วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๕๖ - ๑๖๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 156)


ส่วนมติของอาจารย์ทั้งหลายว่า “ธรรมชื่อว่าอนันตรปัจจัยเพราะความเป็นธรรมไม่มีระหว่างโดยอรรถ (คือไม่มีความอื่นคั้น) ชื่อว่าสมนันตรปัจจัยเพราะความเป็นธรรมไม่มีระหว่างโดยกาล (คือไม่มีกาลคั่น)” ดังนี้ มตินั้นผิดจากบาลีว่า “เมื่อพระโยคาวจรออกจากนิโรธ เนวสัญญายตนกุศลย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นสมนันตรปัจจัยแห่งผลสมาบัติ” ดังนี้เป็นต้น
ในความที่ธรรมเป็นสมนันตรปัจจัย เพราะความเป็นธรรมไม่มีระหว่างโดยกาลนั้น อาจารย์ทั้งหลายกล่าวแม้คำใดว่า “ความมีธรรมนั้นเป็นธรรมสามารถในอันยังธรรมทั้งหลายให้ตั้งขึ้นมิได้เสื่อมไป แต่เพราะกำลังแห่งภาวนากั้นไว้ ธรรมทั้งหลายที่เป็นสมนันตระจึงยังเกิดขึ้นไม่ได้” ดังนี้ แม้คำนั้นก็ยังความไม่มีแห่งความเป็นกาลานันตระ (ไม่มีระหว่างโดยกาล) นั่นเองให้สำเร็จ (คือพิสูจน์ให้เห็นว่าความเป็นกาลานันตระไม่มีนั่นเอง) เพราะความเป็นกาลานันตระในธรรมนั้นไม่มีด้วยกำลังแห่งภาวนา เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงคงยังคงยืนยันข้อนั้นแหละ (คือกาลานันตระข้อนั้นแหละ (คือกาลานันตระไม่มี) ก็เหตุใดความเป็นกาลานันตระไม่มี เพราะเหตุนั้น ความที่ธรรมนั้นเป็นสมนันตรปัจจัยก็ใช้ไม่ได้ด้วย ด้วยว่าความเห็นของท่านทั้งหลายว่า “ธรรมชื่อว่าเป็นสมนันตรปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายนั้นเพราะความเป็นธรรมไม่มีระหว่างโดยกาล” (เช่นนั้นนี่)


เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่าทำความยึดมั่น (ความเห็น) ไปเลย พึงเชื่อเถิด (ว่า) ความต่างกับปัจจัยคู่นี้ ก็เพียงแต่พยัญชนะเท่านั้น หาต่างกันโดยอรรถไม่ มีต่างกันโดยพยัญชนะอย่างไร ? ต่างกันเท่านี้คือ
ระหว่างแห่งธรรมเหล่านั้นไม่มี เหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า อนันตระ (ไม่มีระหว่าง)ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าอนันตระอย่างดี เพราะไม่มีหยุดชะงัก เหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า สมนันตระ (ไม่มีระหว่างยินดี)


แก้สหชาตปัจจัย

ธรรมที่ผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมที่เมื่อเกิดขึ้น ก็ยังธรรมอื่นให้เกิดขึ้นพร้อมกันด้วย ชื่อว่า สหชาตปัจจัย ดุจประทีปเป็นปัจจัยโดยยังแสงสว่างให้เกิดขึ้นพร้อมกันฉะนั้น



(หน้าที่ 157)



สหชาตปัจจัยนั้นเป็น ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์เป็นต้น ดังบาลีว่า “ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน มหาภูต ๔ เป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกันนามและรูปในขณะก้าวลง (สู่ครรภ์) เป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานมหาภูตทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยแห่งอุปาทายรูปทั้งหลาย ธรรมมีรูปทั้งหลายบางเหล่าเป็นปัจจัยโดยเป็นสหชาตปัจจัยแห่งธรรมที่ไม่มีรูปทั้งหลายในกาลบางครั้ง บางครั้งเป็นปัจจัยมิใช่โดยเป็นสหชาตปัจจัย” คำหลัง (คือธรรมมีรูป) นี้ท่านกล่าวหมายเอาหทยวัตถุอย่างเดียว


แก้อัญญมัญญปัจจัย

ธรรมผู้อุดหนุนโดยความที่ยังกันและกันให้เกิดและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้สามท่อน (ตั้งพิงกันอยู่) ค้ำกันและกันไว้ฉะนั้น อัญญมัญญปัจจัยนั้นเป็น ๓ อย่างด้วยอำนาจรูปขันธ์เป็นต้น ดังบาลีว่า “ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นปัจจัยโดย เป็นอัญญมัญญปัจจัย มหาภูต ๔ ฯลฯ นามและรูปในขณะก้าวลง (สู่ครรภ์) เป็นปัจจัยโดย เป็นอัญญมัญญปัจจัย”


