วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๖๖ - ๑๗๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 166)


ปฏิจจสมุปบาท


(อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขาร)


ในปัจจัย ๒๔ ที่กล่าวมานี้ อวิชชานี้นับเป็นปัจจัยแห่ง อภิสังขารคือบุญทั้งหลาย โดยประการ ๒ แต่มันเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อถัดไป (คืออปุญญาภิสังขาร) โดยหลายประการ เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อสุดท้าย (คืออเนญชาภิสังขาร) โดยประการเดียวแล


ในคำเหล่านั้น คำว่า “เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารคือบุญทั้งหลายโดยประการ ๒“ คำว่า อวิชชาเป็นปัจจัย (แห่งปุญญาภิสังขาร) โดยประการ ๒ คือโดยเป็นอาระมมณปัจจัย ๑ โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย ๑ อธิบายว่า อวิชชานั้นเป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมณปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งหลายฝ่ายกามาวจร ในกาลที่พิจารณาอวิชชา โดยความสิ้นไปเสื่อมไป เป็นอารัมมณปัจจัย แห่งปุญญาภิสังขารฝ่ายรูปาวจร ในกาลที่รู้จิตเป็นไปกับโมหะ (ทั้งของตนและคนอื่น) ด้วยอภิญญาจิต (มีเจโตปริยญาณเป็นต้น) แต่ว่าเมื่อบุคคลบำเพ็ญ บุญกิริยาวัตถุฝ่ายกามาวจรทั้งหลายมีทานเป็นต้นก็ดี ยังรูปาวจรญาณทั้งหลายให้เกิดขึ้นก็ดี เพื่อประโยชน์แก่การก้าวล่วงเสียซึ่งอวิชชามันก็เป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งสองนั้น เมื่อบุคคลปรารถนาสมบัติในกามภพและรูปภพแล้วทำบุญ (ทั้งสอง) นั้นแหละอยู่ เพราะหลงไปด้วยความไม่รู้ ก็อย่างนั้น (คืออวิชชานั้นเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งสองนั้นเช่นเดียวกัน)


คำว่า “แต่มันเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อถัดไปโดยหลายประการ” ความว่า อวิชชาย่อมเป็นปัจจัยแห่งอปุญญาภิสังขารทั้งหลายโดยหลายประการ ปุจฉาว่า เป็นอย่างไร ? วิสัชชนาว่า ก็อวิชชานั่นย่อมเป็นปัจจัย (แห่งอปุญญาภิสังขาร) โดยหลายประการคือ ในกาลที่ราคะเป็นต้น ปรารภอวิชชาเกิดขึ้นมันก็เป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัย ในกาลที่ทำอวิชชาให้เป็นที่หนัก (คือน้ำหนักอยู่ที่อวิชชา) (เกิดความ) พอใจขึ้น มันก็เป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณูธิบดีและอารัมมณูปนิสสยะ เมื่อบุคคลผู้หลงไปด้วยความไม่รู้ไม่เห็นโทษ (ในบาป) ทำบาปทั้งหลายมีปาณาติปาตเป็นต้นเข้า มันก็เป็นอุปนิสสยปัจจัย มันเป็นอนันตระ….



(หน้าที่ 167)



สมนันตระ อนันตระรูปนิสสยะ อาเสวนะ นัตถิและวิคตปัจจัยแห่งชวนจิตมีชวนะดวงที่ ๒ เป็นต้นไป เมื่อบุคคลทำอกุศลทุกอย่างมันก็เป็นเหตุ สหชาตะ อัญญะมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิและอวิคตปัจจัย
คำว่า “นับว่าเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อสุดท้ายโดยประการเดียว” คืออวิชชานับว่าเป็นปัจจัยโดยประการเดียว คือโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแห่งอเนญชาภิสังขารทั้งหลาย ก็แลความที่มันเป็นอุปนิสสยปัจจัยนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในปุญญาภิสังขารนั่นเถิด


