วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ หน้าที่ ๑๙๑ - ๑๙๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
<<

(หน้าที่ 191)


ส่วนอปุญญาภิสังขารให้ผลโดย (ให้) ปฏิสนธิในกามภพ ภพเดียวกันเท่านั้น ในกำเนิด ๔ นอกนั้นก็ในคติ ๓ ในวิญญาณฐิติเดียว คืออานัตตกายเอกัตตสัญญี และในสัตตาวาสก็เช่นนั้นเหมือนกัน เหตุใด เพราะเหตุนั้น อปุญญาภิสังขารนั่นจึงเป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๗ ในภพเดียว ในกำเนิด ๔ ในคติ ๓ ในวิญญาณฐิติเดียว และในสัตตาวาสเดียว ทั้งในปฏิสนธิและในปวัตติกาล
ส่วนอเนญชาภิสังขารให้ผลโดย (ให้) ปฏิสนธิในอรูปภพ ภพเดียวเท่านั้น ในกำเนิดโอปปาติกะกำเนิดเดียว ในเทวคติคติเดียว ในวิญญาณฐิติ ๓ มีชั้นอากาสานัญจายตนะเป็นต้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น อเนญชาภิสังขารนั่นจึงเป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกันแห่งวิญญาณ ๔ ในภพเดียว กำเนิดเดียว คติเดียว วิญญาณิติ ๓ สัตตาวาส ๔ ทั้งในปฏิสนธิและในปวัตติกาลแล
บัณฑิตพึงเข้าใจสังขารทั้งหลายนั่น (ว่า) เป็น
ปัจจัยแก่วิปากวิญญาณเหล่าไรและอย่างไร ในแหล่ง
เกิดทั้งหลาย มีภพเป็นต้น ด้วยอำนาจ (คือหลักบังคับ)
แห่งปฏิสนธิและปวัตติโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ เทอญ


นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า สงขารปจจยา วิญญาณํ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป

ในบทว่า วิญญาณปจจยา นามรูปํ บัณฑิตพึง
ทราบวินิจฉัย โดยวิภาคแห่งรูปนามทั้งหลาย โดยความ
เป็นไป (แห่งนามรูป) ในแหล่งทั้งหลายมีภพเป็นต้น
โดยสงเคราะห์ (ย่อเข้า) โดยปัจจยนัย


วินิจฉัยโดยวิภาค

ก็ในข้อว่า “โดยวิภาคแห่งนามรูปทั้งหลาย” นั้น มีวินิจฉัยว่า ขันธ์ ๓ มีเวทนาเป็นต้น ชื่อว่า นาม เพราะน้อมไปมุ่งหน้าต่ออารมณ์ มหาภูต ๔ และอุปาทายรูป (รูปอาศัย) แห่งมหาภูต ๔ ชื่อว่า รูปวิภาค (คือประเภท) แห่งนามรูปทั้งหลายนั้น ได้กล่าวไว้ในขันธนิเทศแล้วแล
วินิจฉัยในบทว่า วิญญาณปจจยา นามรูปํ นั้น โดยวิภาคแห่งนามรูปทั้งหลาย พึงทราบ ดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก



(หน้าที่ 192)