แก้นิสสยปัจจัย

ธรรมผู้อุดหนุนโดยอาการเป็นที่ตั้งและโดยอาการเป็นที่อาศัย ชื่อว่า นิสสยปัจจัย ดุจแผ่นดิและแผ่นผ้าเป็นต้นเป็นที่ตั้งและเป็นที่อาศัยแห่งต้นไม้นั้นและแห่งจิตกรรมเป็นอาทิฉะนั้น นิสสยปัจจัยนั้นพึงทราบตามนัยความที่กล่าวในสหชาตปัจจัยนั้นแหละว่า “ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นปัจจัยโดยเป็นนิสสยปัจจัยซึ่งกันและกัน” ดังนี้เป็นต้นเถิด แต่โกฏฐาส (ส่วน) ที่ ๖ ในปัจจัยนี้ ท่านจำแนกไว้ดังนี้ว่า “จักขายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นนิสสยปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็น นิสสยปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้นมโนธาตุและวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยโดยเป็นนิสสยปัจจัยแห่งมโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนวิญญาณธาตุนั้น



(หน้าที่ 158)



แก้อุปนิสสยปัจจัย

ส่วนในบทว่า อุปนิสสยปัจจัย นี้ พึงทราบความหมายแห่งคำนี้ก่อน ธรรมอันผลแห่งตนอาศัย คือไม่ปฏิเสธ โดยที่มีความเป็นไปเนื่องด้วยธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้น เพราะเหตุนั้น ธรรม (ที่เป็นเหตุ) นั้นจึงชื่อว่า นิสสยะ (เป็นที่อันผลแห่งตนอาศัย) (อุป – ศัพท์ในบทว่าอุปนิสสยะนั้นมีอรรถว่า “ยิ่ง” ว่า “นัก”) เหมือนอย่างว่า ความคับแค้นใจนัก ชื่อว่าอุปายาส ฉันใด ธรรมเป็นที่อันผลแห่งตนอาศัยยิ่งนักก็ชื่อว่าอุปนิสสยะ ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะ นั่นเป็นชื่อแห่งเหตุอันมีกำลัง (เหตุอันเรี่ยวแรง) เพราะเหตุนั้น ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นเหตุมีกำลังพึงทราบว่าชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย
อุปนิสสยปัจจัยนั้นเป็น ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ


อารัมมณูปนิสสยะ

ในอุปนิสสยปัจจัย ๓ นั้น อันดับแรก อารัมมณูอนิสสยะ ท่านจำแนกไว้ (โดย) ไม่ทำความต่างกับอารัมมณาธิบดี (ความมีอารมณ์เป็นใหญ่) เลย โดยนัยว่า “การกบุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรมแล้ว ปัจจเวกขณะถึงกุศลกรรมที่กล่าวนั้น (โดย) ทำ (กุศลกรรมนั้น) ให้เป็นที่หนัก (คือเป็นใหญ่เป็นสำคัญ) ปัจจเวกขณะ (องค์) ฌาน (โดย) ทำ (ฌานนั้น) ให้เป็นที่หนัก พระเสกขบุคคลทั้งหลาย ปัจจเวกขณโคตรภู (โดย) ทำ (โคตรภูนั้น) ให้เป็ที่หนัก ปัจจเวกขณะโวทาน (ความผ่องแผ้วแห่งจิต) (โดย) ทำ (โวทานนั้น) ให้เป็นที่หนักพระเสกขะบุคคลทั้งหลายออกจากมรรค (ภวังค์) แล้ว ปัจจเวกขณะมรรค (โดย) ทำ (มรรคนั้น) ให็เป็นที่หนัก” ดังนี้เป็นอาทิ ในอารมณ์เหล่านั้น จิตและเจตสิกทั้งหลายทำอารมณ์ใดให้เป็นที่หนักเกิดขึ้น อารมณ์นั้นโดยนิยมก็นับเป็นอารมณ์มีกำลังในบรรดาอารมณ์เหล่านั้น ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ความต่างกันแห่งอารมณ์เหล่านั้น พึงทราบดังนี้ว่า นับว่าเป็นอารัมมณาธิบดี โดยหมายว่าเป็นเพียงอารมณ์ที่พึงทำให้เป็นที่หนัก นับว่าเป็นอารัมมณูปนิสสยะโดยหมายว่าเป็นอารมณ์ที่เป็นเหตุมีกำลัง



(หน้าที่ 159)



