วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๔๖ - ๑๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 146)


อวิชชา มีความไม่รู้เป็นลักษณะ มีการทำให้หลงเป็นรส มีการปกปิด (เสียซึ่งสภาวะ) เป็นปัจจุปัฏฐาน มีอาสวะเป็นปทัฏฐาน


สังขาร มีการปรุงแต่งเป็นลักษณะ มีความพยายาม (เพื่อก่อปฏิสนธิ) เป็นรส มีเจตนาเป็นปัจจุปัฏฐาน มีอวิชชาเป็นปทัฏฐาน


วิญญาณ มีความรู้พิเศษเป็นลักษณะ มีความเป็นหัวหน้า (แห่งนามรูป) เป็นรส มีปฏิสนธิเป็นปัจจุปัฏฐาน มีสังขารเป็นปทัฏฐานหรือว่า มีวัตถุอารมณ์เป็นปทัฏฐาน


นาม มีความน้อมไป (สู่อารมณ์) เป็นลักษณะ มีสัมปโยค (ความประกอบกันและกันไว้) เป็นรส มีความไม่แยกกันเป็นปัจจุปัฏฐาน มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน


รูป มีความ (รู้จัก) สลายเป็นลักษณะ มีความกระจายตัวเป็นรส มีความอัพยากฤตเป็นปัจจุปัฏฐาน มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน


สฬายตนะ มีความติดต่อเป็นลักษณะ มีการเห็นเป็นต้นเป็นรส มีความเป็นวัตถุและเป็นทวารเป็นปัจจุปัฏฐาน มีนามรูปเป็นปทัฏฐาน


ผัสสะ มีความถูกต้องเป็นลักษณะ มีการกระทบเข้าเป็นรส มีความประจวบกัน แห่งทวารอารมณ์และวิญญาณ เป็นปทัฏฐาน มีสฬายตนะเป็นปทัฏฐาน


เวทนา มีการประสบ (อารมณ์) เป็นลักษณะ มีการเสวยอารมณ์เป็นรส มีสุขและทุกข์เป็นปัจจุปัฏฐาน มีผัสสะเป็นปทัฏฐาน


ตัณหา มีความเป็นเหตุ (คือเป็นทุกขสมุทัย) เป็นลักษณะมีความมุ่งยินดี (ในอารมณืนั้นๆ) เป็นกิจ มีความไม่อิ่ม (ในอารมณ์) เป็นปัจจุปัฏฐาน มีเวทนาเป็นปทัฏฐาน



(หน้าที่ 147)



อุปาทาน มีความถือไว้เป็นลักษณะ มีความไม่ปล่อยเป็นกิจ มีความเห็นด้วยอำนาจความเหนียวแน่นแห่งตัณหาและปัจจุปัฏฐาน มีตัณหาเป็นปทัฏฐาน


ภพ มีกรรมและผลของกรรมเป็นลักษณะ มีความได้ประสบความมีความเป็นกิจ มีกุศลอกุศลและอัพยากฤตเป็นปัจจุปัฏฐาน มีอุปาทานเป็นปทัฏฐาน


ลักษณะเป็นต้นแห่งชาติเป็นอาทิ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในสัจจนิเทศนั้นเทอญ


วินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้นในบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น