อวิชชาอย่างเดียวเป็นปัจจัยแห่งสังขาร

ในบทว่า “สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะปัจจัยเป็นอวิชชา” นี้ โจทกาจารย์กล่าว (ทัก) ว่า “ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลายหรือ หรือว่าเป็นปัจจัยอื่น ๆ อีกก็มี ? พระอาจารย์กล่าวเฉลยว่า “ก็ในข้อนี้จะพึงกล่าวว่ากันอย่างไร (ดี) เล่า ผิว่าอวิชชาอย่างเดียว (เป็นปัจจัย) ไซร้ ก็ต้องเป็นพวกเอกการณวาทะ (กล่าวว่ามีเหตุอันเดียว) ซึ่งไม่ถูกต้องหากว่า ปัจจัยอื่น ๆ อีกก็มีไซร้ เอกการณนิเทศ (คำบาลีที่แสดงเหตุไว้อันเดียว ว่า “อวิชชาปจจยา สงขารา - สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา” ก็ไม่เกิดประโยชน์พระอาจารย์กล่าวต่อไปว่า “(แต่อันที่จริง) เอกการณนิเทศนั้นจะไม่เกิดประโยชน์หามิได้เพราะอะไร เพราะ
เอกผล (เกิด) แต่เอกเหตุไม่มี แม้อเนกผล (เกิด)แต่เอกผลก็ไม่มี เอกผลเล่า (เกิด) แต่อเนกเหตุก็ไม่มีแต่อรรถ (คือประโยชน์) ในการแสดงเอกเหตุเอกผล มีอยู่
จริงอยู่ ผลอย่างเดียว (เกิด) แต่เหตุอันเดียวไม่มีสักอย่าง ในปัจจยาการนี้ ผลหลายอย่าง (เกิด) แต่เหตุอันเดียวก็ไม่มี ผลอย่างเดียว (เกิด) แต่เหตุหลายอันเล่าก็ไม่มี แต่ว่า ผลหลายอย่าง (เกิด) แต่เหตุหลายอันนั่นมี จริงอย่างนั้นผลหลายอย่างได้แก่รูป กลิ่น รส เป็นต้นและหน่อ (ไม้) นั่นเกิดขึ้นแต่เหตุหลายอัน กล่าวคือ ฤดู ดิน พืช (พันธ์) และน้ำปรากฏอยู่ แต่การแสดงเหตุอันเดียวและผลอย่างเดียวที่มีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำไว้ว่า “อวิชชาปจจยา



(หน้าที่ 168)



สงขารา สงขารปจจยา วิญญาณํ” นั้นใด ในการแสดงเหตุอันเดียวและผลอย่างเดียวนั้นอรรถมีอยู่ คือประโยชน์มีอยู่ แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเอกเหตุบ้าง เอกผลบ้างเหมือนกัน โดยควรแก่พระเทศวิลาศและแก่ (อัชฌาสัยของ) เวไนยสัตว์ทั้งหลายบ้างในบางบท เพราะเป็นเหตุและผลประธาน บางบทเพราะเป็นเหตุปรากฏ (เห็นเด่นชัด) บางบทเพราะเป็นเหตุอสาธารณะ (เฉพาะ) ขยายความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเอกเหตุและเอกผลด้วย เพราะความเป็นเหตุประธานและผลประธานเช่นในบทว่า “ผสสปจจยา เวทนา” เหตุว่าผัสสะเป็นประธานแห่งเวทนา ตรัสเอกเหตุเพราะความปรากฏเช่นในคำว่า “เสมหสมุฏฐานา อาพาธา - อาพาธทั้งหลายที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐาน” เพราะว่าในอาพาธนี้เสมหะเป็นเหตุที่ปรากฏ เหตุอื่นมีกรรมเป็นต้นไม่ปรากฏ ตรัสเอกเหตุเพราะความเป็นเหตุ อสาธารณะ เช่นในข้อว่า “เย เกจิ ภิกขเว อกุสลา ธมมา สพเพ เต อโยนิโส มนสิการมูลกา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง (บรรดามี) อกุศลธรรมทั้งหลายนั้นล้วนมีอโยนิโสมนสิการเป็นมูล” เพราะอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุ อสาธารณะ เหตุอื่น ๆ มีวัตถุและอารมณ์เป็นต้นเป็นเหตุสาธารณะแก่อกุศลทั้งหลายแล


