วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๘๑ - ๑๘๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 181)


ข้อว่า และในภาวะประเภทนั้นเล่า วิญญาณที่มีภาวะก็เป็น ๒ อธิบายและแม้ในภาวะประเภทนั้นเล่า ปฏิสนธิใดมีภาวะ ปฏิสนธิวิญญาณนั้นก็เป็น ๒ เหมือนกัน เพราะเกิดขึ้นพร้อมกับอิตถีภาวะ หรือปุริสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง
ข้อว่า (รูปกลาป) ๒ หรือ ๓ เป็นอย่างต่ำ ย่อมเกิดพร้อมกับวิญญาณประเภทต้น มีอรรถาธิบายว่า ก็ (รูปกลาป) ทสกะ ๒ โดยเป็นวัตถุทสกะและกายทสกะ หรือทสกะ ๓ โดยเป็นวัตถุทสกะ กายทสกะและภาวทสกะบ้างเป็นอย่างต่ำ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับ ปฏิสนธิวิญญาณที่ผสมกับรูป อันเป็นประเภทต้น ใน ๒ ประเภท คือผสม (และ) ไม่ผสมนั้นรูป (กลาป) ลดลงไปยิ่งกว่านี้ไม่มี
ก็แลปฏิสนธิวิญญาณที่มีปริมาณรูปกลาปอย่างต่ำดังกล่าวนี้นั้น เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดเป็นสิ่งที่ได้ชื่อว่า “กลละ” อันมีประมาณเท่า (หยด) หัวเนยใสที่ใช้ขนแกะเส้นหนึ่ง (จุ่ม) ยกขึ้นในกำเนิด ๒ ที่มีชื่อว่า อัณฑะชะและชลาพุชะ ในกำเนิดและคติเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบความมีขึ้นแห่งกำเนิดทั้งหลายที่แตกต่างกันด้วยอำนาจแห่งคติ (ดังต่อไปนี้)


กำเนิด

ก็ในกำเนิดทั้งหลายนั้น กำเนิด ๓ ข้างต้น ย่อม
ไม่มีในนรกและในพวกเทพ เว้นภุมเทพ กำเนิดทั้ง ๔
ย่อมมีในคติ ๓


ขยายความ

ในบทเหล่านั้นด้วย จ ศัพท์ในบทว่า “เทเวสุ จ” กำเนิด ๓ ข้างต้นพึงทราบว่า ไม่มีในนรกและในพวกเทพเว้นภุมเทพฉันใด ก็ย่อมไม่มีในพวกนิชฌามตัณหิกเปรตด้วยฉันนั้น เพราะพวกนิชฌามตัณหิกเปรตนั้น ก็เป็นโอปปาติกะเหมือนกัน ส่วนในคติ ๓ ที่เหลืออันได้แก่ดิรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ในพวกภุมเทพที่เว้นไว้ก่อนด้วย ย่อมมีกำเนิด (ครบ) ทั้ง ๔



(หน้าที่ 182)



รูปกลาป

ในคติและกำเนิดเหล่านั้น รูป ๓๐ และ ๙ ย่อมกำเนิด
ในพวกรูปพรหม อนึ่ง โดยกำหนดอย่างสูง รูป ๗๐ ย่อม
เกิดในสัตว์จำพวกที่เกิดในกำเนิดสังเสชะอุปปาตะ
อีกอย่างหนึ่ง โดยกำเนิดอย่างต่ำ รูป ๓๐ ย่อมเกิด