วินิจฉัยโดยความเป็นไป

ส่วนในข้อว่า “โดยความเป็นไป (แห่งนามรูป) ในแหล่งทั้งหลายมีภพเป็นต้น” นี้มีวินิจฉัยว่า นาม ย่อมเป็นไปในภพกำเนิด คติ วิญญาณฐิติทั้งปวงและในสัตตาวาสที่เหลือเว้นสัตตาวาสหนึ่ง (คืออสัญญสัตตาวาส) รูป ย่อมเป็นไปในภพ ๒ กำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๔ ข้างต้น ในสัตตาวาส ๕ ข้างต้น (รวมอสัญญสัตตาวาสด้วย) ก็แลเมื่อนามรูปนั่นเป็นไปอยู่อย่างนั้น เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งเหล่าสัตว์คัพภไสยกะกำเนิดที่ยังไม่แสดงภาวะ (เพศ) และแห่งเหล่าสัตว์อัณฑชะกำเนิดที่ยังไม่แสดงภาวะ สันตติสีสะ (คือรูปกลาปซึ่งเป็นต้นเป็นมูลแห่งการสืบต่อ) ๒ โดยเป็นรูปด้วยอำนาจแห่งวัตถุทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้งหทัย) และกายทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้งกายประสาท) กับอรูปขันธ์ ๓ ย่อมเกิดปรากฏขึ้นเหตุนั้น โดยกระจายรูปเหล่านั้นออกไป (ก็) ธรรม ๒๓ คือ (รูป) ธรรม ๒๐ โดยเป็นรูปรูป (คือรูปที่สำเร็จแล้ว) กับอรูปขันธ์ ๓ นั่น (แหละ) บัณฑิตพึงทราบว่าชื่อว่า นามรูป เกิดมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาแต่รูปที่ยังไม่ได้ถือ (คือถือเอาแต่ที่ไม่ซ้ำกัน) ชักรูปธรรม ๙ จากสันตติสีสะหนึ่งออกเสียก็ (เหลือ) ๑๔ เพิ่มภาวทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้งภาวะ) สำหรับสัตว์ที่มีภาวะ (แล้ว) เข้าก็เป็น ๓๓ หนึ่ง โดยถือเอาแต่ที่ยังไม่ถือเอา ชักรูปธรรม ๑๘ จากสันตติสีสะ ๒ หมวดออกเสียอีกก็ (เหลือ) ๑๕ (ชื่อว่า วิญญาณปจจยา นามรูปํ สำหรับสัตว์ ๒ กำเนิดนั้น)
ส่วนในเหล่าสัตว์โอปปาติกะกำเนิด เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งรูปพรหมมีจำพวกพรหมกายิกะเป็นต้น สันตติสีสะ ๔ โดยเป็นรูปด้วยอำนาจแห่งจักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะและชิวิตินทรียนวกะอรูปขันธ์ ๓ ย่อมปรากฏ เหตุนั้น โดยกระจายรูปของรูปพรหมเหล่านั้นออกไป (ก็) ธรรม ๔๒ คือ (รูป) ธรรม ๓๙ โดยเป็นรูปรูป กับอรูปขันธ์ ๓ นั่นบัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาที่ยังไม่ได้ถือเอา ชัก (รูป) ธรรม ๒๗ (ที่ซ้ำกัน) จากสันตติสีสะ ๓ หมวดออกเสีย ก็ (เหลือ) ๑๕
ส่วนในกามภพ เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งเหล่าสัตว์โอปปาติกะกำเนิดที่เหลือก็ดี แห่งเหล่าสัตว์สังเสทชะกำเนิดก็ดี ที่มีภาวะและอายตนะครบ สันตติสีสะ ๗ โดยเป็นรูปและอรูปขันธ์ ๓ ย่อมปรากฏ เหตุนั้น โดยกระจายรูปเหล่านั้นออกไป (ก็) ธรรม๗๓ คือ (รูป)



(หน้าที่ 193)



ธรรม ๗๐ โดยเป็นรูปรูปกับอรูปขันธ์ ๓ นั่นเป็นบัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาแต่ที่ยังไม่ได้ถือเอาชัก (รูป) ธรรม ๕๔ (ที่ซ้ำกัน) จากรูปสันตติสีสะ ๖ หมวดออกเสีย ก็ (เหลือ) ๑๙ นี่เป็นการนับอย่างสูง ส่วนอย่างต่ำ การนับนามรูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณในปฏิสนธิแห่งเหล่าสัตว์ผู้มีรูปสันตติสีสะนั้น ๆ วิกล (บกพร่อง) ก็พึงทราบโดยลดย่นลงบ้าง ขยายออกบ้าง ตามเกณฑ์ของสันตติสีสะนั้น ๆเถิด
ส่วนในปฏิสนธิแห่งอรูปพรหมทั้งหลาย ก็ปรากฏแต่อรูปขันธ์ ๓ (ไม่มีรูป) ในปฏิสนธิแห่งเหล่าอสัญญีพรหม ปรากฏแต่ชีวิตินทรียนวกะเป็นรูปเท่านั้นแล นี่เป็นนัยในปฏิสนธิก่อน
ส่วนในปวัตติกาล สุทธัฏฐกรูป (กลุ่มรูป ๘ ล้วน คืออวินิพโภครูป) อันมีฤดูเป็นสมุฏฐานโดยฤดู (คือเตโชธาตุ) ที่เป็นไปพร้อมกับปฏิสนธิจิต ย่อมปรากฏขึ้นในฐิติขณะแห่งปฏิสนธิจิต ในทุกแหล่งที่เป็นไปแห่งรูป แต่ (ตัว) ปฏิสนธิจิตหายังรูปให้ตั้งขึ้นได้ไม่ แท้จริงปฏิสนธิจิตนั้นไม่อาจยังรูปให้ตั้งขึ้นได้ เพราะเป็นจิตมีกำลังน้อย เหตุที่ (หทัย) วัตถุ (เพิ่งเกิด) ยังมีกำลังอ่อน เปรียบเหมือนคนตกเหวไมาสามารถเป็นที่อาศัยแห่งคนอื่นได้ฉะนั้น จำเดิมแต่ภวังคจิตดวงแรกต่อแต่ปฏิสนธิจิตไป สุทธัฏฐกรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานจึงปรากฏขึ้นถึงกาลที่เสียงปรากฏ (คือถึงคราวจะเกิดเสียงได้) สัททนวกะ (กลุ่มรูป ๙ ทั้งเสียง) จึงปรากฏขึ้นแต่ฤดูอันเป็นไปต่อแต่ปฏิสนธิขณะนั่นแลและแต่จิตด้วย ส่วนสัตว์เหล่าใดเป็นคัพภไสยกสัตว์ อาศัยกวฬิงการาหารเป็นอยู่ สุทธัฏฐกรูปอันมีอาหารเป็นสมุฏฐาน ย่อมปรากฏในสรีระของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งอาหารที่มารดากลืนกินลงไป ซึมซาบเข้าไป ตามบาลีว่า