อนันตรูปนิสสยะ

แม้อนันตรูปนิสสยะ ท่านก็จำแนกไว้โดยไม่ทำความต่างกับอนันตรปัจจัยเหมือนกันโดยนัยว่า “ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศลที่เกิดก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยะปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดหลัง ๆ” ดังนี้เป็นต้น แต่ในมาติกานิกเขป ความแปลกกันใน นิกเขปแห่งจิตและเจตสิก (ที่เป็นอนันตรปัจจัยและอนันตรูปนิสสยปัจจัย) เหล่านั้นมีอยู่เพราะอนันตรปัจจันมาโดยนัยว่า “จักขุวิญญาณธาตุและธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยโดยเป็นอนันตรปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนธาตุนั้น” ดังนี้เป็นต้น (ส่วน) อุปนิสสยะมาโดยนัยว่า “ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลซ่งเกิดหลัง ๆ” ดังนี้เป็นอาทิ
แม้ความแปลกกันในนิกเขปนั้นโดยใจความก็ถึงซึ่งความเป็นอันเดียวกันนั่นแล ถึงเป็นอย่างนั้น (ความแปลกกันก็มีอยู่คือ) ความเป็นอนันตรปัจจัย พึงทราบโดยความเป็นธรรมสามารถในอันยังจิตตุปบาทที่ควรแก่ลำดับของตน ๆ ให้เป็นไป (ส่วน) ความเป็นอนันตรรูปนิสสยะ พึงทราบโดยความที่จิตดวงก่อนเป็นเหตุมีกำลังในอันยังจิตดวงหลังให้เกิดขึ้น เราะในควรท้งหลายมีเหตุปัจจยธรรมเป็นต้นเกิดขึ้นไม่ได้ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น อนันตรูปนิสสยะ จึงเป็นปัจจัยมีกำลังด้วยประการดังกล่าวมานี้ ความต่างกันแห่งธรรม ๒ อย่างนั้นบัณฑิตพึงทราบดังนี้เถิดว่า “ธรรมเป็นอนันตรปัจจัยด้วยอำนาจแห่งธรรม (สามารถ) ยังจิตอันควรแก่ลำดับของตน ๆ ให้เกิดขึ้นเป็นอนันตรรูปนิสสยะด้วยอำนาจแห่งความเป็นเหตุมีกำลัง”


ปกตูปนิสสยะ

ส่วนปกตูปนิสสยะ พึงทราบ (ดังต่อไปนี้) ว่า อุปนิสสยะที่ทำขึ้นอย่างดี ชื่อว่า ปกตูปนิสสยะ ปัจจยธรรมที่บุคคลสร้างขึ้นในสันดานของตนก็ดี ปัจจัยภายนอกมีฤดูและโภชนะเป็นต้น ที่บุคคลเสพด้วยอำนาจศรัทธาและศีลเป็นต้นก็ดี ชื่อว่า ปกตะ (ทำขึ้นอย่างดี)
อีกนัยหนึ่ง อุปนิสสยะ โดยปกติ (คือโดยสภาวะของตน) นั่นเอง ชื่อว่าปกตูปนิสสยะ หมายความว่าไม่เจือปนด้วยอารัมมณูปนิสสยะและอนันตรูปนิสสยะ



(หน้าที่ 160)



ประเภทโดยอเนกประการแห่งปกตูปนิสสยะนั้น พึงทราบโดยนัยว่า “ปกตูปนิสสยะคือ บุคคลอาศัยยิ่งนักซึ่งศรัทธาแล้ว ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น อาศัยยิ่งนักซึ่งศีล สุตะ จาคะ ปัญญาแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยแห่งศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ดังนี้เป็นต้น
ธรรมทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นนี้ อันบุคคลทำขึ้นอย่างดีโดยเป็นอุปนิสสยะ ด้วยความหมายว่าเป็นเหตุมีกำลังด้วยดังกล่าวมาฉะนี้ เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าปกตูปนิสสยะ


ปุเรชาตปัจจัย

ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นสภาพเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไปอยู่ ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยนั้นมี ๑๑ อย่าง โดยเป็นวัตถุและอารมณ์ในปัญจทวาร (เป็น ๑๐) และหทยวัตถุ (รวมเป็น ๑๑) ดังบาลีว่า “จักขายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุและแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุและแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปายตนะเป็นปัจจัยโดยเนปุเรชาตปัจจัย แก่จักขุวิญญาณธาตุ และแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุและแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่มโนธาตุมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้น (คือหทยวัตถุ) เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับมโนธาตุนั้น (คือในปวัตติกาล) ไม่เป็นปัจจัย โดยเป็นปุเรชาตปัจจัยในบางคราว (คือในจุติกาลและปฏิสนธิกาล)


ปัจฉาชาตปัจจัย

อรูปธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมค้ำจูนรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนไว้ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย ดังเจตนาคือความหวังในอาหารค้ำจูนสรีระของลูกแร้งทั้งหลายไว้ฉะนี้ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า “จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายอันเกิดภายหลัง เป็นปัจจัยโดยเป็นปัจฉาชาตปัจจัยแห่งกายนี้ ที่เกิดก่อน”


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]