วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๗๖ - ๑๘๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 176)


คำตอบมีว่า


(๑) ปฏิสนธิมี ๒๐ ทั้งปฏิสนธิของอสัญญีสัตว์ (คือโดยปฏิสนธิจิตก็มีเพียง ๑๙ แต่นับปฏิสนธิของพวกอสัญญีเข้าด้วยจึงเป็น ๒๐)
(๒) ปฏิสนธิจิตมี ๑๙ ประการดังกล่าวมาแล้วนั่นแหละ
(๓) ในปฏิสนธิจิต ๑๙ นั้น ปฏิสนธิในอบายทั้งหลายย่อมมีด้วยอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นอกุศลวิบาก ปฏิสนธิแห่งพวกคนบอดแต่กำเนิด คนหนวกแต่กำเนิด คนบ้าแต่กำเนิด คนใบ้แต่กำเนิด และคนกระเทยทั้งหลายในมนุษย์โลก ย่อมมีด้วยอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกุศลวิบากปฏิสนธิ แห่งเหล่าสัตว์ผู้มีบุญในพวกเทพชั้นกามาวจรก็ดี ในพวกมนุษย์ก็ดี ย่อมมีด้วยสเหตุกามาวจรวิปากจิต ๘ ปฏิสนธิในโลกรูปพรหม ย่อมมีด้วยรูปาวจรวิบาก ๕ ปฏิสนธิในโลกอรูปพรหมย่อมมีด้วยอรูปาวจรวิปากจิต ๔ ก็แล ปฏิสนธิย่อมมีในภพไรด้วยจิตไรดังกล่าวมาฉะนี้ ปฏิสนธินั้นแล ชื่อว่าปฏิสนธิอันควรแก่วิญญาณนั้น
(๔) ส่วนอารมณ์ของปฏิสนธิ มี ๓ คือ อตีตารมณ์ ปัจจุปันนารมณ์ และนวัตตัพพารมณ์ (คือ อารมณ์ที่ไม่ควรจะกล่าวได้ว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบัน)(แต่) ปฏิสนธิของพวกอสัญญีเป็นอนารมณ์ (คือไม่มีอารมณ์) แล


ในอารมณ์ ๓ นั้น อารมณ์ของปฏิสนธิแห่งสัตว์ชั้นวิญญาณนัญจายตนะและชั้นเนวสัญญาสัญญายตนะ เป็นอตีตารมณ์อย่างเดียว แห่งสัตว์ชั้นกามาวจร ๑๐ เป็นอตีตารมณ์บ้าง เป็นปัจจุปปันนารมณ์บ้าง แห่งสัตว์ที่เหลือเป็นนวัตตัพพารมณ์แท้
อนึ่ง ปฏิสนธิที่เป็นไปในอารมณ์ ๓ อยู่ดังนี้ ก็ย่อมเป็นไปในลำดับแห่งจุติจิต ซึ่งมีอารมณ์เป็นอตีตารมณ์บ้าง เป็นนวัตตัพพารมณ์บ้างเท่านนั้น เพราะธรรมดาว่าจุติจิตเป็นปัจจุปปันนารมณ์หามีไม่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงควรทราบอาการเป็นไปแห่งปฏิสนธิอันมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๓ ในอันดับแห่งจุติ ซึ่งมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๒ ด้วยอำนาจแห่งสุคติและทุคติ (ต่อไป) ข้อนี้เป็นฉันใด



(หน้าที่ 177)


