วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๖๑ - ๑๖๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 161)


อาเสวนปัจจัย

ธรรมผู้อุดหนุนโดยความหมายคืออาเสวนะ (เสพมากคือประพฤติจนคุ้น) เพื่อความคล่องแคล่วและมีกำลังแห่งอนันตรธรรม (ธรรมเป็นลำดับ) ทั้งหลาย ชื่อว่า อาเสวนะปัจจัย ดุจอภิโยค (ความประกอบยิ่งคือความพากเพียร) ที่เกิดก่อน ๆ ในการเรียนคัมภีร์เป็นต้น (เพื่อความคล่องแคล่วในการเรียนคัมภีร์ตอนหลัง ๆ) ฉะนั้น อาเสวนะปัจจัยนั้น เป็น ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งชวนะที่เป็นกุศลและกิริยา ดังบาลีว่า “กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆเป็นปัจจัยโดยเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆเป็นปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัยแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ กิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัย โดยเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งกิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ”


กัมมปัจจัย

ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นการกระทำที่ได้แก่จิตตปโยคะ (ความประกอบทางจิตคือเจตนา) ชื่อว่า กัมมปัจจัย กัมมปัจจัยนั้น เป็น ๒ ด้วยอำนาจแห่งกุศลเจตนาและอกุศลเจตนาอันเป็นไปในขณะต่าง ๆ และแห่งเจตนาทั้งปวงที่เป็นสหชาตะ ดังบาลีว่า “กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นปัจจัยโดยเป็นกัมมปัจจัยแห่งวิบากขันธ์ทั้งหลายและแห่งกฏัตตารูป (รูปที่เกิดแต่กรรม) ทั้งหลายด้วย สหชาตเจตนาเป็นปัจจัยโดยเป็นกัมมปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับเจตนาและแห่งรูปทั้งหลายที่มีเจตนานั้นเป็นสมุฏฐานด้วย


วิปากปัจจัย

วิบากธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมสงบ (คือว่ากรรมทำมาเสร็จแล้ว หรือว่าละเอียดเพราะรู้ยาก) ไม่มีอุตสาหะ (คือไม่ต้องทำอะไรอีก) เพื่อความเป็นสภาพสงบ ไม่มีอุตสาหะ (คือต้องเป็นอย่างนั้น ไม่มีทางบ่ายเบี่ยง) ชื่อว่า วิปากปัจจัย วิบากธรรมนั้นย่อมเป็นปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเป็นปวัติกาลและแห่งปฏัตตารูปทั้งหลาย ในปฏิสนธิกาลและแห่งสัมปยุตตธรรมทั้งหลายในกาลทั้งปวงด้วย ดังบาลีว่า “ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขัน ๓ และแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็น



(หน้าที่ 162)



สมุฏฐาน ฯลฯ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๓ และแห่งกฏัตตารูปทั้งหลายในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓เป็นปัจจัยโดยวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๑ ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยโดยวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๒ และแห่งกฏัตต่รูปทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งวัตถุ (คือหทยวัตถุ)


อาหารปัจจัย

อาหาร ๔ ผู้อุดหนุนโดยความคือเป็นผู้ค้ำจุนรูปและอรูปทั้งหลายไว้ชื่อว่า อาหารปัจจัย ดังบาลีว่า “กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยโดยเป็นอาหารปัจจัยแห่งกายนี้ อาหารทั้งหลายที่เป็นอรูป (คือผัสสะ มโนสัญเจตนาและวิญญาณ) เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัยแห่งสัมปยุตธรรมทั้งหลายและแห่งรูปทั้งหลายอันมีอรูปาหาร (ทั้ง ๓) นั้นเป็นสมุฏฐาน แต่ในปัญหาวาระกล่าวไว้ว่า “ในปฏิสนธิขณะ อาหารทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลายอันสัมปยุตกับอาหารนั้นและแห่งกฏัตตารูปทั้งหลายด้วย” ดังนี้อีกด้วย


อินทรียปัจจัย

อินทรีย์ ๒๐ เว้นอิตถินทรีย์และปุริถินทรีย์ ผู้อุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อินทรียปัจจัย ก็แลในอินทรีย์ ๒๐ นั้น อินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งอรูปธรรมทั้งหลายอย่างเดียว อินทรีย์ที่เหลือ (๑๕) เป็นปัจจัยทั้งแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมดังบาลีว่า “จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรีย์ปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ และแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น ฯลฯ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลาย อันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย อินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นอรูป (๑๔) เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งสัมปยุตธรรม ทั้งหลายและแห่งรูปทั้งหลายที่มีอรูปินทรีย์นั้นเป็นสมุฏฐานด้วย” แต่ในปัญหาวาระ กล่าวไว้ว่า “ในปฏิสนธิขณะ อินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัย โดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งสัมปยุตขันธ์ทั้งหลายและแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย” ดังนี้อีกด้วย