ในคำว่า โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น นี้มีวินิจฉัยว่า อวิชชา มีอย่างเดียว โดยภาวะคือความไม่รู้หรือความไม่เห็น หรือความหลงเป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยความไม่ปฏิบัติและความปฏิบัติผิด อนึ่ง มี ๒ โดยเป็นสสังขาร มี ๓ อย่าง โดยสัมปโยคกับเวทนา ๓ มี ๔ อย่าง โดยเป็นความไม่ตรัสรู้สัจจะ ๔ มี ๕ อย่าง โดยปกปิดเสียซึ่งโทษในคติ ๕ ส่วนความที่ตัณหามี ๖ อย่าง ในองค์ปกิจจสมุปบาทที่เป็นอรูปธรรมทั้งสิ้น พึงทราบโดย (เป็นไปใน) ทวาร (๖) และอารมณ์(๖)
สังขาร มีอย่างเดียว โดยเป็นสาสวธรรม เป็นวิปากธัมมธรรม (ธรรมมีวิบากเป็นธรรมดา) เป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยเป็นกุศลและอกุศล อนึ่ง มี ๒ โดยเป็นปริตตะ มหัคคตะ เป็นหีนะ มัชฌิมะ เป็นมิจฉัตตะ สัมมัตตะ เป็นนิยตะ อนิยตะ มี ๓ อย่าง โดยความเป็นอภิสังขาร ๓ มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น มี ๔ อย่าง โดยให้เป็นไปในกำเนิด ๔ มี ๕ อย่าง โดยยังสัตว์ให้ไปสู่สุคติ ๕
วิญญาณ มีอย่างเดียว โดยเป็นโลกียวิบากเป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยเป็นสเหตุกะและอเหตุกะเป็นต้น มี ๓ อย่าง โดยนับเนื่องในภพ ๓ โดยสัมปโยคกับเวทนา ภ และโดยเป็นอเหตุกะ ทุเหตุกะ และติเหตุกะ มี ๔ อย่าง และ ๕ อย่าง โดยกำเนิด (๔) และคติ (๕)
นามรูป มีอย่างเดียว โดยเป็นวิญญาณสันนิสัย (ที่อาศัยแห่งวิญญาณ) และโดยเป็นกัมมปัจจัย (ปัจจัยของกรรม) มี ๒ อย่าง โดยเป็นสารัมมณะ (มีอารมณ์ –นาม) และอนารัมมณะ (ไม่มีอารมณ์ –รูป) มี ๓ อย่าง โดยกาลมีอดีตเป็นต้น มี ๔ และ ๕ อย่าง โดยกำเนิดและคติ



(หน้าที่ 148)



สฬายตนะ มีอย่างเดียว โดยเป็นทีเกิดและโดยเป็นที่ประชุม (แห่งวิญญาณและธรรมที่สัมปยุตกับวิญญาณนั้น) มี ๒ อย่าง โดยเป็นภูตปสาท (ส่วนที่ผ่องใสแห่งภูตรูป) และเป็นเครื่องรู้พิเศษมี ๓ อย่าง โดยเป็นสัมปัตตโคจร (รับได้แต่อารมณ์ที่มาถึงตัว) อสัมปัตตโคจร (รับอารมณ์ที่ไม่มาถึงตัวได้) และโนภยโคจร (รับอารมณ์ไม่ใช่ทั้งหลายอย่างนั้น) มี ๔ อย่างโดยเนื่องด้วยกำเนิดและคติ”
แม้ความมีอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้นแห่งองค์ที่เหลือมีผัสสะเป็นอาทิ ก็พึงทราบโดยนัย (ที่กล่าว) นี้เทอญ
วินิจฉัยโดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น ในบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ประการ ๑


โดยกำหนดองค์

ข้อว่า “และโดยกำหนดองค์ทั้งหลาย” มีวินิจฉัยว่า ก็แลในปฏิจจสมุปบาทธรรมทั้งหลายนี้ ธรรมมีโสกะเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อแสดงความไม่ขาดตอนแห่งภวจักร (วงล้อแห่งภพ) เพราะธรรมมีโสกะเป็นต้นนั้น ย่อมมีแก่คนเขลาผู้ถูกชราและมรณะกระทบเอา ดังที่ตรัสไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ เป็นผู้ถูกทุกขเวทนาทางกายต้องเอาแล้ว ย่อมเศร้าโศกลำเค็ญคร่ำครวญทุบอกร่ำไห้ ถึงซึ่งความฟั่นเฟือนไป” เป็นต้น และด้วยพระพุทธพจน์ว่า “ความหมุนไปแห่งธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้นนั้น ยังมีอยู่ตราบใดความหมุนไปแห่งอวิชชาก็ยังมีอยู่ตราบนั้น” ดังนี้ ภวจักร ก็เป็นอันเชื่อมเข้ากับบทว่า อวิชชาปจจยา สงขารา อีกเล่า เพราะเหตุนั้น ธรรม ๑๒ เท่านั้น โดยนำสังเขปธรรมมีโสกะเป็นต้นนั้นแหละเข้าเป็นอันเดียวกันกับชรามรณะเสียพึงทราบว่าเป็นองค์แห่งปฏิจจสมุปบาท
วินิจฉัยโดยกำหนดองค์ทั้งหลายในบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้
นี่เป็นเพียงสังเขปกถาในปฏิจจสมุปบาทธรรมนี้ ส่วนความต่อไปฉะนี้เป็นวิตถารนัย