ขยายความ

อันดับแรก รูป ๓๐ และ ๙ ด้วยอำนาจแห่งกลาป ๔ คือจักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะและชีวิตนวกะ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ ในเหล่าสัตว์ผู้กำเนิดเป็นโอปปาติกะในจำพวกรูปพรหม ส่วนว่าโดยกำหนดอย่างสูง รูป ๗๐ ด้วยอำนาจแห่ง (กลาป ๗ คือ) จักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ วัตถุทสกะ และภาวทสกะ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยปฏิสนธิวิญญาณ ในเหล่าสัตว์ที่เกิดในกำเนิดสังเสทชะและโอปปาติกะจำพวกอื่นเว้นจำพวกรูปพรหม อนึ่ง รูปทั้ง ๗๐ นั้นย่อมเกิดขึ้นในจำพวกเทพเป็นนิตย์
ในทสกะเหล่านั้นร กลุ่มรูปมีปริมาณรูป ๑๐ นี้ คือ สี กลิ่น รส โอชา อีกธาตุ ๔ จักขุประสาท และชีวิต ชื่อว่าจักขุทสกะ (๑๐ ทั้งจักษุ) ทสกะที่เหลือก็พึงทราบโดยนัยดังนี้
ส่วนว่าโดยอย่างต่ำ รูป ๓๐ ด้วยอำนาจแห่ง (กลาป ๓ คือ) ชิวหาทสกะ กายทสกะ และวัตถุทสกะ ย่อมเกิดขึ้นแก่คนตาบอดแต่กำเนิด คนหูหนวกแต่กำเนิด คนจมูกด้วน (ไม่มีฆานประสาท) แต่กำเนิดและคนกะเทยแต่กำเนิด อนึ่ง พึงทราบการกำหนด (รูปกลาป) ในระหว่างปริมาณรูปอย่างอย่างต่ำ (คือในระหว่างรูป ๗๐ และ ๓๐) ตามควรเถิด


จุติปฏิสนธิแปลก ๆ

ครั้นทราบอย่างนี้แล้วพึงกำหนดรู้ความแปลกแห่ง
ความแตกต่างและไม่แตกต่างแห่งจุติและปฏิสนธิ โดย
ขันธ์ อารมณ์ คติ เหตุ เวทนา ปีติ วิตกและวิจาร (ต่อไป) อีก



(หน้าที่ 183)



ขยายความ

ความแห่งคาถานั้นว่า “ก็ปฏิสนธิ ๒ อย่างโดยเป็นปฏิสนธิ ๒ผสมและปฏิสนธิไม่ผสมนั้นใด และจุติอันมีในลำดับที่เป็นอดีตแห่งปฏิสนธินั้นใด พึงทราบความแปลกแห่งความแตกต่างและไม่แตกต่างแห่งปฏิสนธิและจุตินั้น โดยขันธ์เป็นต้นเหล่านี้” แปลกอย่างไร ? ก็บางทีปฏิสนธิอันมีขันธ์ ๔ ไม่แตกต่างกัน (กับจุติ) แม้โดยอารมณ์ มีขึ้นในลำดับแห่งอรูปจุติที่มีขันธ์ ๔ (เหมือนกัน) ก็มี บางทีปฏิสนธิมีอารมณ์เป็นมหัคคตะและเป็นภายใน มีขึ้นในลำดับแห่งจุติที่มีอารมณ์ไม่เป็นมหัคคตะและเป็นภายนอกก็มี นี่เป็นนัยในพวกรูปภูมิเท่านั้นก่อน
อนึ่ง บางทีกามาวจรปฏิสนธิอันมีขันธ์ (ครบ) ๕ มีในลำดับแห่งอรูปจุติที่มีขันธ์ ๔ (คือจุติจากอรูปภูมิมาปฏิสนธิในกามาวจรภูมิ) ก็มี บางทีอรูปปฏิสนธิที่มีขันธ์ ๔ มีในลำดับแห่งกามาวจรจุติอันมีขันธ์ ๕ บ้าง แห่งรูปาวจรขันธ์บ้าง (คือจุติจากกามาวจรภูมิบ้าง รูปาวจรภูมิบ้าง ไปปฏิสนธิในอรูปภูมิ) ก็มี อย่างนี้เป็นปฏิสนธิ มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน มีในลำดับจุติมีอารมณ์เป็นอดีต
ทุคติปฏิสนธิบางอย่าง มีในลำดับแห่งสุคติจุติบางอย่าง (เช่นคนบางคนตายไปเกิดเป็นสัตว์บางชนิด) ก็มี สเหตุกปฏิสนธิมีในลำดับแห่งอเหตุกจุติ ติเหตุกปฏิสนธิมีในลำดับแห่งทุเหตุกจุติก็มี ปฏิสนธิเป็นโสมนัสสหรคตมีในลำดับแห่งจุติเป็นอุเปกขาสหรคตก็มี ปฏิสนธิประกอบด้วยปีติมีในลำดับแห่งจุติที่ไม่ประกอบด้วยปีติก็มี ปฏิสนธิมีวิตกมีในลำดับแห่งจุติที่ไม่มีวิตก ปฏิสนธิมีวิจารมีในลำดับแห่งจุติไม่มีวิจาร ปฏิสนธิที่มีทั้งวิตกและวิจาร ปฏิสนธิที่มีทั้งวิตกวิจารมีในลำดับแห่งจุติที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มีแล
อนึ่ง พึงประกอบ (คำ) เข้าตามที่ควรประกอบได้โดยคำตรงกันข้ามแห่งบทนั้น ๆ เถิด