เพราะเหตุนั้น ในปัจจยาการนี้ อวิชชานี่ แม้เมื่ออเหตุแห่งสังขารทั้งหลายอื่นมีวัตถุอารมณ์และสหชาตธรรมเป็นต้นมีอยู่ ก็พึงทราบเถิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดง โดยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะความที่อวิชชานั้นเป็นสังขารเหตุที่เป็นประธานแห่งสังขารเหตุอื่น ๆ มีตัณหาเป็นต้น โดยพระบาลีว่า “ตัณหาย่อมพอกพูนแก่บุคคลผู้คอยดูแต่ส่วนที่น่ายินดี (ในสังโยชนียธรรม)” เป็นต้น และโดยพระบาลีว่า “ความเกิดขึ้นแห่งอาสวะย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอวิชชา” เพราะเป็นเหตุปรากฏและเพราะเป็นเหตุอสาธารณะด้วย โดยพระบาลีว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้โง่เขลาตกอยู่ในอวิชชาย่อมสร้างปุญญาภิสังขารขึ้นบ้าง…” เป็นต้น ก็แลประโยชน์ในการทรงแสดงเอกเหตุเอกผลในบททั้งปวงพึงทราบโดยคำเฉลยการทรงแสดงเอกเหตุเอกผล (ที่กล่าวมานั่นเทอญ)


(อวิชชาเป็นเหตุแห่งสังขารฝ่ายดี)

ในบท อวิชชาปจจยา สงขารา นี้ โจทกาจารย์กล่าวทัก (อีกประเด็นหนึ่ง) ว่า “ถึงเป็นอย่างกล่าวมานั้น (แต่) การที่อวิชชาซึ่งเป็นสิ่งมีโทษ มีผลอันไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียว



(หน้าที่ 169)



มาเป็นปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร (ซึ่งมีผลน่าปรารถนา) จะใช้ได้ไฉน ? เพราะว่าอ้อยจะเกิดจากพืชสะเดาหาได้ไม่” พึงเฉลยว่า “ไฉนจักใช้ไม่ได้เล่า เพราะในโลกนี้
ปัจจัยแห่ง (สภาว) ธรรมทั้งหลายที่ผิดกัน (กับผล)ก็ดี ไม่ผิดกันก็ดี ที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน (กับผล)ก็เช่นกัน ย่อมเป็นเหตุสำเร็จ (คือให้เกิดผล) ได้ แต่ธรรมเหล่านั้น มิได้เป็นวิบาก (แห่งปัจจัยเหล่านั้น) เลย
จริงอยู่ ปัจจัยที่ผิดกันโดยฐาน (ตำแหน่งที่และเวลา) สภาวะและกิจเป็นต้นแก่ (สภาว) ธรรมทั้งหลายก็ดี ไม่ผิดกันก็ดี ย่อมเป็นเหตุสำเร็จได้ในโลก ด้วยว่า จิตดวงก่อน ย่อมเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยฐานแห่งจิตดวงหลังได้ และการศึกษามีศึกษาเป็นต้นก่อน ย่อมเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยฐานะแห่งการทำงานมีประกอบศิลปะเป็นต้นอันเป็นไปในภายหลังก็ได้ กรรมเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยสภาวะแห่งรูปได้ และนมสดเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยสภาวะแห่งรูปได้ และนมสดเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยสภาวะแห่งนมส้มก็ได้ แสงสว่างเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยกิจแห่งจักขุวิญญาณได้ แสงสว่างเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยกิจแห่งจักขุวิญญาณได้ และนำอ้อยงบเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยกิจแห่งน้ำดอง (คือน้ำเมา) เป็นต้นก็ได้ ส่วนจักขุและรูปเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ไม่ผิดกันโดยฐานแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น ชวนจิตดวงก่อนเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ไม่ผิดกันโดยสภาวะและไม่ผิดกันโดยกิจแห่งชวนจิตดวงหลังเป็นต้น


