วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๘๖ - ๑๙๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 186)


และเพราะกรรมที่เป็นปัจจัยแห่งผลไม่ไปในที่เกิดขึ้นแห่งผลนั้น ผลนั้นก็มิ (ไป) มีแก่ผู้อื่นและแต่กรรมอื่นหรือ อนึ่ง เมื่อผู้เสวย (ผล) ไม่มี ผลนั้นก็พึงมีแก่ใครเล่า เพราะเหตุนั้นวิธาน (คือกฏเกณฑ์) อันนี้ไม่ดีดอก”
ในคำท้วงนั้น ข้าพเจ้าจะเฉลยต่อไปนี้


สันดาน

ผล (แห่งกรรม) ที่มีในสันดาน (คือการสืบต่อกันอัน
หนึ่ง) หา (ไป) มีแก่ผู้อื่นไม่ และหามีแต่กรรมอื่นไม่
อภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่ง) แห่งพืชทั้งหลาย เป็น
สาธกแห่งความข้อนี้ได้


ขยายความ

แท้จริง ผล (แห่งกรรม) เมื่อเกิดขึ้นในสันดานอันหนึ่ง (ถึงแม้) เพราะความเป็นอันเดียวกันและความต่างกันเด็ดขาดอันหนึ่งนั้นปฏิสนธิ ก็หา (กลาย) เป็นว่า (ไป) เกิดแก่ผู้อื่น หรือเป็นว่าเกิดแต่กรรมอื่น (ไป) ไม่ ก็อภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่ง) แห่งพืชทั้งหลายเป็นสาธกความแห่งคำนี้ได้ จริงอยู่ เมื่ออภิสังขารทั้งหลายแห่งพืชทั้งหลายมีพืชมะม่วงเป็นต้น อันธรรมชาติทำให้แล้ว ผลต่าง ๆ เมื่อเกิดขึ้นในกาลอื่น (ภายหลัง) เพราะได้ปัจจัยในสันดานแห่งพืชนั้น ก็หาเกิดขึ้นแก่พืชอื่น ๆ ไม่ ทั้งหาใช่เกิดเพราะปัจจัยคืออภิสังขารอื่นไม่ แต่ว่าพืชเหล่านั้นหรืออภิสังขารทั้งหลาย ก็หา (ไป) ถึงที่เกิดผลไม่ ข้ออุปไมยบัณฑิตก็พึงทราบฉันนั้น
อนึ่ง ความข้อนี้พึงทราบแม้โดยวิทยา ศิลปะ และโอสถเป็นต้นที่บุคคลประกอบเข้าไว้ในตัวเด็กแล้ว (ไป) ให้ผลในตัว (คนนั้น) ที่เติบโตขึ้นเป็นต้น ในกาลอื่น (ภายหลัง) ก็ได้
แม้คำใดที่โจทกาจารย์กล่าวว่า อนึ่ง เมื่อผู้เสวย (ผล) ไม่มี ผลนั้นจะพึงมีแก่ใครเล่า ดังนี้ ข้าพเจ้าจะเฉลยในคำนั้น (ต่อไป)



(หน้าที่ 187)



ผู้เสวย

ความสมมติว่า (มี) ผู้เสวย ย่อมเป็นอันสำเร็จได้
ด้วย ความเกิดขึ้นแห่งผล เปรียบเหมือนความสมมติว่า
มีผล เป็นอันสำเร็จได้ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลของ
ต้นไม้ฉะนี้


ขยายความ

เหมือนอย่างว่าต้นไม้ จะเรียกว่ามีผลหรือเมล็ดผลก็ตาม ก็ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลไม้อันเป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมทั้งหลายที่เรียกว่าต้นไม้นั่นเอง ฉันใด เทวดาหรือมนุษย์ก็ดีจะเรียกว่าได้เสวย (ผล) หรือจะเรียกว่าผู้ได้รับความสุข ผู้ได้รับความทุกข์ก็ตาม ก็ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลคือสุขทุกข์ซึ่งนับเป็นอุปโภค (ของเสวย) เป็นส่วนหนึ่งแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เรียกว่าเทวดาและมนุษย์ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ความหมายอะไร ๆ ด้วยผู้เสวยอื่น (นอกจากขันธ์) ในข้อว่าด้วยผู้เสวย (ผล) นี้หามีไม่แล
แม้โจทกาจารย์ผู้ใดกล่าวว่า “แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น สังขารเหล่านั้น เมื่อมีอยู่จึงเป็นปัจจัยแห่งผลหรือ หรือว่าไม่มีอยู่ก็เป็นปัจจัยแห่งผลได้เล่า ก็ถ้ามีอยู่จึงเป็นปัจจัยได้ไซร้ วิบากของมันก็จะพึงมีแต่ในปวัตติขณะ (คือในขณะที่สังขารเป็นไปอยู่) เท่านั้น ถ้าแม้นไม่มีมันก็เป็นปัจจัยได้เล่า มันก็จะพึงนำผลมาให้ได้เป็นนิตย์ไป ทั้งในขณะก่อนปวัตติ (คือในขณะทำกรรม) ทั้งภายหลังปวัตติ (คือเมื่อให้ผลสำเร็จแล้ว) ละซิ” ดังนี้ โจทกาจารย์ผู้นั้นพึงได้รับเฉลยดังนี้