อันดับแรก บาปกรรมตามที่ตนสะสมไว้บ้าง กรรมนิมิตบ้าง ย่อมมาสู่คลองในมโนทวาร ของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในสุคติชั้นกามาวจร (แต่) เป็นคนมีบาปกรรม ซึ่ง (เจ็บหนัก) นอนอยู่บนเตียงมรณะ (ทั้งนี้) โดยบาลีว่า “ในสมัยนั้น กรรมทั้งหลาย (ที่ตนทำไว้ก่อน) นั้น ย่อมเกาะอยู่ (ในจิต) ของบุคคล (ผู้ใกล้ตาย) นั้น” ดังนี้เป็นต้น จตุจิตทำอารมณ์แห่งภวังค์ ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในลำดับแห่งชวนวิถีอันปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตนั้นเกิดขึ้น มีตทารัมมณะเป็นสุดท้าย ครั้นจุติจิตนั้นดับแล้ว ปฏิสนธิจิตอันกำลังแห่งกิเลสที่ยังตัดไม่ได้ชักนำถลำเข้าไปทางทุคติ ก็ปรากฏกรรมหรือกรรมนิมิตที่มาปรากฏ (มโนทวาร) นั้นและเกิดขึ้น นี่เป็นปฏิสนธิ มีอารมณ์เป็นอดีต (เกิด) ในลำดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต (ด้วยกัน)
ในมรณสมัย (เวลาใกล้จะตาย) ทุคตินิมิตมีวรรณรูปแห่งเปลวเพลิงเป็นต้น ในทุคติทั้งหลายมีนรกเป็นอาทิ ย่อมมาปรากฏในมโนทวารของบุคคลผู้มีบาปกรรมอีกคนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งกรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ครั้นภวังคจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ๒ วาระ วิถีจิต ๓ ดวง คือ อาวัชชนะ ๑ ชวนะ (เพียง) ๕ เพราะเป็นจิตมีกำลังอ่อนด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามา ตทารัมมณะ ๒ ปรารภอารมณ์นั้นเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น ต่อนั้นจุติจิต ๑ ดวงทำอารมณ์ของภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ก็และขณะจิต ๑๕ คือ ภวังค์ ๒ อาวัชชนะ (๑) ทัสสนะ (เห็น ๑) สัมปฏิจฉนะ (๑) สันตีรณะ (๑) โวฏฐัพพนะ (๑) ชวนะ ๕ ตทารัมมณะ ๒ จุติจิต ๑ เพียงนั้นนับว่าเป็นอดีต ลำดับนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นในอารมณ์นั้นนั่นแหละ ซึ่งมีอายุชั่วขณะจิต ๑ ที่เหลือ แม้ปฏิสนธินี้เป็นปฏิสนธิมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน (เกิด) ในลำดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต
นี่เป็นอาการเป็นไปแห่งทุคติปฏิสนธิ อันมีอารมณ์เป็นอดีตบ้าง ปัจจุบันบ้าง (เกิด) ในลำดับแห่งสุคติจุติ ซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีตเท่านี้ก่อน
สำหรับผู้ตั้งอยู่ในทุคติ (แต่) มีกรรมอันไม่มีโทษได้สั่งสมไว้คำทั้งปวงบัณฑิตก็พึงทราบโดยนัยก่อนนั้นแล โดยบรรจุคำฝ่ายขาวลง (แทน) ในคำฝ่ายดำ เช่นว่า “กรรมไม่มีโทษนั้นบ้าง กรรมนิมิตบ้าง ย่อมมาปรากฏในมโนทวารเป็นต้นตามนัยก่อนเกิด นี่เป็นอาการเป็นไปแห่งสุคติ และปฏิสนธิอันมีอารมณ์เป็นอดีตและปัจจุบัน (เกิด) ในลำดับแห่งทุคติจุติ ซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต



(หน้าที่ 178)


