วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๗๑ - ๑๗๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 171)


โดยความเป็นตน โดยความเป็นของตน โดยความเป็นของยั่งยืน โดยความเป็นของงามและโดยความเป็นความสุข
ผู้หลงในปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ไม่ถือความหมุนไปแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย มีสังขารเป็นต้น เพราะปัจจยธรรมมีอวิชชาเป็นอาทิ (แต่) กำหนดใจไปว่า “อัตตาย่อมรู้บ้างไม่รู้บ้าง อัตตานั่นแลทำ (เอง) และใช้ (ผู้อื่น) ให้ทำด้วย ในปฏิสนธิก็อัตตานั่นแลเกิดขึ้น ผู้บันดาลมีอณุและพระอิศวรเป็นต้นจัดแจงร่างให้อัตตานั้นโดย (แต่งให้) เป็นกลละเป็นต้น (จน) ทำอินทรีทั้งหลายให้ครบครัน อัตตานั้นมีอินทรีย์ครบครันแล้วจึงสัมผัสได้ รู้ (อารมณ์) ได้ อยากเป็น ยึดถือเป็น พยายามเป็น อัตตานั้นย่อมมีในภพอื่นอีก” ดังนี้บ้าง ว่า “สัตว์ทั้งปวงแปรเปลี่ยนไปตามวาระ คือความเป็นไปตามโชคเคราะห์” ดังนี้บ้าง
บุคคลนั้นอันอวิชชาทำให้เป็นคนบอดแล้วกำหนดใจไปอย่างนั้นอยู่ ก็ย่อมก่อสังขารเป็นบุญบ้าง ไม่เป็นบุญบ้าง เป็นอเนญชาบ้างขึ้น เปรียบเหมือนคนตาบอดเที่ยวไปบนแผ่นดิน ก็ย่อมเดินไปถูกทางบ้าง ผิดทางบ้าง ที่ดอนบ้าง ที่ลุ่มบ้าง ที่ราบบ้าง ที่ขรุขระบ้าง ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระอาจารย์จึงกล่าวคำเป็นคาถานี้ไว้ (ความ) ว่า
เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด ไม่มีคนจูงบางที่ก็เดินไปตามทาง บางทีก็เดินไปนอกทางบ้าง ฉันใดก็ดี คนเขลาผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารไม่มีผู้ชักนำ บางคราวก็ทำบุญ บางคราวก็ทำกรรมที่ไม่ใช่บุญบ้าง ฉันนั้นต่อเมื่อใดเขาจักรู้ธรรมแล้วตรัสรู้สัจจะได้ เมื่อนั้นเพราะอวิชชาสงบไป เขาจึงจักเป็นอุปสันตบุคคลไปได้ นี่เป็นวิตถารกถาในบทว่า อวิชชาปจจยา สงขารา



สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ

(ต่อไปนี้เป็น) วิตถารในบท สงขารปจจยา วิญญาณํ
คำว่า วิญญาณ ได้แก่ วิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น ในวิญญาณ ๖ นั้น จักขุวิญญาณ มี ๒ อย่าง คือ จิกขุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบากและที่เป็นอกุศลวิบาก โสตวิญญาณ



(หน้าที่ 172)



ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ก็อย่างนั้น มโนวิญญาณมี ๒๒ คือ มโนธาตุ ๒ ที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบาก มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกะ ๓ กามาวจรวิปากจิตเป็นสเหตุกะ ๘ รูปาวจรจิต ๕ อรูปาวจรจิต ๔ ดังนี้ จึงเป็นอันรวมวิปากวิญญาณฝ่ายโลกิยะทางวิญญาณ ๖ นี้ ทั้งหมดด้วยกันได้ ๓๒ ส่วนวิญญาณฝ่ายโลกุตตระทั้งหลายใช้ไม่ได้ในกถาว่าด้วยวัฏฏะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ถือเอา
ในบทว่า วิญญาณมีเพราะปัจจัยคือสังขาร นั้น หากมีคำถามว่า “ก็ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไรว่า วิญญาณมีประการดังกล่าวมานี้ ย่อมมีเพราะปัจจัยคือสังขาร” แก้ว่า “ทราบได้เพราะเมื่อไม่มีกรรมที่ก่อไว้ วิบากก็ไม่มี” แท้จริง วิญญาณนั่นเป็นวิบาก อันวิบากในเมื่อไม่มีกรรมที่ก่อไว้ ย่อมไม่เกิดขึ้น ผิว่า มันจะพึงเกิดขึ้นได้ โดยไม่อาศัยกรรมไซร้ วิปากวิญญาณทุกอย่างก็จะพึงเกิดขึ้นแก่สัตว์ทุกจำพวกได้ (นะซิ) แต่มันไม่เกิดดอก (ในเมื่อไม่มีกรรมที่ก่อไว้)” เพราะเหตุนั้น จึงทราบข้อว่า วิญญาณนี้ย่อมมีเพราะปัจจัยคือสังขารนั้นได้