ความเป็นปัจจัยแห่งสังขาร

สังขารทั้งหลายนั้นเป็นปัจจัย (แห่งผล) เพราะทำ
(ผล) ขึ้น แต่มันนำผลมาให้เป็นนิตย์หามิได้ กิริยามีการ
ประกันเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นนิทัศนะในข้อนั้นได้



(หน้าที่ 188)


ขยายความ

แท้จริง สังขารทั้งหลายเป็นปัจจัยแห่งผลของตน เพราะทำ (ผล) ขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เพราะมันมีอยู่หรือมันไม่มี ดังบาลีว่า “จักขุวิญญาณนั้นเป็นวิบาก ย่อมเป็นสิ่งเกิดขึ้นเพราะกุศลกรรมฝ่ายกามาวจรทำขึ้นก่อขึ้นดังนี้เป็นอาทิ และมันเป็นปัจจัยแห่งผลของตนตามที่ควรแล้วก็ไม่เป็นปัจจัยนำผลมาให้อีก เพราะมันมีวิบากสุกแล้ว (คือให้ผลเสร็จแล้ว) กิริยามีการประกันเป็นต้น (ดังกล่าวต่อไปนี้) พึงทราบว่า เป็นนิทัศนะในการอธิบายความข้อนั้นได้ เหมือนอย่างทางโลก คนผู้ใดเป็นนายประกันเพื่อส่งผลประโยชน์อะไร ๆ (ให้เจ้าทรัพย์) หรือซื้อของก็ตาม กู้หนี้ก็ตาม ก็เพียบยังแต่การทำกิริยานั้น (คือประกันหรือซื้อหรือกู้) แห่งคนผู้นั้นเท่านั้นเป็นปัจจัยในการส่งผลประโยชน์เป็นต้น หาใช่มีความอยู่หรือไม่มีแห่งกิริยา (เป็นปัจจัย) ไม่ และเบื้องหน้าแต่ส่งผลประโยชน์ให้ (แล้ว) เป็นต้นไป เขาก็ไม่เป็นลูกหนี้อีกเลย เพราะอะไร เพราะการส่ง (ผลประโยชน์) ให้เป็นต้น เขาได้ทำแล้วฉันใด แม้สังขารทั้งหลายก็เป็นปัจจัยแห่งผลของตน เพราะทำ (ผล) ขึ้นเท่านั้น และเบื้องหน้าแต่ให้ผลตามที่ควร (แล้ว) ไป มันก็ไม่เป็นปัจจัยนำผลมาให้อีกต่อไป ฉันนั้นแล
ความเป็นไปแห่งปฏิสนธิวิญญาณอันเป็นไปทั้งสองส่วน โดยเป็นวิญญาณผสมและไม่ผสม เพราะปัจจัยคือสังขารเป็นอันแสดงแล้วด้วยนิเทศกถาเพียงเท่านี้
บัดนี้ เพื่อกำจัดเสียซึ่งความเลือนหลงในวิปากวิญญาณ ๓๒ ทั้งหมดนั่น


สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ

บัณฑิตพึงเข้าใจสังขารทั้งหลายนั่น (ว่า) เป็น
ปัจจัยแห่งวิปากวิญญาณเหล่าไรและอย่างไร ในแหล่ง
เกิดทั้งหลายมีภพเป็นต้น ด้วยอำนาจ (คือหลักบังคับ)
แห่งปฏิสนธิและปวัตติ


ขยายความ

ความในคาถานั้นว่า แหล่งเกิดเหล่านี้คือ ภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ ชื่อว่าแหล่งเกิดภพเป็นต้น สังขารทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งวิปากวิญญาณ



(หน้าที่ 189)



เหล่าไรใน (ตอน) ปฏิสนธิและปวัตติกาล ในแหล่งเกิดทั้งหลายมีภพเป็นต้นเหล่านั้น แลมันเป็นปัจจัยด้วยประการใด บัณฑิตพึงทราบด้วยประการนั้นเถิด