(หน้าที่ 163)



ฌานปัจจัย

องค์ฌาน ๗ (คือวิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา โสมนัส โทมนัส อุเบกขา) อันต่างโดยเป็น กุศลฌานเป็นต้นทั้งปวง ยกเว้นเวทนา ๒ คือ สุข – ทุกข์ในทวีปัญจวิญญาณ ผู้อุดหนุนโดยความคือเข้าไปเพ่ง (อารมณ์เป็นลักษณะ) ชื่อว่าฌานปัจจัย ดังบาลีว่า “องค์ฌานทั้งหลาย เป็นปัจจัยโดยฌานปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับฌานและแห่งรูปทั้งหลายที่มีฌานนั้นเป็นสมุฏฐานด้วย” แต่ในปัญหาวาระกล่าวไว้ว่า “ในปฏิสนธิขณะ องค์ฌานทั้งหลายอันเป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นฌานปัจจัยแห่งสัมปยุตขันธ์ทั้งหลายและแห่งกฏัตตารูปทั้งหลายด้วย” ดังนี้อีกบ้าง


มัคคปัจจัย

องค์มรรค ๑๒ อันต่างโดยกุศลมรรค (คือเป็นสัมมัตตะ) เป็นต้น ผู้อุดหนุนโดยความคือนำออกไปจากสิ่งใดก็แล้วแต่ (คือจากผิดหรือชอบก็แล้วแต่มรรค) ชื่อว่า มัคคปัจจัย ดังบาลีว่า “องค์มรรคทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นมรรคปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลาย ที่สัมปยุตกับมรรคและแห่งรูปทั้งหลายที่มีมรรคนั้นเป็นสมุฏฐานด้วย” แต่ในปัญหาวาระกล่าวไว้ว่า “ในปฏิสนธิขณะ องค์มรรคทั้งหลายอันเป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นมัคคปัจจัยแห่งสัมปยุตขันธ์ทั้งหลายและกฏัตตารูปทั้งหลายด้วย” ดังนี้อีกบ้าง
แต่ว่าฌานปัจจัยและมัคคปัจจัยทั้ง ๒ นี้ พึงทราบว่า ย่อมไม่มีในทวิปัญจวิญญาณและอเหตุกจิตทั้งหลาย


สัมมปยุตตปัจจัย

อรูปธรรมทั้งหลายผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมประกอบกันกล่าวคือมีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันและเกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย ดังบาลีว่า “ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นปัจจัย โดยสัมปยุตปัจจัยซึ่งกันและกัน”


(วิปปยุตตปัจจัย)

รูปธรรมทั้งหลายผู้อุดหนุนโดยไม่เข้าถึง (คือไม่เกี่ยวกับ) ความเป็นธรรมมีวัตถุเดียวกันเป็นต้นว่า วิปปยุตตปัจจัย แห่งอรูปธรรมทั้งหลาย แม้อรูปธรรมทั้งหลายเล่า ก็เป็น



(หน้าที่ 164)



วิปปยุตตปัจจัยแห่งรูปธรรมทั้งหลาย (เหมือนกัน) วิปปยุตตปัจจัยนั้นเป็น ๓ โดยแยกเป็นสหชาตะ (เกิดพร้อมกัน) ปัจฉาชาตะ (เกิดทีหลัง) และปุเรชาตะ (เกิดก่อน) สมดังบาลีว่า “กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสหชาตะ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจฉาชาตะ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งกายนี้ซึ่งเป็นปุเรชาตะ” แต่ในสหชาตวิภังค์แห่งบทอัพยากฤตกล่าวไว้ว่า “ในปฏสนธิขณะขันธ์ทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย ขันธ์ทั้หลายเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่ง (หทัย) วัตถุ (หทย) วัตถุเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลาย” ดังนี้บ้าง ส่วนที่เป็นปุเรชาตะ พึงทราบด้วยอำนาจแห่งวัตถุมีจักขุนทรีย์เป็นต้นเท่านั้น ดังบาลีว่า “จักขายตนะที่เป็นปุเรชาตะ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะที่เป็นปุเรชาตะเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งกายวิญญาณ (หทย) วัตถุเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต ที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ฯลฯ วัตถุเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งกุศลขันธ์ทั้งหลาย ฯลฯ วัตถุเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปปยุตตปัจจัยแห่งอกุศลขันธ์ทั้งหลาย



