วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๕๑ - ๑๕๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 151)


เหตุแห่งสุขไป ก็ก่อสังขารทั้ง ๓ อย่างขึ้น อนึ่ง เพราะไม่รู้ในนิโรธและในมรรค จึงเป็นผู้มีความสำคัญในคติวิเศษ (มีพรหมโลกเป็นต้น) ซึ่งแม้มิใช่เป็นที่ดับทุกข์ว่าเป็นที่ดับทุกข์ไปเป็นผู้มีความสำคัญในพาหิรมรรคมี (บูชา) ยัญและ (บำเพ็ญ) อมรตบะเป็นต้น ซึ่งแม้มิใช่ทางแห่งความดับทุกข์ ว่าเป็นทางดับทุกข์ไป เมื่อปรารถนาเอาความดับทุกข์ ก็ก่อสังขารทั้ง ๓ อย่างขึ้นทางมุขพาหิรมรรคมียัญและอมรตบะเป็นต้น อีกประการหนึ่ง บุคคลนั้นเพราะความที่ละอวิชชาในสัจจะ ๔ ยังไม่ได้นั้น ก็ไม่รู้ทุกข์กล่าวคือผลแห่งบุญ ซึ่งแม้แทรกซ้อนด้วยอาทีนพโทษเป็นอเนก มีชาติ ชรา โรค และมรณะเป็นต้น อย่างวิเศษ โดยว่าเป็นทุกข์ได้ จึงก่อปัญยาภิสังขารอันต่างโดยเป็นกายภิสังขาร (บ้าง) วจีสังขาร (บ้าง) จิตตสังขาร (บ้าง) เพื่อได้ผลแห่งบุญนั้น ดังบุคคลผู้ปรารถนาเทพอัปสร ริโจนหน้าผา (ตาย) มิเช่นนั้นก็ไม่เห็นความที่ผลแห่งบุญนั้น ซึ่งแม้สมมติกันว่าเป็นสุข เป็นวิปริณามทุกข์ อันจะก่อให้เกิดความร้อนใจใหญ่ในที่สุด (เมื่อหมดบุญ) และ (ไม่เห็น) ความที่ผลแห่งบุญนั้น (แม้มีคุณน่ายินดีก็) มีคุณ น่ายินดีเป็นส่วนน้อย จึงก่อปุญญาภิสังขารมีประการดังกล่าวแล้วนั่น อันเป็นปัจจัยแห่งวิปริณามทุกข์นั่นเอง ดังแมลงเม่าบินเข้าตอมเปลวไฟ และดังสัตว์ที่ตระกามหยาดน้ำผึ้ง ริเข้าเลียดมศัตราที่น้ำผึ้งติดฉะนั้น อนึ่ง ไม่เห็นโทษในโลกียวิสัย มีการเสพกามเป็นต้นพร้อมทั้งผลของมัน เพราะสำคัญว่าเป็นสุข และเพราะถูกกิเลสครอบงำด้วย จึงก่ออปุญญาภิสังขาร อันเป็นไปในทวารทั้ง ๓ ขึ้นก็ได้ ดังเด็กอ่อนริเล่นคูถ และดังคนอยากตายริกินยาพิษฉะนั้น อนึ่งเล่า ไม่รู้ความที่สังขารแม้ในฝ่ายอรูปวิบากก็เป็นวิปริณามทุกข์ จึงก่ออเนญชาภิสังขารซึ่งเป็นจิตตสังขารขึ้น ด้วยวิปลาสไปว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น ดังคนหลงทิศริอ่านเดินทางมุ่งหน้าไปสู่เมืองปีศาจฉะนั้น


เพราะเหตุที่สังขารมีเพราะอวิชชามีเพราะเท่านั้น หามีโดย (อวิชชา) ไม่มีไม่ ดังกล่าวมาฉะนี้ บัณฑิตจึงรู้ข้อที่ว่า “สังขารทั้งหลายนี้เป็นธรรมมีอวิชชาเป็นปัจจัย” นั่นได้แล จริงอยู่ ข้อนี้แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ฉลาดตกอยู่ในอวิชชา ย่อมปรุงแต่งอภิญญาภิสังขารบ้าง ย่อมปรุงแต่งอเนญชาภิสังขารบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อเมื่อใดอวิชชา ภิกษุละได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ภิกษุนั้น เพราะความสำรอกออกไปแห่งอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งวิชชา ย่อมไม่ปรุงแต่งภิญญาภิสังขารเลย” ดังนี้เป็นต้น