ข้างฝ่ายผู้ตั้งอยู่ในสุคติมีกรรมอันไม่มีโทษได้สั่งสมไว้ (เจ็บหนัก) นอนอยู่บนเตียงมรณกรรมไม่มีโทษตามที่ได้สั่งสมไว้บ้าง กรรมนิมิตบ้าง ย่อมมาปรากฏในมโนทวาร (ทั้งนี้) โดยพระบาลี (กล่าวไว้) ว่า “ในสมัยนั้นอนวัชชกรรมทั้งหลาย (ที่ตนสั่งสมไว้ก่อน)นั้นย่อมเกาะอยู่ (ในจิต) ของบุคคล (ผู้ใกล้ตาย) นั้น “ดังนี้เป็นต้น ก็แต่ว่าข้อที่ไม่กำหนดแน่งว่าอนวัชชกรรมหรือกรรมนิมิตจะมาปรากฏทางมโนทวารนั้น สำหรับผู้สั่งสมอนวัชชกรรมฝ่ายกามาวจรไว้เท่านั้น ส่วนผู้สั่งสมมหัคคตกรรมไว้ มีแต่กรรนิมิตอย่างเดียวมาปรากฏทาง (มโนทวาร) จุติจิตทำอารมณืแห่งภวัง๕ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในลำดับแห่งชวนวิถีมีตทารัมมณะเป็นสุดท้ายหรือชวนวิถีล้วน (ไม่มีตทารัมมณะ) ซึ่งปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตนั้นเกิดขึ้น ครั้นจุติจิตนั้นดับไปแล้ว ปฏิสนธิจิตอันกำลังแห่งกิเลสที่ยังตัดไม่ได้ชักนำเข้าไปทางสุคติ ก็ปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตที่ปรากฏทาง (มโนทวาร) นั้นแลเกิดขึ้น นี่เป็นปฏิสนธิเป็นอตีตารมณ์บ้าง เป็นนวัตตัพพารมณ์บ้าง (เกิด) ในลำดับแห่งจุติซึ่งเป็นอารมณ์
บุคคลมีอนวัชชกรรมได้สั่งสมไว้อีกผู้หนึ่ง ในมรณะสมัย มีสุคตินิมิตได้แก่วรรณรูปแห่งท้องมารดาในมนุษย์โลกบ้าง ได้แก่วรรณรูปแห่งอุทยาน วิมานและกัลปพฤกษ์เป็นต้นในเทวโลกบ้างมาปรากฏในมโนทวาร ด้วยอำนาจแห่งอนวัชชกรรมกามาวจร ปฏิสนธิเกิดแก่บุคคลนั้นในลำดับแห่งจุติจิตตามลำดับจิตที่แสดงมาแล้วใน (ตอนว่าด้วย) ทุคตินิมิตนั่นแลนี้เป็นปฏิสนธิที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งจุติซึ่งเป็นอตีตารมณ์
อีกผู้หนึ่ง ในมรณสมัย พวกญาติบอกว่า “นี่แนะพ่อ พุทธบูชาเราทำเพื่อประโยชฯแก่ท่าน ทานจงยังจิตให้เลื่อมใสเถิด” แล้วนำรูปารมณ์โดยเป็นเครื่องบูชามีช่อดอกไม้และธงไชยธงแผ่นผ้าเป็นต้นบ้าง สัททารมณ์โดยเป็นการฟังธรรมและการบูชาด้วยเสียงดนตรีเป็นต้นบ้าง คันธารมณ์โดยเป็นกลิ่นธูปและเครื่องอบเป็นต้นบ้าง รสารมณ์โดยเป็นเครื่องลิ้มมีน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น (โย) บอกว่า “แน่ะพ่อ เชิญท่านชิมนี่ดู เป็นไทยธรรม ที่เราจะพึงให้เพื่อประโยชน์แก่ท่าน” ดังนี้บ้าง โผฏฐัพพารมณ์ โดยเป็นผ้ามีผ้าเมืองจีนและผ้าเมืองแขกเป็นต้น (โดย) บอกว่า “แน่ะพ่อ เชิญแตะนี่ดู เป็นไทยธรรมที่เราจะพึงให้เพื่อประโยชน์แก่ท่าน” ดังนี้บ้าง (น้อม) เข้าไปให้ด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามาและตทารัมมณะ ๒ เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในที่สุดแห่งโผฏฐัพพะที่เกิดขึ้นตามลำดับในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่มาปรากฏทางทวารนั้น ต่อนั้นจุติจิตดวงที่ ๑ ทำอารมณ์แห่งภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ใน



(หน้าที่ 179)



ที่สุดแห่งจุติจิตนั้น ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้นในอารมณ์นั้นแหละ ซึ่งตั้งอยู่ชั่วขณะจิตเดียว แม้ปฏิสนธินี้ก็เป็นปฏิสนธิเป็นปัจจุบันในอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งจุติซึ่งเป็นอตีตารมณ์
ส่วนอีกผู้หนึ่งสถิตอยู่ในสุคติสำหรับบุคคลผู้ได้มหัคตวิบากด้วยอำนาจฌานมีปฐวีปสิณฌานเป็นอาทิ ในมรณสมัย กามาวจรกุศลกรรม กรรมนิมิต คตินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง นิมิตเป็นปฐวีกสิณเป็นต้นหรือ มหัคคตจิต มาปรากฏในมโนทวาร หรือมิฉะนั้นอารมณืประณีตอันเป็นเหตุเกิดกุศลมาปรากฏในจักขุทวารหรือโสตทวารอันใดอันหนึ่ง ชวนะ (เพียง) ๕ เพราะเป็นจิตมีกำลังอ่อนด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามาเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นั้น ในที่สุดแห่งโผฏฐัพพะที่เกิดขึ้นตามลำดับ เพราะตทารัมมณะย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เข้าถึงคติมหรคตทั้งหลาย เหตุนั้น จุติจิตดวง ๑ จึงทำอารมณ์แห่งภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในลำดับแห่งชวนะนั่นเอง ในที่สุดจุติจิตนั้น ปฏิสนธิจิตนั้นมีอารมณ์ตามที่เข้ามาปรากฏอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์หยั่งเข่าในสุคติเป็นกามาวจรหรือมหัคคตะ สถานใดสถานหนึ่งแล้วก็เกิดขึ้น
นี่เป็นปฏิสนธิเป็นอตีตารมณื ปัจจุบันอารมณ์ และนวัตตัพพารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งสุคติจุติซึ่งเป็นนวัตตัพพารมณ์ แม้ปฏิสนธิเป็นอตีตารมณ์ นวัตตัพพารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งสุคติจุติซึ่งเป็นอตาตารมณ์ นวัตตัพพารมณ์
ฝ่ายผู้มีบาปกรรมอยู่ในทุคติ (ในมรณสมัย) ย่อมมีกรรม (ที่ทำไว้) นั้นบ้าง กรรมนิมิตบ้าง คตินิมิตบ้าง มาปรากฏในมโนทวาร หรือมิฉะนั้นอารมณ์ที่เป็นอารมณ์ที่เป็นเหตุเกิดอกุศลมาปรากฏในปัญจทวาร โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ต่อนั้น ในที่สุดแห่งจุติตามลำดับ ปฏิสนธิจิตมีอารมณ์เหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป้นอารมณ์ ตกไปทางทุคติก็เกิดขึ้นแก่เขา นี่เป็นอาการเป็นไปแห่งปฏิสนธิที่เป็นอตีตารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งทุคติจุติซึ่งเป็นอตีตารมณ์แล