อัตถิปัจจัย

ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมค้ำจุนธรรมที่เป็นเช่นเดียวกันด้วยความที่มีอยู่อันมีลักษณะเป็นปัจจุบัน ชื่อว่า อัตถิปัจจัย มาติกาแห่งอัตถิปัจจัยนั้นท่านวางไว้ ๗ ประการด้วยอำนาจแห่งอรูปขันธ์ มหาภูต นามรูป จิต เจตสิก มหาภูตรูป อายตนะและวัตถุ ดังบาลีว่า “ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปเป็นปัจจัยโดยเป็นอัตถิปัจจัยซึ่งกันและกัน มหาภูต (คือธาตุ) ๔ เป็นอัตถิปัจจัยซึ่งกันและกัน นามรูปเป็นอัตถิปัจจัยซึ่งกันและกันโอกกันติขณะ (ขณะลงสู่ครรภ์) จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายเป็นอัตถิปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานมหาภูตรูปเป็นอัตถิปัจจัยแห่งอุปาทายรูป จักขายตนะเป็นอัตถิปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นอัตถิปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สังปยุตกับกาบวิญญาณธาตุนั้น รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะเป็นอัตปัจจัย



(หน้าที่ 165)



แห่งมโนธาตุและธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนธาตุนั้น มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูป (คือหทยวัตถุ) ใดเป็นไป รูปนั้นเป็นอัตถิปัจจัยแห่งมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนวิญญาณธาตุนั้น” แต่ในปัญหาวาระวางมาติกาเพิ่มไใอีกคือ “สหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาร อินทรีย์” แล้วทำนิเทศ (คืออธิบาย) ในสหชาตะก่อนโดยนัยว่า “ขันธ์ ๑ เป็นอัตถิปัจจัยแห่งขันธ์ ๓ และแห่งรูปอันมีขันธ์ ๓ นั้นเป็นสมุฏฐาน” ดังนี้เป็นต้น ส่วนในปุเรชาตะ ทำนิเทศด้วยอำนาจแห่งอายตนะมีจักษุเป็นต้น ซึ่งเป็นปุเรชาตธรรมในปัจฉาชาตะทำนิเทศด้วยอำนาจแห่งกายนี้อันเป็นปุเรชาตะเป็นปัจจัยแห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายอันเป็นปัจฉาชาตะ ในอาหารและอินทรีย์ ทำนิเทศฉะนี้ว่า “กพฬิงการาหาร เป็นอัตถิปัจจัยแห่งกายนี้ รูปชีวิตินทรีย์เป็นอัตถิปัจจัยแห่งกฏัตตารูปทั้งหลาย” ดังนี้


นัตถิปัจจัย

อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปเร็ว ผู้อุดหนุนโดยให้โอกาสเพื่อความเป็นไปแห่งอรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในลำดับแห่งตนชื่อว่า นัตถิปัจจัย ดังบาลีว่า “จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายที่ดับไปเร็วเป็นนัตถิปัจจัยแห่งจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นปัจจุบัน


วิคตปัจจัย

นัตถิปัจจยธรรมเหล่านั้นแหละชื่อว่า วิคตปัจจัย เพราะเป็นธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว (คือไม่มีแล้ว) ดังบาลีว่า “จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายที่ดับไปเร็วเป็นวิคตปัจจัยแห่งจิจและเจตสิกธรรมทั้งหลายนี่เป็นปัจจุบัน”


อวิคตปัจจัย

อนึ่ง อัตถิปัจจยธรรมทั้งหลายนั่นแหละพึงทราบว่า ชื่อว่า อวิคตปัจจัย เพราะเป็นธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศไป (คือยังมีอยู่)
ก็แลทุกะนี้ (คือปัจจัยคู่นี้) ตรัสด้วยเทศนาวิลาส (ความงดงามแห่งเทศนา) หรือด้วยอำนาจแห่งเวไนยที่จะพึงฝึกสอนได้ด้วยเทศนาวิธีนี้ ดุจเหตุวิปปยุตตทุกะ แม้ตรัสอเหตุกะแล้วก็ยังตรัส (อีก) ฉะนั้นแล


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]