้น ส่วนความเพียรทางกายและทางจิต เรียกว่า ปโยคาภิสังขาร ปโยคาภิสังขารนั้นมาในบาลีทั้งหลายว่า “ความดำเนินไปในอภิสังขาร (คือกำลังความเพียร) มีเพียงใด เขาก็ไปได้เพียงนั้นแล้วก็หยุดราวกะเกวียนเพลาหักฉะนั้น” ดังนี้เป็นต้น
อนึ่ง สังขารที่มาโดยสังขารศัพท์ ใช่มีแต่สังขาร ๔ นั่นเท่านั้นก็หามิได้ สังขารที่มาโดยสังขารศัพท์อื่น ๆ อีกก็มีเป็นอเนกโดยนัย (พระบาลี) ว่า “ดูกรอาวุโส วิสาขะ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อน แต่นั้นกายสังขารดับ ต่อนั้นจิตตสังขารจึงดับ” ดังนี้เป็นต้น ในสังขารทั้งหลายนั้น สังขารที่จะไม่พึงถึงความสงเคราะห์ในสังขตสังขารหามีไม่


อรรถแห่งศัพท์มีวิญญาณเป็นต้น

อธิบายในบาลีทั้งหลายมีคำว่า “สงฺขารปจฺจยา วิญญาณํ วิญญาณมีเพราะปัจจัยคือสังขาร” เป็นต้น ต่อนี้ไป พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วเถิด ส่วนในคำที่ยังมิได้อธิบาย พึงทราบดังต่อไปนี้
ธรรมชาติที่ชื่อว่า วิญญาณ เพราะรู้ (อารมณ์) ต่าง ๆ ชื่อว่า นาม เพราะน้อมไป (สู่อารมณ์) ชื่อว่า รูป เพราะ (รู้จัก) สลาย ชื่อว่า อายตนะ เพราะแผ่ไปในอายะ (คือขยายตัว) และเพราะนำให้อายตนะ (คือต่อออกไป) สภาพที่ชื่อว่า ผัสสะ เพราะถูกต้องกันเข้า (แห่งอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก) ธรรมชาติที่ชื่อว่าเวทนา เพราะรู้ (รสอารมณ์) ชื่อว่า ตัณหา



(หน้าที่ 145)



เพราะกระหาย (อารมณ์) ชื่อว่า อุปาทาน เพราะถือมั่น สภาพอันชื่อว่า ภพ เพราะเป็นขึ้น หรือเพราะทำให้เป็นขึ้น ความเกิดชื่อว่า ชาติ ความแก่ ชื่อว่า ชรา ธรรมชาติอันชื่อว่า มรณะ เพราะเป็นเหตุตาย (แห่งสัตว์) ความเศร้า ชื่อว่า โศก ความคร่ำครวญชื่อว่า ปริเทวะ ธรรมชาติที่ชื่อว่า ทุกขะ เพราะขุดอยู่สองตอน โดย (ขุดตอน) เกิดขึ้น และ (ตอน) ตั้งอยู่ก็ได้ ความเป็นผู้เสียใจชื่อว่า โทมนัส ความตรอมใจอย่างหนักชื่อว่า อุปายาส
คำว่า “สมฺภวนฺติ – มี” ได้แก่ เกิดขึ้น อนึ่ง บัณฑิตอย่าพึงทำโยชนา (ประกอบ) สมฺภวนฺติ ศัพท์ เข้ากับบททั้งหลายมีโสกะเป็นต้นไปแต่เพียงเท่านั้น ที่ถูกต้องทำโยชนา สมฺภวนฺติ ศัพท์เข้ากับบททั้งปวง เพราะว่า เมื่อกล่าวโดยประการนอกนี้ (คือเมื่อไม่ประกอบ สมฺภวนฺติ ศัพท์) ว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา” (เฉยๆ) ความก็จะไม่ปรากฏว่า สังขารทั้งหลายทำอะไร (คือไม่มีบทกิริยา) แต่ครั้นมีประกอบศัพท์ว่า สมฺภวนฺติ เข้า ย่อมเป็นอันทำความกำหนดได้ทั้งปัจจยธรรมทั้งปัจจุบันธรรมว่า “อวิชฺชา จ สา ปจฺจโย จาติ อวิชฺชาปจฺจโย ตสฺมา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สมฺภวนฺติ อวิชชาด้วย อวิชชานั้นเป็นปัจจัยด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่าอวิชชาปัจจย สังขารทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น” ดังนี้ ในบททั้งปวงก็นัยนี้
คำว่า “เอวํ” เป็นคำชี้นัยที่แสดงมาแล้ว ด้วยคำ เอวํ นั้น แสดงว่า ปัจจุบันธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะปัจจยธรรมมีอวิชชาเป็นต้นนั่นเองเป็นเหตุ หาใช่เกิดขึ้นเพราะพระอิศวร บันดาลเป็นต้นไม่ คำว่า “เอตสฺส –นั่น” คือตามที่กล่าวมา คำว่า “เกวลสฺส” แปลว่าไม่ (มีสุข) เจือปน หรือว่าทั้งมวล คำว่า “ทุกฺขกฺขนฺธสฺส” แปลว่า กองทุกข์ คือไม่ใช่สัตว์ ไม่ใชของสุขของงามเป็นต้น คำว่า “สมุทโย” แปลว่า ความเกิดขึ้น คำว่า โหติ แปลว่าย่อมมี
วินิจฉัยโดยอรรถในบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ บัณฑิตพึงทราบดังพรรณนามาฉะนี้


วินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้น

คำว่า “โดยลักษณะเป็นต้น” คือโดยลักษณะเป็นต้น แห่งบทมีอวิชชาเป็นอาทิ ลักษณะเป็นต้นนี้อย่างไรบ้าง ?


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]