หากมีถามว่า “วิญญาณไหนย่อมมีเพราะปัจจัยคือสังขารไหน” ดังนี้ไซร้ พึงตอบว่า “อันดับแรกวิญญาณ ๑๖ ดวง คือวิญญาณมีจัขุวิญญาณเป้นต้นที่เป็นปุศลวิบาก ๕ ในมโนวิญญาณ มโนธาตุ ๑ มโนวิญญาณธาตุ ๒ กามาวจรวิปากวิญญาณ ๘ ย่อมมีเพราะปัจจัยคือปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจร ดังบาลีว่า “เพราะกรรมที่เป็นกุศลฝ่ายกามางจร อันบุคคลทำไว้แล้วก่อไว้แล้ว จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆทตวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ที่เป็นวิบาก จึงเกิดขึ้น มโนธาตุที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้น มโนวิญญาณธาตุที่เป็นโสมนัสสหรคตจึงเกิดขึ้น มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอุเปกขาสหรคตจึงเกิดขึ้น มโนวิญญาณธาตุที่เป็นโสมนัสสสหรคตญาณสัมปยุต ที่เป็นโสมนันสสหรคต ญาณสัมปยุต เกิดพร้อมกับ สังขารที่เป็นโสมนัสสหรคต ญาณวิปยุตเกิดขึ้นพร้อมกันสังขารที่เป็นโสมนันสสหรคตญาณวิปยุต เกิดพร้อมสังขาร ที่เป็นอุเปกขาสหรคต ญาณสัมปยุต ที่เป็นอุเปกขาสหรคต ญาณสัมปยุตกับสังขารที่เป็นอุเปกขาสหรคต ญาณวิปปยุตที่เป็นอุเปกขาสหรคต ญาณวิปปยุตกับสังขาร ดังนี้
ส่วนรูปาวจรวิปากวิญญาณ ๕ ดวง มีเพราะปัจจัยคือปุญญาภิสังขารฝ่ายรูปาวจร ดังบาลีว่า “เพราะกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลฝ่ายรูปาวจรนั้นนั่นแล อันบุคคลทำไว้แล้วก่อไว้แล้ว



(หน้าที่ 173)



โยคาวจรบุคคล สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌาน ฯลฯ ปัญจมฌาฯอัเป็นวิบากอยู่” ดังนี้
(รวม) วิญญาณ ๒๑ ดวง ย่อมมีเพราะปัจจัยคือปุญญาภิสังขาร ฉะนี้
ส่วนวิญญาณ ๗ ดวง ดังนี้คือ วิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นอกุศลวิบาก ๕ มโนธาตุ ๑ มโนวิญญาณธาตุ ๑ ย่อมมีเพราะปัจจัยคืออปุญญาภิสังขาร ดังบาลีว่า “เพราะกรรมเป็นอกุศล อันบุคคลทำไว้แล้วก่อไว้แล้ว จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณอันเป็นวิบากจึงเกิดขึ้น มโนธาตุที่เป็นวิบาก มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้น” ดังนี้
ส่วนวิญญาณ ๔ ดวง ดังนี้คือ วิญญาณที่เป้นอรูปวิบาก ๔ ย่อมมีเพราะปัจจัยคืออเนญชาภิสังขาร ดังบาลีว่า “เพราะกรรมที่เป็นกุศลฝ่ายอรูปาวจรนั้นนั่นแลอันบุคคลทำไว้แล้ว ก่อไว้แล้ว เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาทั้งหลายเสียได้โดยประการทั้งปวงจึงเข้าถึงวิญญาณอันสหรคตด้วยอากาสานัญญจายตนสัญญา วิญญาณนัญจายตนะสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ซึ่งเป็นวิบากอยู่ เพราะละสุขและทุกข์ได้จึงเข้าจตุตถฌานอยู่” ดังนี้