อนึ่ง ปัจจัยที่ผิดกันและไม่ผิดกัน (กับผล) เป็นเหตุสำเร็จได้ฉันใด แม้ปัจจัยที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน (กับผล) ก็เป็นเหตุสำเร็จได้ฉันนั้น จริงอยู่ รูปกล่าวคือฤดูและอาหาร ซึ่งเหมือนกันนั่นเองเป็นปัจจัยแห่งรูป พืชข้าวสาลีเป็นต้น ซึ่งเหมือนกันนั่นแลเป็นปัจจัยแห่งเมล็ดข้าวสาลีเป็นต้น รูปซึ่งแม้ไม่มีเหมือนกัน แต่เป็นปัจจัยแห่งอรูปได้ อรูปเล่าก็เป็นปัจจัยแห่งรูปได้ และขนโค ขนแกะ เขาแกะ เขาสัตว์ นมส้ม งา แป้งเป็นต้นซึ่งไม่เหมือนกันก็เป็นปัจจัยแห่งหญ้าแพรกและตระไคร้เป็นต้นได้ แต่ปัจจยธรรมเหล่านั้นเป็นปัจจัยที่ผิดกันไม่ผิดกันและเหมือนกัน ไม่เหมือนกัน (ก็ดี) แห่งธรรมเหล่าใด ธรรมเหล่านั้นก็มิได้เป็นวิบากแห่ง (ปัจจัย) ธรรมเหล่านั้นเลย
ด้วยประการดังนี้ อวิชชานี่ แม้ว่าโดยวิบาก เป็นสิ่งที่มีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียว และด้วยว่าเป็นสภาวะก็เป็นสิ่งมีโทษ (แต่ก็) พึงทราบเถิดว่า มันเป็นปัจจัยแก่สังขารมีปุญญาภิ



(หน้าที่ 170)



สังขารเป็นต้นทั้งหมดได้ ด้วยสามารถเป็นปัจจัยที่ผิดกัน และไม่ผิดกันโดยฐานะ กิจสภาวะและด้วยสามารถเป็นปัจจัยทีเหมือนกันตามควร ก็แลความที่มันเป็นปัจจัยนั้น ได้กล่าวแล้วโดยนัยว่า “ความไม่รู้ที่นับว่าอวิชชาในทุกข์เป็นต้น บุคคลใดยังละไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นเพราะความไม่รู้ในทุกข์ก่อนและและในวัตถุแห่งอวิชชาทั้งหลายมีขันธปัญจกะส่วนอดีตเป็นต้น จึงยึดเอาสังขารทุกข์ไว้โดยสำคัญว่า เป็นสุขแล้วย่อมริ (ทำ) สังขารทั้ง ๓ อย่างอันเป็นเหตุแห่งสังสารทุกข์นั้นขึ้น” ดังนี้เป็นต้นนั่นแล


(ต่อไป) นี้เป็นปริยายอื่นอีกปริยายหนึ่งว่า
บุคคลใดหลงใน (เรื่อง)จุติ และอุปาต (เรื่องสงสาร)ในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลายและในปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมสร้างสังขารทั้ง ๓ นั้นขึ้น(ทั้งนี้ก็) เพราะเหตุที่อวิชชานี่เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้ง ๓ นั้น
หากมีคำถามว่า “ก็ไฉน บุคคลใดหลงในธรรมเหล่านั้น บุคคลนั้จึงทำสังขารทั้งสามนั้นขึ้น” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมี่ว่า “อันดับแรกบุคคลผู้หลงใน (เรื่อง) จุติ ไม่ถือเอาจุติ (โดยความความจริง) ว่า “ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพทั้งปวง ชื่อว่ามรณะ (แต่) กำหนดใจไปว่า “สัตว์ตาย ความตายก็คือความก้าวไป (คือเคลือนไป) สู่ร่างอื่นแห่งสัตว์” ดังนี้เป็นต้น
ผู้หลงในอุปบาต ไม่ถือเอาอุปบาต (โดยความจริง) ว่า “ความปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพทั้งปวง ชื่อว่าชาติ” (แต่) กำหนดใจไปว่า “สัตว์เกิดขึ้น ความเกิดคือความปรากฏขึ้นแห่งร่างใหม่ของสัตว์” ดังนี้เป็นต้น


ผู้หลงในสงสาร ไม่ถือเอาสงสารอย่างท่านพรรณนาไว้ดังนี้ว่า
“ความสืบเนื่องกันแห่งขันธ์ธาตุ และอายตนะทั้งหลายเป็นไปอยู่ไม่ขาดสาย เรียกว่าสงสาร”
(แต่) กำหนดใจไปว่า “สัตว์ผู้นี้ไปจากโลกอื่นจากโลกนี้ มาสู่โลกนี้จากโลกอื่น” ดังนี้เป็นต้น
ผู้หลงในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่ถือเอาสภาวะลักษณะ (มีรู้จักเสื่อมเป็นต้น) และสามัญญลักษณะ (มีไม่เที่ยงเป็นต้น) แห่งสังขารทั้งหลาย (แต่) กำหนดใจเอาสังขารทั้งหลาย


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]