(หน้าที่ 149)


แก้บทอวิชชา

โดยปริยาย (ทาง) พระสูตร ความไม่รู้ในฐานะ ๔ มีทุกข์เป็นต้นชื่อว่าอวิชชา โดยปริยาย (ทาง) พระอภิธรรม ความไม่รู้ในฐานะ ๘ กับปุพพันตะเป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ในธรรมเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ? ความไม่รู้ในทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในปุพพันตะ (เงื่อนต้น) ความไม่รู้ในอปรันตะ (เงื่อนปลาย) ความไม่รู้ในปุพพันตาปรันตะ (ทั้งเงื่อนต้นทั้งเงื่อนปลาย) ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอิทัปปัจจยตา (คือกลุ่มเหตุ) และปฏิจจสมุปปันนธรรม (กลุ่มผล) นี่เรียกว่าอวิชชา” ดังนี้
ในฐานะเหล่านั้น ยกเว้นสัจจะ ๒ (คือนิโรธและมรรค) ที่เป็นโลกุตตระเสีย อวิชชาย่อมเกิดขึ้น ในฐานะที่เหลือแม้โดยทำให้เป็นอารมณ์ได้ก็จริง (แต่) แม้เป็นอย่างนั้น ในบาลีนี้ท่านก็ประสงค์เอา โดยว่าเป็นเครื่องปิดบังเท่านั้นเอง จริงอยู่ อวิชชานั้นที่เกิดขึ้นแล้วย่อมปิดบังทุกขสัจตั้งอยู่ไม่รู้แจ้ง ซึ่งลักษณะอันเป็นรส (คือสภาวะ) ประจำตนตามเป็นจริงได้ อย่างเดียวกันย่อมปิดบังสมุทยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ขันธบัญจกะส่วนอดีตที่รับว่าเงื่อนต้นขันธปัญจกะส่วนอนาคตที่นับว่าเงื่อนปลาย ขันธปัญจกะทั้ง ๒ ส่วนนั้นที่นับว่าทั้งเงื่อนต้นและเงื่อนปลาย อิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ที่นับว่า อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปันนธรรมด้วยตั้งอยู่ มิให้รู้แจ้งซึ่งลักษณะอันเป็นกิจ (คือสภาวะ) ประจำตนตามเป็นจริงในทุกข์เป็นต้นนั้นว่า “นี่อวิชชา นี่สังขาร” ดังนี้เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า (อวิชชา คือ) ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ความไม่รู้ในอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย”


แก้บทสังขาร

บทว่า “สังขารทั้งหลาย” ได้แก่ สังขาร ๖ ที่กล่าวโดยสังเขปไว้ในตอนก่อนดังนี้ว่า “สังขาร ๓ มีบุญเป็นต้น (และ) สังขาร ๓ มีกายสังขารเป็นต้น”
ส่วนว่าโดยพิสดาร ในสังขารเหล่านี้ สังขารทั้ง ๓ ได้แก่เจตนา ๒๙ คือ ปุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนา ๑๓ คือ เจตนาเป็นกามาวจรกุศล ๘ อันเป็นไปด้วยอำนาจกุศลมีทาน ศีลเป็นต้น และเจตนาเป็นรูปาวจรกุศล ๕ อันเป็นไปด้วยอำนาจอย่างเดียว