ความเป็นไปแห่งวิญญาณ

วิญญาณใด ย่อมมีเพราปัจจัยสังขารใดแล้ว บัดนี้ พึงทราบปวัตติ (ความเป็นไปเรื่องราว) แห่งวิญญาณนั้นดัง (ต่อไป) นี้
วิญญาณทั้งปวงนี้แหละ ย่อมเป็นไปโดยส่วน ๒ ด้วยอำนาจแห่งปวัตติ (ความเป็นไปส่วนต่อแต่ปฏิสนธิไป) และ (ส่วนตอน) ปฏิสนธิ ใน ๒ ส่วนนั้น วิญญาณ ๑๓ ดวงนี้ คือปัญจวิญญาณ ๒ (เป็น ๑๐) มโนธาตุ ๒ อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นโสมนัสสสหรคต (๑) ย่อมเป็นไปในส่วนปวัตติในปัญจโวการภพเท่านั้น วิญญาณที่เหลือ ๑๙ ดวงเป็นไปทั้งในส่วนปวัตติทั้งในส่วนปฏิสนธิตามสมควรใน ๓ ภพ (คือปัญจวโรการภพ จตุโวการภพ และเอกโวการภพ)
ปุจฉาว่าอย่างไร ?



(หน้าที่ 174)



ส่วนปวัตติ

วิสัชชนาว่า ในอรรถกถามัชฌิมนิกายกล่าวไว้ว่า “อันดับแรกวิญญาณ ๕ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นฝ่ายกุศลวิบาก ปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่มาปรากฏทางทวารมีจักขุทวารเป็นต้น ของบุคคลผู้เกิดมาด้วยกุศลวิบาก หรือด้วยอกุศลวิบากก็ตาม ที่มีอินทรีย์เข้าถึงความแก่กล้าแล้วตามลำดับเป็นอิฏฐารมณ์ก็ตาม อิฏฐมัชฌัตตารมณ์ก็ตาม อาศัยประสาทมีจักษุประสาทเป็นอาทิ ก็ยังกิจคือการเห็น การได้ยิน การดม การลิ้ม การสัมผัสให้สำเร็จเป็นไป วิญญาณ ๕ ฝ่ายอกุศลวิบากก็เป็นอย่างนั้น เป็นแต่อารมณ์ของอกุศลวิปากวิญญาณเหล่านั้น เป็นอนิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐมัฌัตตารมณ์สิ้นเชิง (เท่า) นี้เองเป็นความแปลกกัน จริงอยู่ วิญญาณทั้ง ๑๐ นั่นก็มีทวาร อารมณ์ วัตถุและฐานคงตัวและมีกิจตายตัวอยู่เท่านี้เอง ต่อนั้นมโนธาตุที่เป็นกุศลวิบากในลำดับแห่งวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นกุศลวิบาก ปรารภอารมณ์ของวิญญาณเหล่านั้นนั่นแหละ อาศัยหทยวัตถุก็ยังสัมปฏิจฉนกิจให้สำเร็จเป็นไปมโนธาตุฝ่านอกุศลวิบากในลำดับแห่งอกุศลวิปากวิญญาณทั้งหลายก็เป็นไปอย่างนั้น ก็แต่ว่ามโนธาตุคู่นี้มีทวารและอารมณ์ไม่แน่ แต่มีวัตถุและฐานคงตัวและกิจก็ตายตัว ส่วนอเหตุกะมโนวิญญาณธาตุที่เป็นโมนัสสสหรคตในลำดับแห่งกุศลวิบากมโนธาตุก็ปรารภอารมณ์แห่งกุศลวิบากมโนธาตุนั้นแหละอาศัยหทยวัตถุ ยังสันตีรณกิจให้สำเร็จ ตัดวิถีภวังค์ในที่สุด แห่งชวนะที่สัมปยุตด้วยโลภโดยมากแห่งเหล่าสัตว์จำพวกกามาวจร ในเมื่ออารมณ์นั้นเป็น อารมณ์มีกำลังในทวารทั้ง ๖ เป็นไปวาระเดียวบ้างสองวาระบ้าง ด้วยอำนาจแห่งตทารัมมณะในอารมณ์ที่ชวนะยึดไว้” ดังนี้ แต่ในอรรถกถาพระอภิธรรม วารจิตในตทารัมมณะมาเป็น ๒ (วาระเดียวไม่มี) ก็แลจิตดวงนี้มี ๒ ชื่อ คือ ชื่อว่าตทารัมมณะ และชื่อว่าปิฏฐิภวังค์ (มีภวังค์แอบหลัง) และเป็นจิตมีทวารและอารมณ์ไม่แน่ แต่มีวัตถุคงตัว มีฐานและกิจก็ไม่ตายตัวแล