โดยปรมัตถ์

อันว่าวิญญาณที่ได้ปัจจัยดังกล่าวมาฉะนี้ นั่นก็
เป็นแต่ ธรรมเข้าถึงภพอื่น ความเคลื่อนมาแต่ภพนั้น
ของมันก็ไม่มี (แต่ว่า) เว้นเหตุแต่ภพนั้นเสียก็ไม่มี



(หน้าที่ 184)



(ขยายความ)

ก็วิญญาณที่ได้ปัจจัยดังกล่าวมาฉะนี้ นั่นก็เป็นแต่เพียงรูปธรรมและอรูปธรรม เมื่อเกิดขึ้นก็ (มีโวหาร) เรียกว่า เข้าถึงภพอื่น มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะ อีกทั้งความเคลื่อนจากอดีตภพมาในภพนี้ของมัน ก็ไม่มี แต่ว่าเว้นเหตุแต่อดีตภพนั้นเสีย ความปรากฏในภพนี้ของมันก็ไม่มี
ข้าพเจ้าทั้งหลายจักประกาศความเป็นไปแห่งวิญญาณดังกล่าวนี้นั้น โดยทางสืบปฏิสนธิ จากจุติแห่งมนุษย์ซึ่งเห็นได้ชัด
ก็ในอดีตภพ เมื่อบุคคลผู้จวนจะตายเพราความสิ้นไปเอง หรือเพราะการกระทำ (ร้าย) ก็ตาม ไม่อาจทนความรุมเอาแห่งศัสตราคือมารณัตติกเวทนา (ความเจ็บชนิดถึงตาย)ทั้งหลายซึ่งเชือดเฉือนเส้นเอ็นทั่วอวัยวะใหญ่น้อยเหลือที่จะทน ครั้รนร่างกายซูบซีดไปโดยลำดับดุจใบตาลสดที่เขาวางไว้ในแดดค่อยเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น ครั้นอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้นดับกายินทรีย์ มนินทรีย์ มนินทรีย์และชีวิตินทรีย์คง (เหลือ) อยู่แต่ในหทยวัตถุ วิญญาณซึ่งอาศัยหทยวัตถุ (ท่า) ที่เหลืออยู่ในขณะนั้น ก็ปรารภเอาในครุกรรม (กรรมหนัก) สมาเสวิตกกรรม (กรรมที่ทำเนื่อง ๆ) อาสันนกรรม (กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย) ปุพเพกตกรรม (กรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน) อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งได้แก่สังขารอันได้ปัจจัยที่เหลือ (มีอวิชชาเป็นต้น แล้วหรือปรารภเอา) วิสัย (คือวรรณรูปารมณ์) ซึ่งได้แก่กรรมนิมิต คตินิมิตอันเข้าไปปรากฏแก่วิญญาณนั้นเป็นไปตัณหาในวิสัยนั้นอันมีโทษที่อวิชชาปกปิดไว้ เพราะยังละตัณหาอวิชชาไม่ได้ ก็ชักเอาวิญญาณที่เป็นไปอยู่อย่างนี้นั้นไป สังขาร (คือเจตนา) ที่เกิดร่วมกันก็ (ช่วย) ชัด (วิญญาณนั้น) ไปวิญญาณที่ถูกตัณหาซัดไป ถูกสังขารทั้งหลายซัดไปด้วยอำนาจแห่งสันตติอยู่นั้น ก็ละทิ้งที่อาศัย (คือหทัยวัตถุ) เดิมด้วย ไดที่อาศัยใหม่อันกรรมสร้างขึ้นบ้าง ไม่ได้บ้าง เป็นไปด้วยปัจจัยทั้งหลายมีอารมณ์เป็นต้นเท่านั้นด้วย ดุจคนหน่วงเชือกซึ่งผูกต้นไม้ที่ฝั่งในไว้ข้ามคลองไปฉะนั้นแล
ก็แล ในวิญญาณที่เป็นไปนี้ วิญญาณดวงก่อนเรียกว่าจุติวิญญาณเพราะเคลื่อนไปดวงหลังเรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณ เพราะสืบต่อมาแต่เบื้องต้นแห่งภพอื่น อันว่าวิญญาณนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า มันมา ณ ภพนี้จากภพก่อนหามิได้ อีกทั้งเว้นเหตุมีกรรม สังขารตัณหาผู้ซักและวิสัยเป็นต้นจากภพก่อนนั้นเสีย มันก็ปรากฏมีขึ้นหาได้ไม่