“ก็สัตว์ผู้กำบังตัวอยู่ในท้องมารดา มารดา
ของเขา บริโภคโภชนะอันใด เป็นข้าวก็ดี น้ำก็ดี (ลงไป)
เขายังชีพให้เป็นไปในท้องมารดานั้นด้วยโภชนะนั้น” ดังนี้


สำหรับโอปาติกะสัตว์ทั้งหลาย สุทธัฏฐกรูปอันมีอาหารเป็นสมุฏฐาน ย่อมปรากฏในกาลที่กลืนเขฬะที่อยู่ในปากของตนไปเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้น โดยรวมกันเข้า ธรรม ๙๙ คือรูป ๙๖ อย่างได้แก่ รูป ๒๖ ด้วยอำนาจแห่งสุทธัฏฐกรูปมีอาหารเป็นสมุฏฐาน (๘) และแห่งนวกรูป ๒ อย่างสูง อันมีฤดูและจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๘) และรูป ๗๐ อย่างที่มีกรรมเป็น



(หน้าที่ 194)



สมฏฐาน อันเกิดขึ้น ๓ วาระในขณะจิตหนึ่ง ๆ ซึ่งกล่าวมาก่อนแล้วกับอรูปขันธ์ ๓ (รวมเป็น ๙๙) หรือว่าเหตุที่เสียงเป็นสิ่งไม่แน่นอน เพราะปรากฏในบางคราวเท่านั้น เหตุนั้นชักเสียงทั้ง ๒ อย่าง (คือที่เป็นอุตุสมุฏฐานและจิตตสมุฏฐาน) นั้นออกเสีย ธรรมจำนวนนี้ก็เป็น ๙๗ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณแห่งสัตว์ทั้งปวงตามที่มันเป็น ด้วยว่าเมื่อสัตว์ทั้งปวงนั้น แม้หลับไป แม้มัวเมา แม้กินอยู่ แม้ดื่มอยู่ ธรรมอันมีวิญญาณเป็นปัจจัยเหล่นั้นก็คงเป็นไปทั้งกลางวันและกลางคืน ก็แลความที่ธรรมเหล่านั้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจักพรรณนาข้างหน้า
ส่วนว่ามนรูปเหล่านั้น กัมมชรูป (รูปเกิดแก่กรรม มีกรรมเป็นสมุฏฐาน) นั้นใดกัมมชรูปนั้นแม้ตั้งขึ้นก่อนเพื่อนในภพ กำเนิด คติ (วิญญาณ) ฐิติ และสัตตาวาสทั้งหลาย (แต่หาก) รูป ๓ สมุฏฐาน (คือ ฤดู จิต อาหาร) ไม่ช่วยอุปถัมภ์แล้ว ก็หาอาจตั้งอยู่ทนไม่ แม้รูป ๓ สมฏฐานเล่า (หาก) กัมชรูปนั้นไม่อุปถัมภ์ก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน (เหมือนกัน) ที่แท้นั้นรูปทั้ง ๔ สมุฏฐานนั้นต่างอุปถัมภ์กันและกันไว้นั่นแล จึงไม่ตกไปเสีย ตั้งอยู่ได้ปี ๑ ก็มี ๒ ปีก็มี ฯลฯ ถึง ๑๐๐ ปีก็มี เป็นไปตราบเท่าสิ้นอายุหรือสิ้นบุญแห่งสัตว์เหล่านั้น ดังกลุ่มไม้อ้อ ที่รากยึดไว้ทั้ง ๔ ทิศ แม้ถูกลมตีก็ตั้งอยู่ได้ และดังพวกคนเรือแตกที่ได้ที่พึ่งที่ไหนสักแห่งในมหาสมุทรแล้ว แม้ถูกกำลังคลื่นตีก็ทรงอยู่ได้ฉะนั้นแล
การวินิจฉัยในบท วิญญาณปจจยา นามรูปํ นี้ โดยความเป็นไปในแหล่งทั้งหลายมีภพเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ ประการหนึ่ง