ปฏิสนธิวิญญาณ

ความเป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิแห่งวิญญาณทั้ง ๑๙ ดวงเป็นอันแสดงเพียงเท่านี้
วิญญาณทั้งสิ้นนี้นั้นปฏิสนธิวิญญาณ เมื่อเป็นไปในปฏิสนธิดังกล่าวมานั้น ย่อมเป็นไปด้วยกรรม ๒ แผนกและมีประเภทต่าง ๆ เช่นประเภท ๒ เป็นต้น โดยประเภททั้งหลาย มีประเภทผสมเป็นอาทิ



(หน้าที่ 180)



ขยายความ

แท้จริง วิปากวิญญาณทั้ง ๙ ดวงนี้ เมื่อเป็นไปในปฏิสนธิย่อมเป็นไปด้วยกรรม ๒ แผนกด้วยกัน ด้วยว่า ชนกกรรมย่อมเป็นปัจจัย โดยเป็นกรรมปัจจัยอันเป็นไปในขณะต่างๆกัน ๑ โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย ๑ แก่วิปากวิญญาณนั้นตามที่เป็นของตน สมคำบาลีว่า “กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบาก” ดังนี้
อนึ่ง พึงทราบประเภทมีประเภท ๒ เป็นต้น โดยประเภททั้งหลายมีประเภทผสมกันเป็นอาทิ วิปากวิญญาณนี้แม้เป็นไปอยู่อย่างเดียวด้วยอำนาจปฏิสนธิ (แต่) เป็น ๒ โดยแยกเป็นประเภทผสมกับรูปและประเภทไม่ผสมกับรูป เป็น ๓ โดยแยกเป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็น ๔ โดยกำเนิดอณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ เป็น ๕ โดยคติเป็น ๗ ฝดดยวิญญาณฐิติ เป็น ๙ โดยสัตตวาส


วิญญาณผสม

ในวิญญาณผสมและไม่ผสมนั้น วิญญาณผสมเป็น ๒ โดยต่างแห่งภาวะ และในภาวะประเภทนั้นเล่าวิญญาณ ที่มีภาวะก็เป็น ๒ (รูปกลาป) ทสกะ ๒ หรือ ๓ บ้างเป็นอย่างต่ำ ย่อมเกิดพร้อมกับวิญญาณประเภทต้น (คือ วิญญาณผสม)


ขยายความ

ข้อว่า วิญญาณผสมเป็น ๒ โดยต่างแห่งภาวะ นั้น ความว่า ก็ในวิญญาณผสมและไม่ผสมนี้ ปฏิสนธิกับวิญญาณที่ผสมกับรูปนั้นใดเกิดขึ้น (ในภพ) เว้นแต่อรูปภพ ปฏิสนธิวิญญาณผสมนั้นย่อมมีเป็น ๒ คือมีภาวะ (๑) ไม่มีภาวะ (๑) เพราะเกิดขึ้นเว้นจากภาวะกล่าวคืออิตถินทรีย์ในรูปภพ เว้นแต่ปฏิสนธิของคนกะเทยโดยกำเนิด


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]