(หน้าที่ 185)



นิทัศนะจุติปฏิสนธิ

ธรรมทั้งหลายมีเสียงสะท้อนเป็นต้น พึงเป็น
นิทัศนะในข้อนี้ได้ อนึ่ง เพราะความเนื่องกันในสันดาน
(คือการสืบต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงไม่มี ทั้งความ
ต่างกันก็ไม่มีด้วย


ขยายความ

แท้จริง ธรรมทั้งหลายมีประการคือเสียงสะท้อน ประทีป ตราและรูปสะท้อน (คือเงา) พึงเป็นนิทัศนะในข้อนี้ คือในความมิได้มา ณ ภพนี้ แต่ภพก่อน และในความเกิดขึ้นด้วยเหตุที่เนื่องมาแต่ภพอดีตแห่งวิญญาณนั้น เหมือนอย่างว่าเสียงสะท้อน ประทีป ตรา และเงาย่อมมีเสียงเป็นต้นเป็นเหตุจึงมี เว้นเสียงเป็นต้นเสีย ก็หาไปมิได้ฉันใด จิตนี่ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อนึ่ง ในข้อนี้ เพราะเนื่องในความสันดาน (คือการสืบต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงไม่มี ทั้งความต่างกันก็ไม่มีด้วย จริงอยู่ ผิว่าความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงมี ทั้งความต่างกันก็ไม่มี ด้วย จริงอยู่ ผิว่าเมื่อความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบต่อ) มีอยู่ ความเป็นอันเดียวกันอย่างเด็ดขาดจะพึงมีไซร้ นมส้มก็ไม่ใช่เป็นสิ่งเกิดมาแต่นมสดนะซิ แม้ความต่างกันอย่างเด็ดขาดจะพึงมีเล่า นมส้มก็ไม่ใช่เป็นสิ่งอาศัยนมสดนะซิ
นัยการประกอบความในสิ่งที่เป็นเหตุและที่เกิดแต่เหตุ (คือผล) ทั้งปวง ก็นัยนี้ เพราะเมื่อเป็นอย่างนั้น (คือเมื่อถือว่าเหตุกับผลเป็นอันเดียวกันหรือต่างกันเป็นคนละอันเด็ดขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนั้น) การลบล้างโวหารของโลกทั้งปวงก็จะมีขึ้น แต่การลบล้างโวหารของโลกนั้น บัณฑิตไม่ปรารถนา เพราะเหตุนั้น ความเป็นอันเดียวกันหรือว่าความต่างกันเด็ดขาดในสิ่งที่เป็นเหตุและผลอันเนื่องกันในสันดานทั้งหลายนี่ บัณฑิตจึงไม่ควรข้องแวะ (คืออย่าใส่ใจ) แล


คำท้วง

ในข้อนี้ (มี) โจทกาจารย์ (ผู้ท้วง) กล่าวว่า “เมื่อเป็นความปรากฏ (เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ) โดยมิได้เลื่อนมา (แต่ภพก่อน) อย่างนั้น เพราะขันธ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในอัตภาพมนุษย์นี้ดับไป


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]