วิญญาณ ๑๓ ดวง พึงทราบว่า เป็นไปในส่วนปวัตติในปัญจิโวการภพเท่านั้น ดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน
ในวิญญาณ ๑๙ ที่เหลือเล่า วิญญาณอะไร ๆ ไม่เป็นไปโดยปฏิสนธิ (กิจ) อันควรแก่ตนก็หามิได้ แต่ในส่วนปวัตติ อันดับแรกอเหตุกมโนวิญญาณธาตุอันเป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบากทั้ง ๒ ยังกิจ ๔ ให้สำเร็จ คือ ยังสันตีรณกิจในลำดับแห่งกุศลอกุศลวิบากมโนธาตุ



(หน้าที่ 175)



ในปัญจทวารให้สำเร็จ ยังตทารัมมณกิจในทวาร ๖ โดยนัยที่กล่าวในตอนเบื้องหน้าแต่ปฏิสนธิที่ตนให้แล้วให้สำเร็จ และยังจุติกิจในบั้นปลายให้สำเร็จ เป็นวิญญาณธาตุที่มีวัตถุคงตัว แต่มีทวาร อารมณ์ ฐานและกิจไม่คงตัวเป็นไป สเหตุกจิตฝ่ายกามาวจร ๘ ยังกิจ) ให้สำเร็จ คือยังตทารัมมณกิจในทวาร ๖ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละให้สำเร็จ เมื่อจิตตุปบาทที่เข้าไปตัดภวังค์ไม่มี ก็ยังภวังคกิจเบื้องหน้าแต่ปฏิสนธิที่ตนให้แล้วเป็นให้สำเร็จและยังจุติกิจในบั้นปลายให้สำเร็จ เป็นจิตมีวัตถุคงตัว แต่ทวาร อารมณ์ ฐานและกิจไม่คงตัวเป็นไป รูปาวจรวิญญาณ ๕ และอรูปาวจร ๔ ยังกิจ ๒ ให้สำเร็จ คือเมื่อจิตตุปบาทที่เข้าไปตัดภวังค์ไม่มี ก็ยังภวังค์กิจเบื้องหน้าแต่ปฏิสนธิที่ตนให้แล้วเป็นไปให้สำเร็จและยังจุติกิจในบั้นปลายให้สำเร็จเป็นไป ในจิต ๒ ประเภทนั้น รูปาวจรจิตทั้งหลายมีวัตถุทวารและอารมณ์คงตัว แต่ฐานและกิจไม่คงตัว ส่วนอรูปาวจรจิตทั้งหลาย มีวัตถุคงตัว อารมณ์คงตัว แต่ฐานและกิจไม่คงตัวเป็นไปแล
วิญญาณทั้ง ๓๒ ดวง ย่อมเป็นไปเพราะสังขารเป็นปัจจัย ในส่วนปวัตติ ดังกลาวมาฉะนี้ก่อน
สังขารนั้น ๆเป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัยและเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิปากวิญญาณ ๓๒ ดวงนั้นในปวัตตินั้น


ส่วนปฏิสนธิ

ส่วนคำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า “ในวิญญาณ ๑๙ ที่เหลือเล่า วิญญาณอะไร ๆ ไม่เป็นไปโดยปฏิสนธิ (กิจ) อันควรแก่ตนก็หามิได้” คำนั้นยังรู้ได้ยากเพราะเป็นคำสังเขปนัก เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะกล่าวเพื่อแสดงวิตถารนัยแห่งปฏิสนธิวิญญาณนั้น (ต่อไป) โดยตั้งปัญหาว่า
(๑) ปฏิสนธิมีกี่อย่าง ?
(๒) ปฏิสนธิจิตมีเท่าไร ?
(๓) ปฏิสนธิย่อมมีในภพไหนด้วยจิตอะไร ?
(๔) อะไรเป็นอารมณ์ของปฏิสนธิ ?


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]