(หน้าที่ 152)



ในบทว่าอวิชชานี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอพัก ข้อว่า “อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย” นี้ไว้ก่อน ด้วยข้อนี้ควรจะกล่าว (ต่อไป) คือ (ปัญหา) ว่า “อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขาร เหล่าไหน อย่างไร” ในความที่อวิชชาเป็นปัจจัยอย่างไรบ้างนั้น ท่านกล่าวไว้ในต่อไปนี้


ปัจจัย ๒๔

ก็แลปัจจัย ๒๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ คือ
เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย สหชาติปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาติปัจจัย อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย อวิคตปัจจัย


แก้เหตุปัจจัย

ในอุเทศบทเหล่านั้น ธรรมที่ได้ชื่อว่าเหตุปัจจัย เพราะธรรมนั้นเป็นเหตุด้วย เป็นปัจจัยด้วย คือ เป็นปัจจัยโดยเป็นเหตุ อธิบายว่า เป็นปัจจัยโดยความเป็นเหตุ นัยแม้ในอุเทศบทอื่น มีอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ก็นัยเดียวกันนี้


แก้ศัพท์เหตุ

ในบทว่า “เหตุปัจจัย” นั้น คำว่า “เหตุ” เป็นคำเรียก วจนาวยวะ (อวัยวะแห่งคำ คือถ้อยคำที่ให้รู้ในแต่ละคำ) และการณะ (สิ่งที่ก่อผล) มูละ (สิ่งที่เป็นรากเง่า) ก็วจนาวยวะเรียกว่าเหตุในทางโลก เช่นในคำว่า “ปฏิญญาเหตุ – ปฏิญญา” แต่ในทางพระศาสนาการณะ เรียกว่าเหตุ เช่นในคำว่า “เย ธมมา เหตุปปภวา – ธรรมทั้งหลายใดมีเหตุ (คือการณะ) เป็นแดนเกิด” มูละ ก็เรียกว่าเหตุ เช่นในคำว่า “ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู – เหตุ (คือมูล) แห่งกุศล ๓ เหตุ (คือมูล) แห่งอกุศล ๓“ มูลนั้น (แหละ) ประสงค์เอา (ว่าเหตุ) ในที่นี้



(หน้าที่ 153)



แก้ศัพท์ปัจจัย

ส่วนความ (ต่อไป) นี้ เป็นความหมายแห่งคำในคำว่า “ปัจจัย” นี้ ธรรม (ที่เป็นผล) อาศัยไปแต่ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั่น หมายความว่าไม่ปฏิเสธธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นเป็นไป เหตุนี้ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นจึงชื่อว่าปัจจัย มีคำอธิบายว่า อันธรร (ที่เป็นผล) ไปอาศัย คือไม่ปฏิเสธซึ่งธรรม (ที่เป็นเหตุ) ใดตั้งอยู่หรือว่าเดขึ้นก็ดี ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นชื่อว่าเป็นปัจจัยแห่งธรรม (ที่เป็นผล) นั้น แต่ (เมื่อว่า) โดยลักษณะ ปัจจัยคือความอุดหนุนเป็นลักษณะ ด้วยว่าธรรม (ที่เป็นเหตุ) ใดเป็นสภาพอุดหนุนเพื่อความตั้งอยู่หรือเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธรรม (ที่เป็นผล) ใด ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้น ท่านเรียกว่าเป็นปัจจัยแห่งธรรม (ที่เป็นผล) นั้น
คำว่า “ปัจจัย เหตุ การณะ นิทานะ สัมภวะ ปภวะ” เป็นต้น โดยความก็อันเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะ


ธรรมชื่อว่าเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นมูล” ชื่อว่าปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นสภาพอุดหนุนดังกล่าวมาฉะนี้ เพราะเหตุนั้น เมื่อว่าโดยสังเขป ธรรมผู้อุดหนุนโดยความหมายว่าเป็นมูลชื่อว่าเหตุปัจจัย
อธิบายของอาจารย์ทั้งหลายว่า “เหตุปัจจัยนั้นเป็นสภาพยังความเป็นกุศลเป็นต้นให้สำเร็จแก่ (สัมปยุต) ธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นอาทิ ดังพืชทั้งหลายมีพืชข้าวสาลีเป็นต้นยัง (ความเป็น) ธัญญชาติ มีข้าวสาลีเป็นอาทิให้สำเร็จ และดังสีของมณีเป็นต้นยังแสงของมณีเป็นอาทิให้สำเร็จ ฉะนั้น” ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเป็นเหตุปัจจัยก็ไม่สำเร็จไปถึงในรูปทั้งหลายที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน (ด้วยนะซิ) เพราะว่า เหตุปัจจัยนั้นหายังความเป็นกุศลเป็นต้น ให้สำเร็จแก่รูปเหล่านั้นไม่ แต่ก็มิใช่ไม่เป็นปัจจัย สมพระบาลีว่า “เหตุเป็นปัจจัยโดยเป็นเหตุ ปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุติกับเหตุ และแห่งรูปทั้งหลายที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน” ดังนี้ อนึ่ง สำหรับอเหตุกจิตทั้งหลาย ความเป็นอัพยากฤต เว้นเหตุนั่นเสียก็สำเร็จได้ (เพราะอัพยากฤตเป็นอเหตุกะ) แม้สำหรับเหตุกจิตทั้งหลายเล่า ความเป็นกุศลเป็นต้นก็เนื่องด้วยโยนิโสมนสิการเป็นต้น มิใช่เนื่องด้วยสัมปยุตเหตุ (เหตุ ผู้สัมปยุต) และหากว่าความเป็นกุศลเป็นต้น พึงมีโดยสภาวะแท้ในสัมปยุตเหตุทั้งหลายไซร้ ในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย



(หน้าที่ 154)



อโลภะ ซึ่งเนื่องด้วยเหตุ ก็พึงเป็นกุศลบ้าง เป็นอัพยากฤตบ้าง แต่เพราะเหตุที่เป็นได้ทั้งสองอย่าง ในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย หาความเป็นกุศลเป็นต้น (ที่เนื่องด้วยเหตุ มิใช่เป็นโดยสภาวะ) ได้ฉันใด แม้ในเหตุทั้งหลาย ก็พึงหาเป็นกุศลเป็นต้น (ที่เนื่องด้วยธรรมอื่น มิใช่เป็นโดยสภาวะ) ได้ฉันนั้น
แต่อันที่จริง เมื่ออรรถว่าเป็นมูลแห่งเหตุทั้งหลาย บัณฑิตไม่ถือเอาโดยว่า เป็นเหตุยังความเป็นกุศลเป็นต้นให้สำเร็จ (แต่) ถือเอาโดยว่าเป็นเหตุยังความตั้งมั่นด้วยดี (แห่งธรรมทั้งหลาย) ให้สำเร็จ ก็ไม่ผิดอะไรเลย แท้จริง ธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุปัจจัยแล้ว ย่อมเป็นธรรมมั่นคงตั้งลงด้วยดี ดังนั้นต้นไม้ทั้งหลายที่มีรากงอกงามแล้วก็ตั้งอยู่ด้วยดีฉะนั้น (ส่วน) อเหตุกธรรมทั้งหลายเป็นธรรมไม่ตั้งมั่นด้วยดี ดุจสาหร่ายทั้งหลายมีสาหร่ายชนิดติลพีชกะ (สาหร่ายเมล็ดงา) เป็นต้น ฉะนั้น เหตุปัจจัยเป็นธรรมอุดหนุน โดยความหมายว่าเป็นมูล ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ธรรมผู้อุดหนุนโดยยังความตั้งมั่นด้วยดี (แห่งสัมปยุตธรรม) ให้สำเร็จบัณฑิตพึงทราบว่าชื่อเหตุปัจจัย