(หน้าที่ 150)



อปุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาที่เป็นอกุศล ๑๒ อันเป็นไปด้วยอำนาจอกุศลมีปาณาติบาตเป็นต้น อเนญชาภิสังขาร ได้แก่เจตนาที่เป็นอรูปาวจรกุศล ๔ อันเป็นไปด้วยอำนาจภาวนาเหมือนกัน
ส่วนสังขารอีก ๓ คือกายสัญเจตนา (ความจงใจแสดงออกทางกาย) เป็นกายสังขาร วจีสัญเจตนา (ความจงใจแสดงออกทางใจ) เป็นวจีสังขาร มโนสัญเจตนา เป็นจิตตสังขารติกะนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความเป็นไปแห่งอภิสังขาร ๓ มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ทางทวาร ในขณะพยายามทำกรรม จริงอยู่ เจตนา ๒๐ ถ้วน คือกามาวจรกุศลเจตนา ๘ อกุศลเจตนา ๑๒ อันยังกายวิญญัติให้ตั้งขึ้นเป็นไปทางกายทวาร ชื่อว่ากายสังขาร เจตนาเหล่านั้นแหละ ที่ยังวจีวิญญัติให้ตั้งขึ้นเป็นไปทางวจีทวาร ชื่อว่า วจีสังขาร
แต่อภิญญาเจตนา (เจตนาในอภิญญา) ไม่เป็นปัจจัยแก่วิญญาณองค์ต่อไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ถือเอาในคำว่า กายสังขาร วจีสังขารนี้ อภิญญาเจตนาไม่เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ ฉันใด แม้อุทธัจจเจตนาก็ไม่เป็นฉันนั้น เพราะเหตุนั้น ถึงอุทธัจจเจตนานั้นก็ต้องคัดออกในความเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ แต่เจตนาทั้งปวงนั่นก็คงเป็นธรรมมีอวิชชาเป็นปัจจัย (เหมือนกัน)


ส่วนเจตนา ๒๙ แม้ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในมโนทวาร (โดย) ไม่ยังวิญญัติทั้งสองให้ตั้งขึ้นเป็นจิตตสังขารแล
ด้วยประการดังนี้ ติกะนี้ก็เข้าไปสู่ติกะก่อน (คือผนวกอยู่กับติกะก่อน) นั่นเอง เพราะฉะนั้น ว่าโดยใจความแล้ว ความที่อวิชชาเป็นปัจจัย (แห่งสังขาร) ก็พึงทราบโดยที่เป็นปัจจัย แห่งอภิสังขาร ๓ มี ปุญญาภิสังขารเป็นต้นนั่นแล
ในข้อนั้น หากมีปัญหาว่า “ก็ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไรว่า สังขารทั้งหลายนี้เป็นธรรมมีอวิชชาเป็นปัจจัย” คำแก้พึงมีว่า “ทราบได้โดยที่เมื่ออวิชชามี มันจึงมี” แท้จริง ความไม่รู้ในฐานะทั้งหลายมีทุกข์เป็นต้นที่เรียกว่าอวิชชา ซึ่งบุคคลใดยังละไม่ได้ บุคคลนั้น เพราะความไม่รู้ในทุกข์และในฐานะนอกนี้มีเงื่อนต้นเป็นอาทิ จึงถือเอาสังสารทุกข์เป็นสำคัญว่าเป็นสุข แล้วก็อสังขารทั้ง ๓ อย่าง ซึ่งเป็นเหตุแห่งสังสารทุกข์นั่นเอง เพราะไม่รู้ในสมุทัยจึงสำคัญเห็นสังขารทั้งหลายมีอันตัณหาเป็นเครื่องประดับ ซึ่งแม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ โดยว่าเป็น


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]