พรรณนาความ

ในสังขารทั้งหลายนั้น พรรณนาปุญญาภิสังขารก่อน
ปุญญาภิสังขารประเภท (กุศล) เจตนา ๘ ฝ่ายกามาวจร (ว่า) โดยไม่แยก (ประเภท) กัน ย่อมเป็นปัจจัยโดยส่วนสอง คือโดยเป็นกรรมปัจจัยในขณะต่าง ๆ ด้วย โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยด้วย แห่งวิปากวิญญาณ ๙ ในสุคติกามภพ ในปฏิสนธิ (กาล) ปุญญาภิสังขารประเภทกุศลเจตนา ๕ ฝ่ายรูปาวจร เป็นปัจจัยแก่วิปากวิญญาณ ๕ แม้ในรูปภพเฉพาะในปฏิสนธิ อนึ่ง ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรมีประเภทดังกล่าว เป็นปัจจัยโดยส่วนสองตามนัยที่กล่าวนั่นแล แห่งวิปากวิญญาณกามภูมิ ๗ เว้นอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่สหรคตกับอุเบกขาในสุคติกามภพในปวัตติกาลไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ ปุญญาภิสังขารประเภทที่กล่าวนั้นแหละเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๕ ในรูปภพ ในปวัตติกาล ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ
ส่วนในทุคติกามภพ ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรที่กล่าวนั้นเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณกามภูมิทั้ง ๘ ในปวัตติกาลได้ (แต่) ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ ในทุคติกามภพนั้นในนรก ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรนั้นก็เป็นปัจจัยในการประสบ อิฏฐารมณ์ได้ในคราวต่าง ๆเช่นคราวจาริก (เยี่ยม) นรกในพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น อนึ่ง อิฏฐารมณ์ย่อมมีได้ในพวกสัตว์ดิรัจฉานและในพวกเปรตที่มีฤทธ์มากด้วยเหมือนกัน ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรนั้นแหละเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิญญาณ ที่เป็นกุศลวิบากทั้ง ๑๖ ในสุคติกามภพ ทั้งในปวัตติกาลทั้งในปฏิสนธิ แต่ (ว่า) โดยไม่แยกกัน (คือรวมกามาวจรและรูปาวจรเข้าด้วยกัน) ปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๑๐ ในรูปภพทั้งในปวัตติกาลและในปฏิสนธิด้วย
อปุญญาภิสังขารประเภทอกุศลเจตนา ๑๒ เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นนั่นแลแห่งวิญญาณดวง ๑ (คือปฏิสนธิวิญญาณ) ในทุคติกามภพ ในปฏิสนธิไม่เป็นไปในปวัตติกาล เป็น



(หน้าที่ 190)



ปัจจัยแก่อกุศลวิปากวิญญาณ ๖ ในปวัตติกาล ไม่เป็นปฏสนธิ เป็นปัจจัยแก่อกุศลวิปากวิญญาณทั้ง ๗ ทั้งในปวัตตกาลและในปฏิสนธิ ส่วนในสุคติกามภพ อปุญญาภิสังขารก็เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั่นแหละแก่อกุศลวิปากวิญญาณทั้ง ๗ นั้นเป็นปวัตติกาลได้เหมือนกัน (แต่) ไม่เป็นในปฏิสนธิ ในรูปภพมันก็เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั่นแหละ แห่งวิปากวิญญาณ ๔ ในปวัตติกาล (แต่) ไม่เป็นปฏิสนธิ ก็ว่าความที่อปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยในรูปภพนั้น เป็นโดยเห็นรูปที่ไม่น่าปรารถภนาและได้ยินเสียงที่ไม่น่าปรารถนาในกามาวจรภพ แ เพราะว่าในพรหมโลก อันสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งหลายมารูปที่ไม่น่าปรารถนาเป็นต้นหามีไม่ แม้ในกามาวจรเทวโลกก็อย่างนั้น
ส่วนในอเนญชาภิสังขารเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๔ ในอรูปภพ ทั้งในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล
สังขารเหล่านั้นเป็นปัจจัยแก่วิปากวิญญาณเหล่าใด ด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิและปวัตติในภพทั้งหลาย และมันเป็นปัจจัยด้วยประการใด พึงทราบด้วยประการนั้นดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน
แม้ในกำเนิดเป็นต้น ก็พึงทราบโดยนัยนั้นเหมือนกัน (ต่อไป) นี้เป็นคำชี้แจงข้อสำคัญในกำเนิดเป็นต้นนั้นต่อไป
ก็เพราะว่าสังขารทั้งหลายนั้น อันดับแรก ปุญญาภิสังขารให้ปฏิสนธิในภพ ๒ (คือกามภพและรูปภพ) แล้วยังวิบากของตนให้เกิด (อย่างใด) ก็ปฏิสนธิในกำเนิด ๔ มีอัณฑชะเป็นต้น ในคติ ๒ กล่าวคือเทวดาและมนุษย์ ในวิญญาณฐิติ ๔ ได้แก่นานัตตกายนานัตตสัญญี (สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน) นานัตตกายเอกัตตสัญญี (สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกันมีแต่สัญญาอย่างเดียวกัน) เอกัตตกายนานัตสัญญี (สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกันแต่มีสัญญาต่างกัน) เอกัตตกายเอกัตตสัญญี (สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายเดียวกันมีสัญญาอย่างเดียวกัน) และในสัตตาวาสเพียง ๔ เพราะในอสัญญีสัตตาวาสปุญญาภิสังขารนั้นปรุงแต่งแต่รูปอย่างเดียวเท่านั้น แล้วยังวิบากของตนทั้งปวงให้เกิดอย่างเดียวกันนั้น เพราะเหตุนั้น ปุญญาภิสังขารนั้นจึงเป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้ว (คือเป็นนานาขณิกกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย) นั่นแลแห่งวิปากวิญญาณ ๒๑ ในภพ ๒ กำเนิด ๔ คติ ๒ วิญญาณฐิติ ๔ และสัตตาวาส ๔ เหล่านั้น ทั้งในปฏิสนธิและในปวัตติกาลตามที่มันเป็น


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]