แก้อารัมมณปัจจัย

ในอุเทศบทต่อแต่นั้นไป ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย ธรรมอะไร ๆ จะไม่เป็นอารัมมณปัจจัยนั้นไม่มี เพราะคำนิเทศแม้ท่านจะขึ้นต้นว่า “รูปายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ” ดังนี้เป็นต้น แต่ก็ลงท้ายว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นจิตเจตสิกธรรม ปรารภธรรมใด ๆ เกิดขึ้น ธรรมทั้งหลาย (ที่ถูกปรารภ) นั้น ๆ ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัยแห่งธรรม (ที่เกิดขึ้น) นั้น ๆ” ฉะนี้ เปรียบเหมือนคนกำลังน้อยได้ยึดท่อนไม้หรือเชือกนั่นแหละ จึงลุกขึ้นและยืนอยู่ได้ฉันใด จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายก็ฉันนั้น ปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้นเข้านั่นแหละจึงเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้เพราะเหตุนั้น ธรรมทั้งหลายอันเป็นอารมณ์แห่งจิตเจตสิกทั้งหลายทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบว่าชื่อว่าอารัมมณปัจจัย


(แก้อธิปติปัจจัย)

ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย อธิปติปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสหชาตธรรมและอารมณ์ ใน ๒ อย่างนั้น ธรรม ๔ ประการ กล่าวคือ ฉันทะ



(หน้าที่ 155)



วิริยะ จิตตะ วิมังสา พึงทราบว่าชื่อว่าสหชาตาธิปติปัจจัย (เป็นอธิปติปัจจัยแห่งสหชาตธรรม) โดยบาลีว่า ฉันทาธิบดีเป็นปัจจัย โดยอธิปติปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับฉันทะและแห่งรูปทั้งหลายที่มีฉันทะนั้นเป็นสมุฏฐาน” ดังนี้เป็นต้น แต่ว่าธรรมทั้ง ๔ นั้นมิได้เป็นอธิบดีร่วมกัน จริงอยู่ในขณะใด จิตทำฉันทะให้เป็นธุระ ทำฉันทะให้เป็นใหญ่เป็นไป ในขณะนั้นก็ฉันทะอย่างเดียวเป็นอธิบดี นอกนี้มิได้เป็น ในธรรมที่เหลือ (อีก ๓) ก็นัยนี้ ส่วนอรูปธรรมทั้งหลายธรรมใดให้เป็นที่หนัก (คือเป็นที่หน่วง) เป็นไป ธรรมนั้นเป็นอารัมมณาธิบดีแห่งอรูปธรรมทั้งหลายนั้น เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนิเทศไว้ว่า “ธรรมทั้งหลายใด ๆ เป็นจิตเจตสิกธรรม ทำ (อารมณ์) ธรรมใด ๆ ให้เป็นที่หนักเกิดขึ้น ธรรม (อารมณ์) ทั้งหลายนั้น ๆ เป็นปัจจัยโดยเป็นอธิปติปัจจัยแห่งธรรม (จิตเจตสิก) ทั้งหลายนั้น ๆ” ดังนี้


แก้อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย

ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมระหว่าง (คั่น) ชื่อ อนันตรปัจจัย ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมใกล้ที่สุด ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย ก็แลอาจารย์ทั้งหลายอธิบายปัจจัยคู่นี้ไว้มากประการ แต่ความ (ต่อไป) นี้เป็นแก่นสารปัจจัยคู่นี้
ก็จิตนิยม (ทางของจิต) เป็นต้นว่า มโนธาตุมีในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ มโนวิญญาณแห่งธาตุ” ดังนี้นั้นใด จิตนิยมนั้นย่อมสำเร็จด้วยอำนาจแห่งจิตดวงก่อนๆเท่านั้น หาสำเร็จโดยประการอื่นไม่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ธรรมผู้สามารถในอันยังจิตตุปบาทที่ควรคู่กันให้เกิดขึ้นในลำดับแห่งตนๆ ชื่อว่าอนันตรปัจจัย เพราะฉะนั้นแลท่านจึงกล่าวว่า “บทว่า อนันตรปัจจัย ความว่า จักขุวิญญาณธาตุและธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยโดยเป็นอนันตรปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับมโนธาตุนั้น” ดังนี้เป็นต้น อนันตรปัจจัยอันใด สมนันตรปัจจัยก็อันนั้นแหละ แท้จริง ความต่างกันในปัจจัยคู่นี้เป็นเพียงพยัญชนะเท่านั้น ดุจความต่างเพียงพยัญชนะในศัพท์อุปจยะ (เติบขึ้น) กับ สันตติ (สืบต่อ) และในศัพท์คู่คือ อธิวจนะ (คำเรียก) กับ นิรุตติ (คำกล่าว) ฉะนั้น แต่ความต่างโดยอรรถหามีไม่


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]