วินิจฉัยโดยสงเคราะห์

ส่วนในข้อ “โดยสงเคราะห์” นั้นมีวินิจฉัยว่า นามอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณอย่างเดียว ทั้งในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล ในอรูปภพ และ (เฉพาะ) ในปวัตติกาล ในปัญจโวการภพอันใดก็ดี รูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณอย่างเดียวในทุกกาลในพวกอสัญญสัตว์และ (เฉพาะ) ในปวัตติกาลในปัญจโวการภพอันใดก็ดี นามและรูปทั้งปวงนั้น บัณฑิตพึงสงเคราะห์เข้าโดยเอกเทสสรูเปกเสสนัย (นัยที่แสดงโดยการคงศัพท์ที่มีรูปเหมือนกันเพียงบางส่วนให้เหลือไว้เพียงศัพท์เดียว) ดังนี้ว่า “นามด้วย รูปด้วย ทั้งนามและรูปด้วย ชื่อว่า นามรูป” แล้วพึงทราบเถิดว่า นามรูปนั้นชื่อว่านามรูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ



(หน้าที่ 195)



หากมีคำท้วงว่า “คำวินิจฉัยนี้ไม่ชอบ เพราะในพวกอสัญยสัตว์ ไม่มีวิญญาณ” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า “ไม่ชอบหามิได้ (เพราะเหตุดังต่อไปนี้)


คาถาสังเขป

วิญญาณทีเป็นเหตุแห่งนามรูปนี้ใด วิญญาณนั้น
ปราชญ์ทราบกันว่ามี ๒ ส่วน คือ วิปากวิญญาณ
(วิญญาณที่เป็นวิบาก และเป็นอวิปากวิญญาณ (วิญญาณ
ที่ไม่ใช่วิบาก) เพราะเหตุที่วิญญาณมี ๒ ส่วน (ดังนี้)
คำวินิจฉัยนี้จึงชอบแท้


ขยายความ

จริงอยู่ วิญญาณใดเป็นเหตุแห่งนามรูป วิญญาณนั้นปราชญ์ทราบกันว่า มี ๒ ส่วนโดยแยกเป็นวิปากวิญญาณ และอวิปากวิญญาณ ในพวกอสัญญีสัตว์ ก็วิญญาณนี้เองเป็นรูปอันมีเพราะปัจจัยคืออภิสังขารวิญญาณที่เป็นไปในปัญจโวการภพ เพราะเป็นรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน (เช่นกัน) เพราะฉะนั้น คำวินิจฉัยนี้จึงชอบแล้ว
วินิจฉัยในบทว่า วิญญาณปจจยา นามรูปํ นี้โดยสังเคราะห์เข้า บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ ประการหนึ่ง


โดยปัจจยนัย

ส่วนในข้อว่า “โดยปัจจนัย” นั้น มีวินิจฉัยว่า
วิปากวิญญาณเป็นปัจจัยแก่นาม ๙ อย่างแห่ง
วัตถุรูป (คือ หทัย) ก็ ๙ อย่าง แห่งรูปที่เหลือ ๘ อย่าง
อภิสังขาร – วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปอย่างเดียว ส่วน
วิญญาณ นอกนั้นเป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้น ๆ ตามควร


>>


ดูเพิ่ม[แก้ไข]